
ความจริงก็เหมือนกับสายน้ำ ยิ่งปิดกั้นมันก็ยิ่งซอกซอนหาทางไปของมันจนได้ Truth is like the flow of water. The more it is withheld, the more it can dig its way out in the end. แปลโดย : Jaka Wecha
น้ำผู้นุ่มนวล เยือกเย็น สงบนิ่ง โอบอ้อมอารี จุดกำเนิดของความสดชื่นเย็นฉ่ำ สร้างทุกชีวิตให้มีชีวา ทนถูกรังแกไม่ไหว พลิกโฉมพิโรธ รวบรวมพลพรรค สำแดงพลังกลายเป็นน้ำท่วม ไหล่เอ่อล้นผืนแผ่นดิน ทำลายล้างทุกอย่างที่ขวางหน้าให้พังพินาศ ประเมินค่าของความเสียหายไม่ได้ ภายในเวลาชั่วข้ามคืน ต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นล้ม ถนนถูกเซาะตัดขาดออกจากกัน กำแพงพังทลาย ข้าวของเครื่องใช้ต่างกระจัดกระจาย ถูกพัดพาหายไปกับสายน้ำผู้เหี้ยมโหด บทเรียนจากพลังของสายน้ำ จึงถูกนำมาเปรียบเทียบเพื่อปลุกพลังประชาชน ให้ลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ ศักดิ์ศรี คุณค่าของความเป็นประชาชนเจ้าของประเทศผู้ทรงเกียรติ กลับคืนมาเพื่อสร้างประเทศไทยให้แข็งแกร่ง ด้วยพลังจากการรวมตัวกันของชุมชน ลุกขึ้นมาพูดคุย แบ่งปัน ศึกษาบทเรียนจากอดีต มาจัดการกับปัจจุบัน และกำหนดทางเดินในอนาคต
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่าระหว่างวันที่ 18 -21 กันยายน 2556 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเนื่องจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันจากบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งผู้คนก็ไม่ได้ใส่ใจ และไม่ได้เตรียมการรับมือ
พื้นที่จังหวัดสุรินทร์เริ่มมีฝนตกเบาๆในคืนวันที่ 18 กันยายน 2556 และเริ่มตกหนักในช่วงเช้าและตลอดทั้งวันของวันที่ 19 กันยายน 2556 ลักษณะของฝนวันนั้นเรียกได้ว่าเป็น ห่าฝน หรือ ฟ้ารั่ว เพราะตกหนักมากและนานเกือบครบ 24 ชั่วโมง ทำให้ท้องทุ่งนาและทุกหนแห่งเริ่มมีน้ำเอ่อสูงขึ้นในช่วงบ่าย สนามฟุตบอลบางโรงเรียนมีน้ำสูงเท่าเข่า ครูต้องสั่งปิดโรงเรียนเป็นการด่วน นักเรียนเดินฝ่าห่าฝน ลุยน้ำข้างทางกลับบ้านอย่างสนุกสนาน ประมาณห้าโมงเย็นระดับน้ำเริ่มสูงท่วมพื้นที่รอบบ้านและไหลข้ามถนนที่ทอดตัวกั้นน้ำเป็นแนวยาว รถราที่ผ่านไปมาเริ่มกังวลกับน้ำท่วมถนน กระนั้นหลายคนก็ไม่ทันคาดคิดถึงเหตุร้ายแรงใดๆ
น้ำผู้นุ่มนวล เมื่อยามอยู่นิ่ง ไม่มีพิษภัยทำร้ายใคร เดิมเคยแยกย้าย ต่างคนต่างอยู่ในที่ๆของตัวเอง ได้เริ่มจับกลุ่มรวมตัวกันปริมาณมากมายมหาศาล จากที่สูงบนเทือกเขาพนมดงรักเลียบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มุ่งหน้าลงมาตามลำน้ำธรรมชาติ สมทบกับน้ำเดิมที่สงบนิ่งรอคอยอยู่ก่อนหน้า พร้อมรับคำสั่งจากผองเพื่อน ผนึกกำลังกันสุดแรง ไหลบ่าลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว เพราะต้นไม้เพื่อนรักที่เคยอยู่ร่วมกันในอดีต ที่คอยดูดซับน้ำลงพื้นดิน เคยเป็นผู้ปลอบประโลมดับอารมณ์โกรธของน้ำให้เย็นลงได้บ้าง ได้ถูกตัดโค่นหายไปจากผืนแผ่นดินจำนวนมากเพราะความไม่รู้จักพอของมนุษย์ เมื่อน้ำเคลื่อนไปตามทางเดินน้ำโบราณ ซึ่งบัดนี้ถูกกีดกั้นเพราะความไม่รู้จักพออีกเช่นกัน ด้วยการถมดินสูงสร้างเป็นถนน อาคาร บ้านช่องแออัดยัดเยียด บีบทางเดินน้ำให้แคบลง นึกแล้วยิ่งให้นึกโกรธ น้ำผู้นุ่มนวลบัดนี้กลับกลายเป็นอันธพาล ก้าวร้าว โมโห เกรี้ยวกราด อาละวาดทวงสิทธิ์โดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ ตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง ปะทะพัง ทำลายทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้าให้กระจัดกระจาย พินาศไปทุกหย่อมหญ้า
ประมาณ 3 ทุ่มของวันที่ 19 กันยายน 2556 เป็นวันที่ผู้คนในเขตเทศบาลตำบลสังขะและทั่วจังหวัดสุรินทร์จะต้องจดจำไปอีกยาวนาน เพราะกระแสน้ำผู้เหี้ยมโหดจำนวนมหาศาล ได้เข้ามาเยือนถึงในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ ผู้เฒ่าผู้แก่อายุ 60-70 ปีบอกว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอน้ำท่วมมากขนาดนี้มาก่อน
มวลน้ำสีน้ำตาลอ่อน ไหลบ่าท่วมถนนยาวเป็นกิโลๆ ปิดกั้นทางเข้าเขตเทศบาลตำบลสังขะทั้งสี่ทิศ ไม่ว่าจะเป็นทางแยกทิศใต้บริเวณบ้านโชคชัยสามัคคี ทางแยกด้านตะวันออกบริเวณบ้านสังขะ ทางเข้าตัวเมืองทิศตะวันออกหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลสังขะ และทางเข้าทิศเหนือบริเวณหลังตลาดสดประจำอำเภอ ระดับน้ำสูงมากจนทำให้รถราที่สัญจรไปมาเกิดอาการน็อคกลางน้ำเพราะเครื่องดับและไปต่อไม่ได้หลายคัน
น้ำเลือกทางเดินเพื่อจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด เข้าไปในบ้านบางคนสูงถึงระดับอก พัดพาข้าวของในบ้าน นอกบ้าน ลอยไหลตามแรงของน้ำออกไป แม้แต่โอ่งน้ำที่บรรจุน้ำอยู่เต็ม เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า ยังลอยขึ้นหมุนเคว้งคว้าง ไม่ต้องพูดถึงทีวี หม้อข้าว ที่นอน หมอน มุ้ง เครื่องครัว ของมีค่าในกล่องต่างๆ คอมพิวเตอร์ สินค้าที่เพิ่งซื้อมากักตุนไว้ขายในช่วงแซนโฎนตา ลอยหายไปกับสายน้ำ เจ้าของบ้านไล่ตามเอามาได้บ้างไม่ได้บ้าง เพื่อนบ้านที่อยู่ใต้น้ำเก็บเอาไว้ให้ได้บ้าง
เสียงหวีดร้อง โกลาหลของใครต่อใครเซ็งแซ่เต็มไปหมด แต่ใครก็ออกไปช่วยใครไม่ได้ หลายคนรีบขับรถไปจอดไว้ในที่สูงแต่หลายคนก็เอารถออกไม่ได้ ต้องปล่อยให้แช่น้ำอยู่อย่างนั้น คนที่มีบ้านสองชั้นก็ยังจับคว้าอะไรขึ้นไปไม่ทัน นาทีนี้เหลือแค่ชีวิตให้รอดก็คงพอ ส่วนคนที่มีบ้านชั้นเดียวต้องรีบเอาตัวเองออกจากบริเวณน้ำท่วม และยืนดูความพิโรธของสายน้ำนาทีแล้วนาทีเล่าตั้งแต่เที่ยงคืนจนรุ่งเช้า
น้องเณร 5 รูป เดินลุยน้ำกลับจากการบิณฑบาตตามเส้นทางเดิมที่เคยเดินทุกวัน แต่วันนี้จะหาใครออกมาใส่บาตรได้บ้างเพราะอาหารที่เตรียมไว้ ลอยหายไปกับสายน้ำหมดแล้วและเกือบเอาชีวิตตัวเองไม่รอดในค่ำคืนที่ผ่านมา เงินทองของมีค่าไม่รู้อยู่ตรงไหน บางคนได้แต่นั่งร้องไห้คนเดียวบนบ้าน มองดูน้ำที่ไหลไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่มีแรงจะเดินออกไปพึ่งใคร เพราะเพื่อนบ้านก็โดนเหมือนกัน พอสายๆจึงได้มีอาหารกล่องจากเทศบาลนำไปแจกถึงบ้านพอประทังให้ชีวิตผ่านรอดไปได้
