ความจริงในสังคมที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

วิจารณ์โดย ปัฐมานันท์  แสงพลอยเจริญ

“สังคมทราม ... เหยียบร้อย ยังโดนอึ๊บ”
“เดนสังคม ... ลวง 2 ขวบข่มขืนยับ”
“ฆ่าเปลือย น.ศ. สาว เผานั่งยาง”

จากพาดหัวข่าวข้างต้น แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมอันเลวร้ายในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ข่าวลูกชายข่มขืนแม่ของตนเอง คนใจทรามล่อลวงเด็ก 2 ขวบไปข่มขืน หรือแม้กระทั่งการฉุดคร่านักศึกษาไปข่มขืนแล้วฆ่าเพื่ออำพรางคดี สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงและพบได้บ่อยในสังคมไทย
หากติดตามข่าวจากสื่อมวลชนจะพบว่า มีข่าวการข่มขืนเกิดขึ้นทุกวัน และเป็นข่าวที่คนในสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นข่าวอาชญากรรมทางเพศที่สร้างความหวั่นวิตกให้กับสมาชิกของสังคม อีกทั้งยังแสดงถึงความรุนแรงทางจิตใจของผู้กระทำ และการเสียตัวของเหยื่อที่ขัดแย้งกับหลักค่านิยมไทยที่เน้นให้หญิงสาวต้องรักนวลสงวนตัวและครองตนให้บริสุทธิ์ก่อนที่จะแต่งงาน
จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าสถิติการข่มขืนมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในทุก ๆ 1 ชั่วโมงผู้หญิงและเด็กจะถูกข่มขืนกระทำชำเรา ทำร้ายร่างกายและอนาจาร 1 คน นอกจากนี้มูลนิธิเพื่อนหญิงได้รวบรวมข้อมูลภัยทางเพศจากหนังสือพิมพ์พบว่ามีข่าวภัยทางเพศ ระหว่าง พ.ศ. 2540-2542 ทั้งสิ้น 603 กรณี ผู้ถูกกระทำอายุน้อยที่สุด 11 ปี มากที่สุด 106 ปี และจากสถิติกรมราชฑัณฑ์ปรากฏว่ามีจำนวนผู้กระทำผิดทางเพศที่ศาลพิพากษาว่ากระทำผิดจริงและลงโทษจำคุกมากเป็นอันดับสี่ของคดีประเภทต่าง ๆ จากสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการข่มขืนเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมต้องรีบแก้ไข
นอกจากนี้ทุกครั้งที่มีข่าวการข่มขืน สื่อมวลชนจะลงข่าวแค่เพียงว่าใครเป็นผู้เสียหาย เกิดเหตุการณ์ขึ้นได้อย่างไร ที่ไหน และมีการติดตามคดีกันอย่างไร ลงข่าวเพียงไม่กี่วันก็เลิกรา โดยที่ไม่ได้ให้ข้อมูลกับคนในสังคมว่า สถานการณ์อย่างไรที่จะ “เสี่ยง” ต่อการตกเป็นเหยื่อ สภาพจิตใจของเหยื่อหลังจากถูกข่มขืน หรือแม้กระทั่งผู้ที่กระทำผิดคิดอย่างไร ทำไมจึงทำเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้คนในสังคมจึงรับรู้เพียงว่า สังคมนี้มีการข่มขืนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และเราก็เสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ไม่รู้ว่าจะป้องกันหรือจะจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างไร
จากสาเหตุดังกล่าวทำให้นักเขียนผู้สร้างสรรค์วรรณกรรมสะท้อนสังคม ได้หยิบยกปัญหานี้มาแต่งขึ้นเป็นนวนิยาย เพื่อกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมได้ฉุกคิดว่า แท้จริงแล้วปัญหาการข่มขืนเป็นภัยที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก จนบางครั้งเราอาจประมาทและเผลอไว้ใจคนใกล้ชิดโดยที่ไม่คาดคิดว่าเขาจะกระทำสิ่งเลวร้ายเช่นนี้ได้ และเสมือนนำเราเข้าไปอยู่ในมุมความคิดของเหยื่อ ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสังคมได้ให้ความยุติธรรมกับเขาหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้เราไม่อาจทราบได้จากข่าวที่สื่อมวลชนเสนอมา นอกจากคู่มือสิทธิสตรี รายงานการวิจัย และนวนิยายที่สะท้อนปัญหานี้เท่านั้น
ดังนั้นจึงนับว่าวรรณกรรมได้ทำหน้าที่สะท้อนปัญหาเหล่านี้โดยผ่านมุมมองของตัวละคร และกลวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ เหมาะที่จะนำมาศึกษาว่าเนื้อหาที่ปรากฏในนวนิยายนั้นตรงกับความเป็นจริงในสังคมหรือไม่ เพียงใด และนักเขียนได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหานี้ไว้หรือไม่
สำหรับวรรณกรรมที่สะท้อนปัญหาการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศที่ดิฉันสนใจศึกษามีจำนวน 3 เล่ม คือ
คาวน้ำค้าง ของ กฤษณา อโศกสิน
ลับแลลายเมฆ ของ ปิยะพร ศักดิ์เกษม
ล่า ของ ทมยันตี
โดยประเด็นที่ดิฉันสนใจศึกษา คือ กลวิธีการดำเนินเรื่อง พัฒนาการของตัวละคร สาเหตุที่ก่อให้เกิดการข่มขืน สภาพจิตใจของผู้กระทำทั้งก่อนและหลังการข่มขืน การเยียวยาและรักษาสภาพจิตใจ และมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อเหยื่อ เพื่อนำประเด็นเหล่านี้มาวิเคราะห์ว่านวนิยายทั้งสามเล่มได้สะท้อนปัญหาออกมาในรูปแบบใดบ้าง ตรงตามสภาพที่เป็นจริงหรือไม่โดยพิจารณาร่วมกับงานวิจัย และสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการข่มขืนและมุมมองของสังคมที่มีต่อสตรี

