*ข้อ 1. โจทก์เป็นมารดา โดยชอบด้วยกฎหมายของนายยอด มกรา ปรากฏตามสำเนาใบสูติบัตร เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1

*จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3

*จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองของ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2

*ข้อ 2. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา นายยอด มกรา ได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน จร. 4545 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่ ไปตามถนนสีลม มุ่งหน้าไปทางถนนเจริญกรุง เมื่อจำเลยที่ 1 ขับขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบริเวณจุดกลับรถหน้าโรงพยาบาลเลิดสิน จำเลยที่ 1 ได้เลี้ยวกลับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในภาวะเช่นนั้นจะต้องระวังหยุดรถเพื่อรอให้รถบนถนนฝั่งตรงข้ามว่างเสียก่อน แล้วจึงเลี้ยวรถข้ามไป แต่จำเลยที่ 1 หาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นไม่ จำเลยที่ 1 กลับขับขี่เลี้ยวกลับรถข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้ามโดยไม่ชะลอความเร็วของรถและไม่ได้ดูรถที่วิ่งมาบนถนนฝั่งตรงข้าม ซึ่งขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ได้ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ตน. 1212มาบนถนนสีลมฝั่งตรงข้ามมุ่งหน้าไปทางศาลาแดง เมื่อมาถึงจุดกลับรถที่หน้าโรงพยาบาลเลิดสิน ซึ่งจำเลยที่ 1 กำลังเลี้ยวกลับรถ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลผู้ขับขี่รถยนต์ในภาวะเช่นจำเลยที่ 2 จะต้องระวังขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด และชะลอดูรถเมื่อถนนมีจุดกลับรถ แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นไม่ กลับรถด้วยความเร็วถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างมาก โดยไม่ชะลอความเร็ว เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับมา ชนรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถข้ามเข้ามา ทางด้านซ้ายของรถจักรยานยนต์ตรงที่นายยอด มกรา บุตรชายของโจทก์นั่งซ้อนท้ายอยู่อย่างแรง เป็นเหตุให้นายยอด มกรา ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาหักทั้งสองข้าง และกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดคั่งในสมองต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2551 นายยอด มกรา ได้ถึงแก่ความตายเนื่องจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบรับรองแพทย์ และสำเนาใบมรณบัตร เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4

*ข้อ 3. การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการละเมิดทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ดังนี้

*3.1 โจทก์ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลนายยอด มกรา ก่อนตาย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2551 ไปเป็นเงิน 400, 000 บาท รายละเอียดปรากฏตามสำเนาใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาล เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 5

*3.2 โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพนายยอด มกรา ตามพิธีทางศาสนา ไปเป็นเงิน 400, 000 บาท

*3.3 โจทก์ต้องขาดไร้อุปการะจากนายยอด มกรา บุตรชาย ซึ่งโจทก์ขอคิดเดือนละ 10, 000 บาท เท่ากับเงินที่นายยอด มกรา เคยจ่ายให้โจทก์ทุกเดือน เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 เป็นเงิน 1,200,000 บาท

*รวมค่าเสียหายเป็นเงิน 2, 000,000 บาท และโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อบุตรชายโจทก์เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะร่วมกันหรือแทนกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน ซึ่งดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องมีจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,050,000 บาท

*ขณะกระทำละเมิดจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับขี่รถยนต์ของจำเลยที่ 3 ไปทำงานด่วนให้แก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงกระทำละเมิดต่อบุตรชายโจทก์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมผิดกับจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

*จำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ในหนี้ของจำเลยที่ 3 อย่างไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

*ดังนั้น จำเลยทั้งสี่จึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เป็นจำนวนเงิน 2, 050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่ จะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

*ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามส่งถึงจำเลยทั้งสี่ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยทั้งสี่ได้รับแล้วเพิกเฉย รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 7 ถึง 14

โจทก์ไม่มีทางบังคับจำเลยทั้งสี่ได้ จึงต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง

คำขอท้ายฟ้อง

1.ให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวนเงิน 2,050,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ7.5ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

2.ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าฤชาธรรมศาลและค่าทนายความแทนโจทก์

หมายเหตุที่ทำ * คือย่อหน้า