จากข้อเขียนของ
"ผมรู้จักท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง เพราะเคยเป็นที่ปรึกษาท่านเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการช่วงแรก จึงอยากฝากคำถามดังๆ ไปถึงท่าน..
นโยบายฝึกจริยธรรมคุณธรรม
ของครูทั่วประเทศกว่า 500,000 คนนั้น
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ทำไมต้องทำโดยธรรมกาย?
เมื่อผมได้ยินนโยบายดังกล่าว ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่ายังไม่ได้ลงมือทำ แต่เมื่อวันพุธที่ 24 และพฤหัสบดีที่
25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ไปจัดประชุมปฏิบัติการเชิงลึก (Deepening Workshop) กลุ่มภาคใต้ (ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา) : โครงการจัดทำแนวทางส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวและกีฬาเชิงบูรณาการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่โรงแรมดิโอวาเลย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี
.jpg?1379485015)
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อเดินทางไปถึงโรงแรมดิโอวาเลย์เห็นมีผู้คนแต่งชุดขาวกว่า 200 คน ทำการฝึกสมาธิที่โรงแรม ความที่ผมเป็นคนอยากรู้
อยากเห็นก็ไปถามว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร? มาทำอะไรกัน?
คำตอบก็คือ เป็นครูในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาฝึกจริยธรรมกับธรรมกาย 3-4 วัน ท่านผู้อ่านลองคิดตามผมดู
จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสวนโมกข์ อำเภอไชยา
มีท่านพุทธทาส มีท่านปัญญา
ซึ่งเป็นแบบอย่างการสอนศาสนาเป็นที่ยอมรับ
แต่ทำไมต้องเป็นกลุ่มธรรมกาย
มาทำการอบรมจริยธรรมแทน
ผมไม่มีอะไรขัดแย้งกับธรรมกาย แต่ธรรมกายทำงานเหล่านี้เพื่อเป้าหมายอะไร การเมืองต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?
ที่น่าจะเล่าให้ท่านรัฐมนตรีฟัง ก็คือ ครูที่มาครั้งนี้ก็ไม่ได้ปลื้มมากนัก เพราะหลายท่านกระซิบให้ผมฟังว่า
-เป็นนโยบายของรัฐบาลครับ
-พูดมากก็โดนความผิดทางวินัย
-จึงจำเป็นต้องทำตาม
ผมจึงตั้งคำถามมาให้ท่านคิดดูว่า นโยบายการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันน่าไว้ใจแค่ไหน? การศึกษาปลอดการเมืองจริงหรือ?
มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เพื่อใคร? เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อเป้าหมายทางการเมือง? ท่านรัฐมนตรีคนเก่งตอบผมที
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ทราบมาจะเป็นการจัดทั่วประเทศ ครูเป็นแสนๆ คน และธรรมกายจะเป็นผู้จัดผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ธรรมกายเก่งและมีความสามารถในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมแค่ไหน? คนไทยช่วยตอบผมที"
ผมขออนุญาตวิเคราะห์
ต่อจากอ.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผมอยากวิเคราะห์ให้ชัดดังนี้คือ
๑.สมาธิหรือกัมมัฏฐานแบบไหนที่ควรสอนแก่ครูทั่วประเทศไทย
๒.สมาธิหรือกัมมัฏฐานแบบไหนที่ควรสอนแก่นักการเมืองทั่วประเทศไทย
คำตอบคือ กัมมัฏฐานที่เข้าถึง
ทั้งสมาธิและปัญญา
อธิบายตามพระไตรปิฎกคือ
ฝึกสอนทั้งสมถกัมมัฏฐานที่ทำให้ใจสงบมีพลัง
และฝึกสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ที่ทำให้ใจกำหนดทันปัจจุบันเกิดปัญญาดับทุกข์ได้
เช่น
สอนสวดมนต์
ทำสมาธิ
ฝึกโยคะ
นี้เป็นสมถะ
พิจารณาความจริงของชีวิต
เช่นความตายทำให้รู้ค่าของชีวิต
กำหนดทันปัจจุบันขณะ
เกิดเมตตาจิตต่อผู้อื่น
กลายเป็น
การเจริญสติในชีวิตประจำวัน
นี้เป็นวิปัสสนา
แล้วธรรมกายสอนอะไร
ทำไมจึงไม่ควรสอนครูทั่วประเทศไทย
ไม่ควรด้วยเหตุ ๒ ประการคือ
๑.การอบรมครูนั้นใช้งบประมาณแผ่นดินไทย
ในการอบรม
เท่ากับรัฐบาลเอางบประมาณ
ไปให้วัดพระธรรมกาย
โดยมิชอบธรรมต่อวัดอื่น
๒.วัดพระธรรมกายสอนเน้นสมถะคือสมาธิอย่างเดียว
ไปไม่ถึงปัญญา
จึงแตกต่างจากพระไตรปิฎก
และความเห็นของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย
ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินไทยในการอบรม
ควรต้องมีหลักเกณฑ์ ๒ ประการดังนี้
๑.ตรงกับพระไตรปิฎก
๒.ตรงกับความเห็นของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ของไทย

เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวครับ
แต่น่าจะให้วัดที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ฝึก เป็นการส่งเสริมการเข้าวัดฝึกสมถกัมมัฎฐาน ฝึกนักเรียนเข้าวัดในแต่ละท้องถิ่น
เรื่องเข้าถึงปัญญา นั้นเป็นผลที่จะได้รับในแต่ละบุคคล
ครูน่าจะเป้นอาชีพแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนทํศคติและค่านิยม
การได้ฟังธรรมที่ถูกบังคับให้ฟังจน....เกร่อ..มั่นใจได้แค่ไหว่าพัฒนาครูไทยได้
จากคำบอกเล่าของผู้อบรมส่วนใหญ่บอกว่าไม่เข้าท่า...ไม่อยากพูดความจริงมากกว่านี้
ได้ไปรับการอบรมมาแล้วค่ะ
ไปด้วยการเตรียมใจให้เป็นกลางอย่างที่สุด
5 วันที่อยู่กับ "การสัมมนาเชิงปฏิบัติธรรม"
ยังคงเหมือนเดิม...ยังคงเห็นบางสิ่งที่น่าชื่นชม บางสิ่งที่น่าเศร้าใจ บางอย่าง..นี่คือครู บางอย่าง...ไม่น่าจะเป็นครู
และหลังจากนั้น...ทุกอย่างก็เหมือนเดิมอีก
คือ ครูที่มีธรรมะในใจ ก็ยังคงมีเหมือนเดิม
ครูที่ไม่ใส่ใจเรื่องธรรมะ ก็ยังไม่ใส่ใจเช่นเดิม
ใครจะเปลี่ยนใครได้ในเวลา 5 วัน
อาจจุดประกายได้ แต่ประกายไฟนั้นจะโชติช่วงได้นานแค่ไหนไม่แน่ใจ
และสรุปไม่ได้ ว่าคุ้มค่ากับเวลาที่หยุดสอนนักเรียน และงบประมาณที่จัดสรรหรือไม่
น่าจะมีการตามเก็บข้อมูล ว่า "ครู" นำสิ่งที่ได้จากการอบรมมาใช้อย่างไรบ้าง
เพื่อจะได้พิจารณาว่า ควรมีโครงการแบบนี้ในปีต่อไปหรือไม่อย่างไร
...เผยแพร่เป็นวิทยาทาน...และต้องไม่ใช่การเผยแพร่เชิงพาณิชย์...
ยอมรับไม่ได้เหมือนกันคะ
น่าแปลกใจ(และตกใจ)มากจริง ๆ ค่ะ