“คาวน้ำค้าง”

“น้ำค้างหยดนั้น...กลม...ใส ร่วงลงจากฟ้า ขังอยู่ในเกสรหอม บริสุทธิ์อวลอบของดอกไม้
น้ำค้างหยดนั้น...กลม...ใส ร่วงลงมาจากเกสรหอม สู่กระแสธารา สีดำคร่ำคาว ของน้ำโสโครก...”
นี่คือข้อความที่ปรากฏในเรื่องคาวน้ำค้าง โดยสะท้อนให้เห็นภาพรวมของเรื่องทั้งหมด และผู้แต่งก็สร้างความน่าสนใจด้วยการนำคำที่ขัดแย้งกันมาตั้งชื่อเรื่อง โดยคำว่า “น้ำค้าง” ที่เป็นสัญลักษณ์แทนน้ำที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำทุกชนิดในโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสดใสยามอรุณ มารวมกับคำว่า “คาว” ที่มีความหมายในแง่ความต่ำทรามทางศีลธรรมด้านชู้สาว รวมความแล้วจึงหมายถึง ชีวิตวัยรุ่นอันบริสุทธิ์ ที่ถูกทำลายจนมีมลทินคาวแปดเปื้อนทั้งกายและใจ
นวนิยายเรื่องนี้แต่งโดยกฤษณา อโศกสิน ได้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสาวสวยปี 2522-2525 และพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ในเดือน มิถุนายน 2530 นับได้ว่าวรรณกรรมเล่มนี้ได้สะท้อนมุมมองของคนในสังคมที่ต่อการข่มขืนเมื่อ 20 ปีที่แล้วให้คนในปัจจุบันได้รับรู้

