ขอแทรกเรื่องนี้ไว้ก่อนนะครับ

 

      ในการที่จะพูดถึงการใส่ชุดนักศึกษาที่มี อั้มเนโกะ นำเสนอภาพใส่ชุดนักศึกษากับการร่วมเพศนั้นมีหลายแง่มุม อย่างน้อยอาจมองได้ 2แง่ ก็คือ 1. การอภิปรายว่าการใส่ชุดนักศึกษาเป็นการน้อมรับต่ออำนาจจากอาจารย์หรือผู้บริหาร แต่การใส่ชุดส่วนตัว (private) นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีนิยมเป็นสิทธิ์ของนักศึกษาหรือใส่ชุดนักศึกษาแล้วก็ไม่เห็นว่าจะเรียนเก่งขึ้น 2.การอภิปรายว่าใส่ชุดนักศึกษาดีหรือไม่ในแง่ประหยัด สะดวกเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้ใส่หรือใส่ชุดนักศึกษาอย่างไรจึงจะเหมาะสมทั้งในแง่กาลเทศะและบุคคล ผมคิดว่าการที่อั้มเนโกะเสนอแต่ประเด็นแรกนั้นสุดท้ายก็นำไปสู่การถกถียงกันระหว่างผู้ยอมใส่ชุดนักศึกษาเป็นพวกน้อมรับอำนาจแต่ผู้ใส่ชุดธรรมดาเป็นผู้มีสิทธิเสรีนิยมและเป็นประชาธิปไตย ก่อนที่อภิปรายเรื่องนี้ผมอยากจะแสดงหลักการที่ผมยึดถือมาสักเล็กน้อย เพื่อว่าใครที่ตามอ่านงานผมจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น

      

     1.สัญญะในชุดนักศึกษา (the sign of the uniform)

 

     ในเชิงสัญญะวิทยานั้นก็มีแนวคิดเรื่องภาษาที่ยึดหลักภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างของเฟอร์ดินานด์ เดอ โซซูร์ และ ชาร์ล แซนเดอร์ เพียรซ์ว่าทุกภาษาประกอบด้วยของอย่างหนึ่งเรียกว่า สํญญะ (sign)สัญญะนั้นประกอบด้วย

 

     1.ตัวหมาย (signifier) ในที่นี้คือ ชุดนักศึกษา

 

     2.ตัวหมายถึง (signified) ในที่นี้คือ รหัสทางสังคมของเครื่องแบบเช่น ให้ความสำคัญกับการศึกษา, ผู้มีหน้าที่เล่าเรียน, ผู้มีปัญญา, นักศึกษา ทั้งสองอย่างรวมกันเป็นสัญญะ (sign) คือ นักศึกษาที่ใส่เครื่องแบบหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ  ผู้ใฝ่เรียน ใฝ่ศึกษา อย่างไรก็ตามเพียรซ์ได้เห็นต่างโซซูร์นิดหน่อยก็คือว่าสัญญะจะเป็นสัญญะได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ให้ความหมายสัญญะนั้นหรือตีความสัญญะนั้นนอกเหนือกว่าที่มันเป็นเอง

               

     2. คู่ตรงกันข้าม (binary opposition)

 

    คู่ตรงกันข้ามเกิดจากการที่สัญญะตัวหนึ่งจะแตกต่างจากสัญญะอีกตัวหนึ่งเพราะมันไม่เหมือนกัน หรือมีความแตกต่างกัน เช่น ร้อน-เย็น ดำ-ขาวใส่ชุดนักศึกษา-ไม่ใส่ชุดนักศึกษา เป็นระเบียบ-ไม่เป็นระเบียบ มีวินัย-ไม่มีวินัยฯลฯ เราสามารถแบ่งคู่ตรงกันข้ามได้เป็น (อันนี้แบ่งตามที่สังคมส่วนใหญ่มอง) ดังนี้

ขั้วบวก                                             ขั้วลบ

ใส่ชุดนักศึกษา                                   ไม่ชุดนักศึกษา

ระเบียบ                                            ไม่มีระเบียบ

มีวินัย                                               ไม่มีวินัย

น้อมรับต่ออำนาจ                                 มีสิทธิ์เสรีนิยม

 

    โดยนัยยะนี้ถ้าคนสวมใส่ชุดนักศึกษาก็เป็นการสวมใส่ความหมายสัญลักษณ์ ทางสังคมคนที่สวมชุดนักศึกษาแสดงว่าเป็นผู้มีระเบียบวินัย น้อมรับต่ออำนาจ และการใส่ชุดส่วนตัวก็แปลว่าไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัยเป็นผู้รักสิทธิเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับผู้ตีความด้วยว่าจะให้ความหมายการแต่งชุดนักศึกษาเป็นอย่างไร

