ผมกลับมาอยู่เมืองไทยอย่างถาวรแล้ว ตามประสาคนอยู่ในต่างประเทศนาน ก็ต้องปรับตัวไม่น้อยเพราะกทม.เปลี่ยนไปมาก ใหญ่ขึ้นมาก ดูทันสมัยมาก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ต่างประเทศไม่ค่อยมีขนาดใหญ่แบบนี้ ผู้คนที่ไปห้างสรรพสินค้าก็ดูคล้ายคนรุ่นใหม่คนพันธ์ใหม่ แต่พออ่านข่าวต่างๆ ตามสื่อก็พบว่าในความสมัยใหม่นั้นก็ยังมีปัญหาสังคมนานับปประการโดยเฉพาะเรื่องศิลธรรม ดูจะเสื่อมลงไม่น้อย วิถีพุทธแทบจะไม่เห็นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมได้ประสบก็คือการกิน อยู่เมืองไทยอาหารการกินสะดวกมากเหลือเกิน กินได้ทั้งวัน อยู่บ้านก็มีรถมาขายหน้าบ้าน ถัดมาถ้าอยากกินอร่อยก็เดินไปซื้อหน้าปากซอย ถ้าเดินเลยไปนิดนึงก็ถึงตลาดซึ่งมีของกินมากมาย แทบจะไม่ต้องทำอาหารทานเองเลย สายหน่อยก็ไปห้างสรรสินค้าซึ่งใหญ่ราวกับเมืองในอนาคต มีทุกอย่างที่ต้องทำให้เสียเงินสำหรับทุกเพศทุกวัย ในช่วง 12 วันในเมืองไทยจึงเป็นเรื่องของการกิน กินและกิน ซึ่งก็เป็นวิถีปรกติของคนเมือง

กินกันแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าน่าจะไม่สมดุลย์เท่าใดนักบางทีเราอาจจะกินมากเกินความจำเป็น โรคภัยไข้เจ็บจึงมาอยู่ใกล้ๆ พร่้อมที่จะเข้ามาหาเรา กินอย่างไรก็ได้รับผลเช่นนั้น เป็นเรื่องจริง ถ้าเราอยากจะมีสุขภาพดี มีอายุยืนคงต้องบริหารการกินกันใหม่ แต่ก็อย่างว่าผมนึกถึงคำที่ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีแต่ความต้องการ จริงแน่แท้เลย รู้สึกตระหนกกับการต้องการของคนเมือง ที่ต้องการไปซะทุกอย่างทั้งทางทางวัตถุ และจิตใจ และล้วนเป้นความต้องการที่ไม่มีขีดจำกัด นึกย้อนประเทศที่ผมเพิ่งจากมาที่มีวิถีแห่งความเป็นพุทธที่เข้มแข็ง ศรัทธาแรงกล้าและอยู่กับความพอเพียงในสิ่งที่ตนเองมี โดยเฉพาะธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่มาก เขามีความเจริญไม่เทียบกับประเทศไทยนั้นแน่นอนแต่ในด้านความเจริญทางจิตใจผมคิดว่าเราไม่ได้ดีกว่า และสิ่งที่น่าตระหนกกว่านั้นคือคนที่มีอำนาจและรับผิดชอบในสังคมยังไม่ตระหนักในสภาพของสังคมที่เป็นอยู่นี้ จึงดูเหมือนว่าประเทศชาิตไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ตรงนี้น่าเป็นห่วงครับ

ด้วยความปรารถนาดี