เรื่องย่อ
ปูนหอมเด็กน้อยวัยแปดขวบ ผู้ได้รับการประคบประหงมจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี ชีวิตของเธอถูกทำให้แปดเปื้อนเป็นครั้งแรกด้วยการล่อลวงไปทำอนาจารของชายแปลกหน้าที่เธอพบหน้าโรงเรียนในตอนเย็น และครั้งที่สองเมื่อเธออายุ 12 ขวบจากน้าเต๊ะ น้องชายของเพื่อนแม่ เขาเป็นผู้ที่คนในครอบครัวไว้วางใจมากที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียอย่างแท้จริง ความบริสุทธิ์ของเธอได้ถูกทำลายจากน้ำมือของชายจิตทรามคนนั้น และเต๊ะก็ได้หนีไปเพราะเกรงกลัวความผิด หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปูนหอมเริ่มนอนไม่หลับ ฝันร้าย หวาดผวา เกลียดและกลัวผู้ชาย การเรียนเริ่มตกต่ำลงจนพ่อแม่เป็นห่วง แต่เธอก็ไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ
เมื่อปูนหอมอายุได้ 15 ปี พ่อแม่ปูนหอมได้ฝากให้เธอไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนกวดวิชาของคนรู้จัก โดยหวังว่าเขาจะเป็นที่พึ่งด้านการเรียนของเธอได้ แต่หารู้ไม่ว่ากำลังส่งเธอเข้าไปสู่วังวนแห่งความต่ำทรามอีกครั้ง เมื่อเธอถูกข่มขืนอีกครั้งในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตกหนัก โดยเจ้าของโรงเรียนกวดวิชานั่นเอง ทำให้บาดแผลในใจของปูนหอมที่เริ่มลางเลือน ถูกตอกย้ำให้ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ปูนหอมได้ตัดสินใจบอกแม่และยายเพื่อระบายความอัดอั้นใจที่ตนสั่งสมมานาน แม่ของปูนหอมได้ตามไปเอาเรื่องแต่ชายผู้นั้นได้หลบหนีไปเสียแล้ว นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษ
แต่ชีวิตของปูนหอมก็มิได้เลวร้ายซะทีเดียว เพราะที่โรงเรียนกวดวิชา เธอได้รู้จักกับ “ยศ” เด็กทำความสะอาดของโรงเรียนกวดวิชา เขาเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ขยัน และหลังจากพ่อของยศตาย ยศได้ย้ายเข้ามาอาศัยที่บ้านของปูนหอม ความอ่อนโยน การดูแลเอาใจใส่ และความห่วงใยของยศเปรียบดังน้ำทิพย์ที่เยียวยาจิตใจอันแหลกสลายของปูนหอมให้ดีขึ้น
แต่ความรันทดของชีวิตปูนหอมก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อปทัสพี่ชายเพื่อนสนิทที่สุดของปูนหอมได้ลวนลามเธอในบ้านของเขา แต่ครั้งนี้ปูนหอมด้านชาเสียแล้ว ปทัสจึงหมดอารมณ์ และเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในจิตใจของเธอ
และครั้งสุดท้ายปูนหอมถูกลวนลามบนรถไฟ จากอรรณพลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสนิทของเธอคนเดิม ในวันที่ครอบครัวของเธอและเพื่อนสนิทกำลังจะเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่ครั้งนี้เธอรอดตัวมาได้เพราะเธอไม่เล่นด้วยและลุกหนีไปเข้าห้องน้ำ
หลังจากเหตุการณ์อันเลวร้ายได้ผ่านพ้นไป ปูนหอมกับยศเริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเธอเริ่มแน่ใจแล้วว่า ยศ เป็นเพียงชายคนเดียวที่มีความจริงใจกับเธออย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยทำร้ายเธอเลย ดังนั้นปูนหอมได้ตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมดกับยศ เพราะเธอมั่นใจว่ายศรักเธอ และเธอก็ไม่ต้องการจะปิดบังความลับใด ๆ อีกกับเขา
ในช่วงนี้สภาพจิตใจของปูนหอมเริ่มแย่ลง ปูนหอมเริ่มหึงหวงและหวาดระแวงว่ายศจะทิ้งตนเองไป อาการของเธอเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งทำร้ายตนเอง พ่อแม่ของเธอจึงนำตัวไปรักษาจนอาการดีขึ้น ปูนหอมที่สดใสคนเดิมเริ่มกลับคืนมา เธอเริ่มเห็นคุณค่าของชีวิตเธอมากขึ้น และพร้อมที่จะก้าวต่อไปกับยศ ชายที่เธอรัก

