การให้ลูกทุกอย่างไมีมีอะไรมีค่ามากกว่าให้การศึกษาลูก

(ผู้เขียนกับผู้เล่า!) ระหว่างรอตรวจสุขภาพประจำปี
คนหลังที่ยืนกอดอกคือพี่เป้าคนเก่งแห่งศูนย์บรรณสาร(ห้องสมุด)ของม.วลัยลักษณ์


เมื่อวาน(12 ก.ย.2556)ผู้เขียนไปตรวจสุขภาพประจำปี ที่โรงพยาบาลนครินทร์
ออกจากบ้านที่วลัยลักาณ์ประมาณ 7 โมงเศษไปถึงยังไม่ทัน 8 โมงครึ่ง
ไม่แน่ใจว่าต้องรอ8โมงครึ่งก่อนหรือเปล่า แต่ไปเช้าไว้ก่อนดีกว่า
ปรากฎว่าเมื่อโผล่หน้าไปที่ห้องเจาะเลือด หรือห้องตรวจสุขภาพกลับไม่มีที่นั่งรอให้ห้องเลย!!!

และพบบุคลากรของม.วลัยลักษณ์เกือบทุกหน่วยงาน หลายท่านเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมคุ้นเคย
มองไปทางไหนเหมือนกับอยู่บ้านของตนเองเลยทีเดียว
ความจริงต้องใช้คำว่า คลาคล่ำไปด้วยบุคลากรของวลัยลักษณ์
คงเพราะเป็นวันก่อนวันสุดท้าย(วันสุดท้ายคือ 15 ก.ย.56 ถ้าหลังจากนี้ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อนแล้วมาเบิกภายหลัง!)...(อิ..อิ..ผู้เขียนเลยมาก่อนเพราะอะไรท่านคงทราบดี)

เป็นปีแห่งการตรวจสุขภาพที่ผู้เขียนได้สาระ ข้อคิด และรับฟังเรื่องราวดีๆจากหลายท่าน ที่โรงพยาบาล
แทบไม่น่าเชื่อว่าเราไม่ค่อยได้พบกันในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย
บางท่านเพิ่งกลับมาจากอังกฤษเพื่อเยี่ยมบ้าน จึงทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องการเรียน การศึกษาต่อระดับปริญญาเอก
และมีอายุแก่กว่าผู้เขียนทำให้เกิดแรงและกำลังใจในเรื่องนี้!
มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผู้เขียนเคยพบไม่กี่ครั้งและ "รู้สึก" ไปว่าท่านคงจะดุ!และไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้พบกันอีกเป็นเวลาเกือบ 4 ปี!
(อาจจะสอนต่างสำนักวิชา จึงไม่ได้พบท่านเลย)
ปรากฏว่าเมื่อได้สวัสดีทักทายและแลกเปลี่ยนพูดคุยความรู้ในเรื่องต่างๆแล้ว สร้างความสุข ความอิ่มใจให้ผู้เขียนมาก
จะขอแลกเปลี่ยนกับคุณผู้ฟังดังนี้
เรื่องมีอยู่ว่าท่านได้สอบถามถึงครอบครัวของผู้เขียนและเรื่องต่างๆ  ซึ่งเรียนท่านไปว่า
บางครั้งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก

ทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว จนแม้แต่เวลาจะหายใจเป็นของตนเองแทบจะไม่มี
(อ้าว! แล้วไหงมาเจรจาอยู่ในgotoknow ได้ไงเนี่ย!...)
บางครั้งแทบอยากจะหายตัวแว้บ!ไปจากสถานการณ์ที่วุ่นวายมากๆ
หรือแม้แต่Backpack ไปตามทางของตนเอง
ไปไหนๆที่อยากจะไป!
ฟังแล้วท่านได้กรุณาเล่าประสบการณ์ของท่านให้ผู้เขียนฟังและให้แง่คิดอันมีคุณค่ามาก
ท่านว่าเรามีเวลาอยู่กับลูกช่วงเดียว ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่นเป็นช่วงสำคัญ
ตอนนี้เขายังเล็กต้องพึ่งเรา สักพักนึงเขาจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปมีชีวิตของเขาเอง
ไม่เหมือนเราที่ต่อไปต้องดูพ่อแม่ซึ่งนับวันเราต้องดูท่านมากขึ้นเรื่อยๆ!ไปตามช่วงอายุ
การให้ลูกทุกอย่างไมีมีอะไรมีค่ามากกว่าให้การศึกษาลูก
และให้ผู้เขียนประหยัดเพราะช่วงมัธยมปลายต้องจ่ายเงินเพื่อเรียนพิเศษของลูกเยอะขึ้น

ท่านเล่าถึงตัวท่านเองว่าลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบแพทยศาสตร์จากม.ธรรมศาสตร์
และเอารูปในโทรศัพท์ให้ผู้เขียนดู
เป็นคุณหมอที่มีบุคลิกภาพหน้าตาหล่อเหลามาก สูงใหญ่
ส่วนลูกชายคนเล็กของท่านกำลังเรียนอยู่ม.6 ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
นอกจากนี้ท่านดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ดูแข็งแรงกว่าอายุจริงมาก
ยังเล่าให้ผู้เขียนฟังด้วยว่าท่านมีโอกาสมาเป็นกรรมการทำแผนพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช
ได้อ่านรายงานของสำนักสถิติและพบข้อมูลที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น
ผลการสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้นม.3 ค่าเฉลี่ยของนครศรีธรรมราชต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ!
(พอดีลูกสาวผู้เขียนคนโตเรียนอยู่ม.3)
สถิติรายได้ประชากรสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย!!
พอดีบทสนทนาต้องสะดุดลงเพราะผู้เขียนถูกเรียกตัวไปอัลตราซาวน์เต้านม
ขอขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวและแบ่งปันประสบการณ์ดีๆทั้งเรื่องการใช้ชีวิต
เรื่องงานที่ท่านทำและให้แง่คิดผู้เขียนในเรื่องครอบครัว
ท่านคือ รศ.ดร.วรรณา  ชูฤทธิ์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร
เป็นวันที่มีความสุขจริงๆค่ะอาจารย์

(ลืมบอกไปว่าทุกอย่างปกติสำหรับผู้หญิง40เศษ ยกเว้นความเข้มข้นของโลหิตที่จางเล็กน้อย
คงเป็นเพราะน่าจะบริจาคเลือดทุก 3 เดือนและไม่ค่อยรับประทานธาตุเหล็กที่คุณหมอให้)
ยังสงสัยว่าไขมันตัวร้ายที่เคยสูงมันหลบลี้หนีหน้าหายไปไหน??
แต่ดีแล้วอย่ามาเลย!!

 



กับน้องสาว(ซ้ายสุด)จนท.ของศูนย์คอมพิวเตอร์
และพี่ปี๊ด(กลาง)จนท.ส่วนประชาสัมพันธ์




กับพี่เล็กที่น่ารัก  ศูนย์บรรณสาร