 

    ถ้าคุณอยากจะแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาเรียบร้อยคนรอบข้างจะมองคุณว่าคุณมีระเบียบวินัย แต่งตัวได้เหมาะสมกับกับกาลเทศะและบุคคลแต่ถ้าแต่งตัวด้วยชุดส่วนตัว เช่น มีจุดเน้น มีโป๊เปลือย สั้นเสมอจิ๋ม ใส่ขาเดฟ ไว้ผมยาวหรือใส่ยีนส์ขณะไปเรียน สังคมก็จะมองคุณว่าแต่งตัวได้ไม่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคค ล ผมขอสรุปว่า การใส่ชุดอะไรมีนัยยะทางสังคมทั้งสิ้น การที่อั้มเนโกะทำโปสเตอร์ภาพการร่วมเพศด้วยชุดนักศึกษาจึงเป็นการให้สังคมมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างหนาหูทั้งในแง่การเอาเรื่องเพศมาเกี่ยวข้องกับการใส่ชุดนักศึกษาหรือมันมีความเหมาะสมหรือไม่ที่เอาเรื่องเพศมาบรรยายเรื่อระเบียบวินัย  เสื้อผ้า จึงมีความหมายมากกว่าตัวมันเอง และผู้กำหนดความหมายทางสังคมคือ เราทุกคนที่เป็นสมาชิกสังคมหนึ่งๆ ร่วมกัน

      ในทางการสื่อสาร ตามทฤษฎีสัญญะวิทยา (semiotics) มันก็ขึ้นอยู่กับว่า "คุณจะให้สังคม ผู้คน มองและตีความหมายมาที่คุณให้มาอย่างไร" โดยนัยนี้ความหมายของเสื้อผ้า คือ ความหมายทางสังคมคุณไม่ได้สวมเสื้อผ้าเพื่อปกปิดร่างกายเพียงเท่านั้น แต่คุณใส่เสื้อผ้า เพราะคุณต้องการเข้าสังคม เข้ารหัสจารีต ประเพณีทางสังคม หรือเพื่อแสดงความหมายทางสังคมบางอย่างก็เหมือนกับเสื้อผ้าอื่นๆ ถ้าคุณไปเที่ยวก็ควรจะใส่ชุดส่วนตัวแต้ถ้าคุณเข้ามหาวิทยาลัยคุณก็สมควรที่จะใส่ชุดนักศึกษา แม้กระทั่งคนป่าก็ยังมีชุดประจำเผ่า หรือชุดที่แสดงถึงชนชั้นทางสังคมและสถานะทางสังคม

 

      ดังนั้นการจะใส่หรือไม่ใส่ชุดนักศึกษาก็คือการวิเคราะห์ว่า คุณเข้าใจรหัสหรือขนบธรรมเนียมประเพณีทางสังคมหรือไม่   ไม่เกี่ยวกับว่าคนที่ใส่ชุดนักศึกษาแล้วจะกลายเป็นคนหัวอ่อน ย้อมรับต่อระบบ    หรือการใส่ชุดบ้านจะเป็นคนเสรีนิยม เพราะต่อต้านระบบ    คนที่ใส่ชุดแต่งตัวหรือชุดบ้านอย่างสุภาพ แต่เข้าใจระบบหรือค่านิยมทางสังคมมีเยอะมาก   ในทางกลับกันคนที่แต่งตัวอย่างชุดบ้าน ในขณะเดียวกันก็โป๊ เปลือย สั้นเสมอจิ๋มนุ่งยีนส์ ขาเดฟ นั่นก็แสดงว่าคุณเอาเรื่องเพศมาต่อรองกับรหัสทางสังคมเดิมที่ผู้คนยึดถือ ในความหมายของความเหมาะสมกับกาละเทศะและบุคคลโดยไม่สนใจผู้อื่นว่าจะรู้สึก นึกคิดอย่างไรต่อคุณเลย พวกที่ใส่ชุดกึ่งโป๊เปลือยเหล่านี้ก็เป็นทาสกับประชาธิปไตยก็มีอีกมากมายเช่นเดียวกัน 

เดี๋ยวมาต่อเรื่องอุดมการณ์ในการใส่ชุดหรือไม่ใส่ชุดกันครับ