กลวิธีการดำเนินเรื่องและพัฒนาการของตัวละคร

เรื่องนี้ใช้วิธีการดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา และช่วงอายุของปูนหอม ทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละคร คือ พฤติกรรมของปูนหอมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เธอยังอยู่ในวัยเด็กที่ไร้เดียงสา และมองโลกในแง่ดี จนเติบโตย่างเข้าสู่วัยสาวที่เต็มไปด้วยความสดใส และสนุกสนาน แต่ภายหลังจากถูกข่มขืนแล้ว สภาพจิตใจของเธอเริ่มแข็งกระด้าง เกลียดและกลัวผู้ชาย เธอนิยมความรุนแรง ซึ่งสภาพจิตใจเช่นนี้จะไม่ปรากฏในเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ เพราะเธอมีจุดต่างจากผู้อื่น คือ สภาพจิตใจที่แหลกสลายจากเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ส่วนตัวละครตัวอื่น ๆ มีพัฒนาการให้เห็นบ้างแต่ไม่เด่นชัดเท่าปูนหอม เช่น พฤติกรรมของแม่ที่เปลี่ยนไปจากคนที่อ่อนโยน และอารมณ์ดีอยู่เสมอ กลายเป็นคนหงุดหงิด ตกใจง่าย และเซื่องซึมอยู่บ่อย ๆ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการข่มขืน
เกิดจากหลายสาเหตุรวมกันจนเป็นช่องทางที่ผู้กระทำผิดสามารถข่มขืนปูนหอมได้
สาเหตุดังกล่าว ได้แก่ ความไว้ใจในท่าทีของผู้กระทำผิด ลักษณะของปูนหอมที่งดงามกว่าเด็กสาวทั่ว ๆ ไป หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการข่มขืน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ความไว้ใจ
ครอบครัวของปูนหอมเป็นครอบครัวที่คอยดูแล ประคบประหงมปูนหอมชนิดที่เรียกว่า ไม่ให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว แต่ภายใต้การเลี้ยงดูอันเข้มงวดนั้นยังมีข้อบกพร่อง คือ ความไว้ใจของพ่อแม่ ยาย รวมทั้งปูนหอมเอง ที่เชื่อว่าคนใกล้ชิดที่คอยช่วยเหลือมาตลอดจะเป็นคนดี โดยหารู้ไม่ว่าภายใต้ใบหน้าใสซื่อ และกิริยาอันสุภาพของชายเหล่านั้น เขาได้แสร้งทำดี และรอโอกาสเหมาะที่จะข่มขืนปูนหอมไม่วันใดก็วันหนึ่ง และจากความไว้ใจนี้ ได้สร้างโอกาสให้กับตัวของผู้กระทำผิดที่จะได้ใกล้ชิดปูนหอมมากยิ่งขึ้น ดังเช่น การกระทำของคุณอาที่แสดงท่าทีอันสุภาพ จนปูนหอมไว้ใจ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำอนาจารปูนหอม หรือการกระทำของเต๊ะที่แสร้งทำดีเพียงเพื่อหวังจะรอโอกาส ดังที่ผู้แต่งได้บรรยายอุปนิสัยและความคาดหวังของเต๊ะไว้ ดังนี้
...อายุสิบสองใกล้สิบสามของปูนหอม มีแต่เลือดฝาดของสาวน้อยเริ่มรุ่น... และที่น่าเอ็นดูที่สุดคือ ปูนหอมสุภาพ ว่าง่าย พร้อมจะเชื่อฟัง
เขากำลังคิดอะไรบางอย่างในใจ...ขณะคิดถึงนั้น ตัวเขาแทบจะเกร็งขึ้นมาด้วยความปรารถนา
เมื่อเขาอยู่ป่า...เขาผ่านสาวชาวป่ามาเสียนักต่อนัก...เท่ากับว่านอนกลางดินกินกลางทราย...เขาเป็นคนหยาบเหมือนกรวดเหมือนหิน...จับจด...เดี๋ยวอยู่นี่ เดี๋ยวโผไปโน่น อารัมภ์ไม่เคยหยุดยั้งอยู่ที่สิ่งใดหรือคนไหน...เขาเหมือนคนเดินทาง...พบศาลาวัดหรือกระท่อมห้องหอที่ใดก็เข้าพักนอนที่นั่น เช้าก็ไปต่อ ทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังอย่างคนที่ไม่เคยมีความทรงจำ
เพียงแต่ว่า...ถ้าเขามุ่งหมายอะไร เขาก็จะทำตัวดี ปลดเปลื้องความหยาบระคายทิ้งไว้เสียชั่วครู่ชั่วคราว
อย่างที่เขาดีต่อนันทนีในเวลานี้
ก็เพราะปูนหอมนี่แหละ
(หน้า 52 )
นี่คือนิสัยและรสนิยมอันแท้จริงของเต๊ะ แต่เขาต้องเก็บมันไว้อย่างมิดชิด เพื่อมิให้ปูน-หอมรู้ตัว นอกจากนี้การกระทำของกิริยาท่าทีของสืบพงษ์ก็สร้างความน่าเชื่อถือให้กับปูนหอมเป็นอย่างมาก แต่ทว่ามีบางสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในใจได้ฉายแววออกมาทางนัยน์ตาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เด่นชัดนัก
สิ่งที่ยกตัวอย่างมานี้คือท่าทีของผู้ที่กำลังจะทำความผิด โดยเขาจะทำเหมือน กันคือ เฝ้าทำดี และรอโอกาสอย่างเงียบ ๆ เพื่อประทุษร้ายเหยื่อ