ร้านอาหารริมลำห้วย น้ำท่วมถึงหลังคา จินตนาการไม่ออกถึงมูลค่าแห่งความสูญเสีย ปลา กุ้งที่เพิ่งสั่งซื้อมาใหม่ อุปกรณ์ในห้องอาหาร ห้องประชุม เครื่องเสียงคาราโอเกะ เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ ที่นอนและอุปกรณ์ในรีสอร์ทที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน
ท้องทุ่งนาขณะที่ต้นข้าวกำลังจะแตกรวง วันนี้กลายเป็นทะเลน้ำจืดที่แสนกว้างใหญ่ ความหวังของชาวนาดับวูบลงอีกครั้ง ถ้าแช่น้ำนานๆคงเน่าตาย ที่นาบนที่สูงยังพอทน แต่ที่นาในที่ลุ่มคงจบกัน ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นมานานกว่าห้าสิบปีข้างถนนล้มเอนลงมา ใช้กิ่งก้านพาดไว้กับฝั่งถนนอีกข้างหนึ่ง เป็นอุโมงค์ให้ผู้คน รถราที่ผ่านไปมาได้ลอดผ่านและลุ้นว่าจะล้มลงทับวินาทีใด
ถนนบางเส้นที่บังอาจขวางทางเดินของน้ำ ถูกพลังน้ำกัดเซาะขอบข้างถนนหายเป็นแนวยาว บางสายที่ดินชั้นล่างอ่อนแอ จะถูกน้ำเซาะ เจาะออกไปทีละเล็ก ทีละน้อย และทำให้ถนนขาดออกจากกันในที่สุด เพื่อเปิดทางให้เพื่อนน้ำที่ตามมาหลังๆ เดินผ่านได้อย่างสะดวก
กำแพงรั้วหน้าวัดสีน้ำตาลปนส้มสวยเด่น สร้างเสร็จใหม่ ยังไม่ทันได้เฉลิมฉลอง ในความสง่างาม ศักดิ์ศรี ศรัทธาและความร่วมไม้ร่วมมือของชุมชน ได้พบเจอกับน้ำมหาศาลที่ไหลผ่านมาและต้องการที่จะไป เมื่อเข้าไปกีดขวาง จึงถูกทำโทษด้วยการผลักอย่างแรงให้พังทลายล้มลงไปนอนราบกับพื้นเปิดทางให้น้ำแต่โดยดี
ฝูงวัว 5 ตัว พร้อมลูกเล็ก ลอยคออยู่ในน้ำมาสองวัน หาทางออกไม่ได้ เจ้าของไม่กล้าฝ่ากระแสน้ำไปเอาออกมา ได้รับความเมตตาจากอาสาสมัครกู้ชีพประจำท้องถิ่นจำนวน 5 คน ใส่เสื้อชูชีพสีส้มสดใส เดินลุยน้ำเกือบสองกิโลเมตรเข้าไปช่วยฝูงวัวออกมา
ผมว่ามันรอคนไปช่วย ปกติถ้าคนใส่เสื้อสีสดแบบนี้มันจะไม่ยอมให้จับ แต่นี่มันคงเหนื่อยและหิว จึงเชื่องมาก ไปจับมันคนละตัว มันก็ยอมเดินตามพวกผมออกมา มันอดอาหารมาสองวัน พอออกมาถึงฝั่งได้ มันรีบไปกินใบไม้อย่างเร็ว ผมดีใจนะที่ช่วยวัวฝูงนี้ไว้ได้ คุณลุงวัย 50 ปีกว่าๆ กล่าว
ผมนั่งเรือออกไปกับนายก อบต. จะไปช่วยเจ้าของฟาร์มหมู แต่เขาไม่ยอมออกมา เขาขอให้ช่วยเอาหมูของเขาออกมา โอย ... หมูตัวละ 300 กิโล 32 ตัว ถ้าผมเอาใส่เรือมาแค่ตัวเดียว เรือผมก็จมแล้ว เลยไม่ได้ช่วย แต่สุดท้ายชาวบ้านก็ออกไปช่วยกัน พาหมูขึ้นไปอยู่ชั้นสอง ปลอดภัยทุกตัว
ในวันที่โรงพยาบาลประจำอำเภอถูกน้ำท่วมรอบทิศทาง ต้องปิดถนนทุกสายที่เข้าตัวอำเภอ และฝนยังตกพรำๆ หญิงวัยสามสิบปีเศษ พยายามดิ้นรน หอบหิ้วลูกวัยหนึ่งเดือนครึ่งมาโรงพยาบาลให้ได้ตามนัดการตรวจหลังคลอด อีกทั้งยอมจ่ายค่าเช่ารถ ลัดเลาะ อ้อมเมือง หาทางมาโรงพยาบาลให้ได้.....มีเหตุผลเพียงประโยคเดียว.... หมอนัดแล้ว..หนูก็ต้องมา
บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้คิดถึงเรื่องราวในสังคมไทยและประชาชนคนไทย ประเทศไทย เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม เพราะพี่น้องคนไทยมีความเป็นมิตร นอบน้อม อ่อนโยน ให้เกียรติแก่ผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อาวุโส ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม ครูบาอาจารย์ หมอรักษาอาการเจ็บป่วยและผู้มีพระคุณแก่ตนเอง คนไทยเป็นคนว่านอนสอนง่าย ให้อภัยและให้เกียรติผู้อื่นมากจนไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเอง ไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีพลังมากพอที่จะกำหนดชีวิต ความเป็นอยู่ของตัวเองได้ เพราะระบบสังคมไทยได้รังแกคนไทยผู้นุ่มนวลอย่างเลือดเย็นมานานแสนนาน
จากบทเพลงผู้ใหญ่ลี ตีกลองประชุม สมัยเมื่อปี พ.ศ.2504 เพื่อบอกข่าว ทางการเขาสั่งมาว่าให้เลี้ยงเป็ดและสุกร การพัฒนาชุมชนจึงเป็นระบบ ทางการสั่งมาว่า จนถึงปัจจุบัน แต่กระนั้นสังคมก็ไม่ได้พัฒนาเจริญขึ้น ระบบอุปถัมย์แต่ดั้งเดิมยังคงมีอิทธิพลต่อระบบคิดของคนไทย มีความเชื่อมั่นในตัวบุคคลอื่น รอพึ่งพาผู้อื่น แล้วแต่ผู้นำจะสั่ง จะพาทำ ลักษณะของเจ้าขุนมูลนายยังคงอยู่ในระบบราชการ ข้าราชการคิดว่าตนเป็นเจ้านาย ประชาชนเองก็กลัวเกรง นบนอบ เคารพเชื่อฟัง ทั้งที่จริงแล้วตนเองเป็นผู้จ่ายภาษีเป็นเงินเดือนให้ข้าราชการเหล่านั้นด้วยซ้ำ
เมื่อไปรับบริการจากระบบรัฐ ประชาชนมักตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ให้บริการ ถูกกระทำให้เจ็บช้ำทางจิตใจ ไม่กล้าโต้แย้งกลับ จากคำพูดประชดประชัน เสียดสีในความไม่รู้ หน้างอ รอนาน บริการไม่เท่าเทียม รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้บริการแบบขูดรีด ทำการตัดหม้อไฟโดยไม่บอกล่วงหน้า ไม่รับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกตัดไฟ สิ่งของ สินค้าในเครื่องทำความเย็นจะเสียหายอย่างไรก็ไม่สนใจ รู้เต็มอกว่าประชาชนขาดไฟฟ้าไม่ได้ จำเป็นต้องมีไฟ และเมื่อขอใช้ไฟใหม่ เขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยกว่าบาท....ประชาชนจะทำอะไรได้
ในระบบสุขภาพ ประชาชนถูกสอนให้พึ่งพาการรักษาพยาบาลจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของหมอ ประชาชนจะรู้ดีกว่าหมอได้อย่างไร แต่เมื่อสถานการณ์โรคเปลี่ยนไป โรคเรื้อรังที่เจ็บป่วยกันทั่วบ้านทั่วเมือง หมอกลับรักษาให้หายไม่ได้ ประชาชนจำเป็นต้องถูกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ให้เริ่มต้นดูแลส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคของตนแต่เนิ่นๆ ก่อนป่วย
การประกอบอาชีพในภาคเกษตร ต้องมุ่งมั่น อดทน รอคอยระยะเวลานานกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต ถูกเปลี่ยนให้คิดใหม่ เลิกรอคอย ทำงานน้อยๆ ได้เงินมากๆ คนจึงเปลี่ยนไปรับจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ละทิ้งถิ่นฐานเดิมมุ่งสู่เมืองใหญ่ แต่งงานมีลูกแล้วส่งลูกมาให้ตายายในชนบทเลี้ยง ใช้เงินเลี้ยงลูกเพื่อไม่ให้ลูกลำบากเหมือนตน ครอบครัวไม่อบอุ่น คนไม่รู้จักการรอคอย แค่จอดรถหยุดไฟแดง 25 วินาทียังรอไม่ได้ ไม่เคารพเชื่อฟังกฎระเบียบของบ้านเมือง ทำอะไรก็หวังให้เห็นผลเร็วๆ มีความอดทนน้อย เลิกเป็นเจ้านายตนเองในชนบท หนีไปเป็นลูกจ้างในเมืองใหญ่