ระหว่างนั่งร่วมประชุม DFC 3 วันที่ ๕ ส.ค. ๕๖ เรื่อง Change Management มีการคุยกันเรื่องเจตนาของการเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ทำให้ผมหวนคิดถึงอดีตเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ที่เมื่อใกล้ฤดูกาลสรรหาอธิการบดี ก็มีคนมาบอกให้ผมหาเสียง หรืออย่างน้อยก็เสนอหรือแถลงนโยบาย เพราะมีคนจำนวนหนึ่งอยากให้ผมเป็นอธิการบดี
ผมตอบเขาไปว่า ผมไม่หาเสียง และไม่ประกาศนโยบาย เพราะผมไม่เชื่อในการหาเสียง เพื่อเป็นผู้บริหาร ผมไม่ถือว่าการเข้าสู่ตำแหน่งบริหารเป็นเป้าหมายความสำเร็จของชีวิตอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ถือเป็นการรับใช้องค์กร เพราะชีวิตของผู้บริหารเป็นชีวิตที่ไม่น่าพิศมัย มีแต่ความยุ่งยาก ไม่มีความสงบ ผมเชื่อว่าเส้นทางที่แท้จริงของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือการทำงานวิชาการ เพื่อนผู้หวังดีท่านนั้นบอกว่า “ถ้าเช่นนั้น คุณหมอก็จะไม่มีวันได้เป็นอธิการบดี”
ซึ่งเป็นคำทำนายที่เป็นจริงต่อชีวิตของผม คือผมไม่เคยเป็นอธิการบดี
แต่สาเหตุที่ไม่ได้เป็นอธิการบดี ไม่ใช่เพราะไม่หาเสียงอย่างที่มิตรท่านนั้นบอก
วิธีคิด และการปฏิบัติตัวของผม ทำให้โอกาสเป็นอธิการบดีวิ่งมาหาผมเองหลายครั้งหลายหน แต่ในจังหวะชีวิตที่ไม่เอื้อให้ผมรับหน้าที่นี้
โดย ๒ โอกาสมาในช่วงที่ผมยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. คำตอบปฏิเสธการสรรหาของผม แจ้งเหตุผลว่า ผมยังต้องทำหน้าที่ผู้อำนวยการ สกว. ตามสัญญาที่ให้ไว้ต่อคณะกรรมการนโยบาย สกว. และ mentor ของผมคือ ศ. นพ. ประเวศ วะสี แนะนำว่า การทำหน้าที่ ผอ. สกว. ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ ได้กว้างขวางกว่าเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่ง
โอกาสอื่นมาอีกหลายครั้ง ทั้งในช่วงที่กำลังเริ่มงาน สคส. และช่วงหลังจากผมเลิกงาน สคส. แล้ว และตั้งใจไม่รับงานบริหารอีกต่อไป หลังจากอายุถึง ๖๕ ปี
หลักการหนึ่งที่ผมสอนตนเอง และยึดถือปฏิบัติมั่นคงมาตลอดชีวิตคือ จะทุ่มเททำงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่นั้นเป็นทางผ่าน (stepping stone) สู่ตำแหน่งที่ใหญ่กว่า
และคำสอนตนเองที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ จะไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์แฝงใส่ตัว หรือให้แก่ญาติหรือคนใกล้ชิด จะใช้ตำแหน่งนั้นทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
ผมเข้าใจว่า อุดมคติเช่นนี้ ช่วยส่งผลให้คนที่มีความสามารถจำกัดอย่างผม มีชีวิตที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
วิจารณ์ พานิช
๕ ส.ค. ๕๖