*ข้อที่ 1.โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการรับประกันภัย ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยโดยถูกต้องตามกฎหมาย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำเนาหนังสืออนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลขที่ 1 และ 2

*จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าใช้ชื่อว่า เทรดเซ็นเตอร์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลขที่ 3

*จำเลยที่ 2. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลขที่ 4.

*จำเลยที่ 3.เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ประกอบกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลขที่ 5.

จำเลยที่ 2. เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่บริหารควบคุมดูแลความปลอดภัย และป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินของลูกค้าในบริเวณห้างเทรดเซ็นเตอร์ทั้งหมด

*จำเลยที่ 3. เป็นผู้รับจ้างของจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่บริหารควบคุมดูแลความปลอดภัย และป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินของลูกค้าในบริเวณลานจอดรถของห้างเทรดเซ็นเตอร์รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาว่าจ้าง เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6-7

*ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้จัดให้มีลานจอดรถไว้ในบริเวณห้างเทรดเซ็นเตอร์สำหรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการด้วย โดยจำเลยที่ 1. ได้กำหนดระเบียบให้ลูกค้าที่นำรถเข้ามาจอดจะต้องรับบัตรจอดรถและยังได้พิมพ์ข้อความแจ้งไว้หลังบัตรจอดรถว่า ผู้ที่จะนำรถเข้ามาจอดและจะนำรถออกจากลานจอดรถจะต้องรับบัตรและคืนบัตรจอดรถให้พนักงานตรวจสอบและจ่ายค่าจอดให้กับพนักงานเก็บเงินค่าจอดรถเมื่อนำรถออก ถ้าตรวจสอบแล้วทะเบียนรถในบัตรไม่ตรงกับรถหรือไม่มีบัตรจะนำรถออกไปไม่ได้ อันเป็นมาตรการตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่จะต้องดูแลทรัพย์สินของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างทำเลยที่ 3 ให้ทำหน้าที่บริหารควบคุมดูแลความปลอดภัยและป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินของลูกค้าในบริเวณลานจอดรถของห้างเทรดเซ็นเตอร์แทนจำเลยที่ 1

*ข้อ 2. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 ประมาณ 13.00 นาฬิกา นายจันทร์ มกรา เจ้าของ รถยนต์โตโยต้า หมายเลขทะเบียน งง. 2233 กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เอาประกันภัยคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายไว้กับโจทก์ ในวงเงิน 1,000,000 บาท มีกำหนดคุ้มครอง 1 ปีตั้งแต่ วันที่ 20 มิถุนายน 2552 จนถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ เอ 2345678 รายละเอียดปรากฏตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 8 ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวเข้าไปเพื่อซื้อสินค้าในห้างเทรดเซ็นเตอร์ของจำเลยที่ 1 และได้นำรถยนต์ไปจอดไว้ที่ลานจอดรถของห้างเทรดเซ็นเตอร์ของจำเลยที่ 1 โดยได้รับบัตรจอดรถจากพนักงานดูแลลานจอดรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ในขณะขับรถยนต์เข้าไปจอด เมื่อนายจันทร์ มกรา ซื้อของเสร็จและกลับมาที่รถยนต์ซึ่งจอดไว้ ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวของนายจันทร์ มกรา ได้หายไป โดยที่บัตรจอดรถยังอยู่ที่นายจันทร์ มกรา ซึ่งนายจันทร์ มกรา ได้แจ้งเรื่องรถยนต์หายและแสดงบัตรจอดรถให้พนักงานเก็บบัตรเข้าออกลานจอดรถและผู้จัดการของห้างเทรดเซ็นเตอร์ทราบทันที

การที่พนักงานเก็บบัตรจอดรถที่ลานจอดรถของห้างเทรดเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตรวจสอบ แต่ไม่ตรวจสอบบัตรจอดรถและปล่อยผู้ที่ไม่มีบัตรจอดรถลักรถยนต์ของนายจันทร์ มกรา ขับไปจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้นายจันทร์ ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียรถยนต์ไป จึงเป็นการประมาทเลินเล่อของลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3ในฐานะนายจ้างของพนักงานเก็บบัตรจอดรถจึงรับผิดต่อนายจันทร์ มกรา จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 และ 3 จึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ความเสียหายเท่ากับราคายนต์ของนายจันทร์ มกรา ที่สูญหายไปให้แก่นายจันทร์ มกรา

*ข้อ 3. เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2553 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายจันทร์ มกรา คันที่สูญหายไป ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายจันทร์ มกรา ไปเป็นเงิน 1, 000,000 บาท รายละเอียดปรากกฎตามเอกสารรับเงินค่าสินไมทดแทน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 9 โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของนายจันทร์ มกรา ตามกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ เงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ภายใน 15 วัน นับจากวันที่ 1 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,750 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,018,750 บาท

*ก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามส่งถึงจำเลยทั้งสามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามได้รับแล้วเพิกเฉย รายละเอียดปรากกฎตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 10ถึง15

โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยทั้งสามได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับ จำเลยทั้งสามต่อไป

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

คำขอท้ายคำฟ้อง

*ข้อ 1 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน เงิน 1, 018,750 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

*ข้อ 2 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์

หมายเหตุที่ทำ * คือย่อหน้า