ลักษณะของปูนหอม
นอกจากความไว้ใจของปูนหอมที่มีต่อผู้กระทำผิดแล้ว ปูนหอมยังมีลักษณะที่ “สวย” กว่าเด็กในวัยเดียวกัน และความสวยนี้เองที่เป็นตัวดึงดูดให้ชายหนุ่มทั้งหลายคิดจะครอบครอง และข่มเหงเธอ ความสวยของปูนหอมเริ่มฉายแววให้เห็นตั้งแต่เธอยังเริ่มเป็นวัยรุ่น ดังที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ดังนี้
ในวัยสิบสองปี ปูนหอมเริ่มสวย ... ผิวขาวบาง แก้มเป็นใย นัยน์ตาโตสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่ง ใบหน้าเรียว ผมสั้นแค่คอเป็นเงาวับ สีเดียวกับสีนัยน์ตา
(หน้า 42)
และเมื่อปูนหอมยิ่งโตขึ้นเธอก็สวยขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเป็น ดรัมเมเยอร์ประจำโรงเรียน เป็นดาวประจำคณะที่มหาวิทยาลัย จากความงดงามอันโดดเด่นของเธอนี่เองที่ทำให้เธอต้องตกเป็นเหยื่อของคนใจทรามอยู่บ่อยครั้ง



สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการข่มขืน
ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การข่มขืนเป็นได้สะดวกยิ่งขึ้น คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการข่มขืน โดยสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่มักเป็นที่ลับตาคน อยู่ในเขตที่คนในปกครองกำลังดูแลอยู่ เช่น ในบ้านของคุณอา ห้องเช่าของเพื่อนเต๊ะ ภายในโรงเรียนกวดวิชา ภายในบ้านของปทัส หรือแม้กระทั่งบนรถไฟ
สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เปลี่ยวคน หรือเป็นแหล่งที่คนอื่นไม่คาดคิดว่าจะทำการข่มขืนและลวนลามได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ทำให้ข่มขืนได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น เสียงฝนตก สภาพห้องที่ปิดสนิท หรือแม้กระทั่งเสียงรถไฟที่ดังพอจะกลบเสียงเหยื่อมิให้ดังเล็ดลอดไปให้ผู้อื่นได้ยิน

สภาพจิตใจของผู้กระทำทั้งก่อนและหลังการข่มขืน
ผู้กระทำมีสภาพจิตใจอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความหื่นกระหาย ความปรารถนาอันรุนแรงที่ต้องการครอบครองปูนหอม โดยคิดว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายชายที่ได้ครอบครองเรือนร่างอันงดงามของสาวน้อย และเป็นการแสดงอำนาจอันทรงพลังที่สามารถบังคับผู้หญิงไว้ได้
พวกเขามิได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพกายและใจของปูนหอมว่าเธอจะเจ็บปวดสักเพียงไร คิดแค่เพียงว่าปูนหอมเป็นเพียงวัตถุทางเพศชนิดหนึ่งที่มีไว้เพื่อบำบัดความใคร่ในใจตนเท่านั้น และเมื่อสมปรารถนาแล้วเขาก็จากไปอย่างไม่ไยดี เช่นการกระทำของเต๊ะและสืบพงษ์ที่ข่มขืนปูนหอมเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หนีไป ทิ้งความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับปูนหอม

สภาพจิตใจของเหยื่อหลังจากถูกข่มขืน
เหยื่อในที่นี้มีสองประเภท คือ เหยื่อทางตรงและเหยื่อทางอ้อม สำหรับเหยื่อทางตรง คือตัวปูนหอมเอง เธอมีอาการปวดร้าวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่อาการเจ็บป่วยทางกายที่เกิดขึ้นหลังจากถูกข่มขืน มีอาการที่ปรากฏคือ ปวดหัวอย่างรุนแรง ตัวร้อนผ่าว จับไข้ เจ็บระบมไปทั่วตัว มีอาการบวมแดง และเลือดไหลที่อวัยวะเพศไม่หยุด
นอกจากนี้สภาพจิตใจของเธอภายหลังจากถูกข่มขืนก็ผิดปกติไป จากเด็กสาวที่สดใส หัวเราะง่าย และชอบมาคลอเคลียกับพ่อแม่อยู่เสมอ ๆ กลายเป็นเด็กที่เงียบขรึม เหม่อลอย หวาดกลัว ชอบหลบอยู่มุมห้อง ขาดความมั่นใจในตนเอง กรีดร้องอย่างไม่มีสาเหตุ ร้องไห้บ่อย นอนไม่หลับ ฝันร้าย บางครั้งพูดจาก้าวร้าว นิยมความรุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายตนเอง ดังเช่นอาการบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจของปูนหอม ที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ดังนี้
ปูนหอมฝันร้ายจริง ๆ ...ในฝันนั้น แลเห็นแต่ร่างชายกำยำ ดำเป็นมัน จมูกสันเป็นปุ้ม ตาวาว มีหนวดเรียวเหนือริมฝีปาก ก้าวย่างเข้ามาหาหล่อน พลางตระโบม...เขาใช้ทั้งมือและปากจนปูนหอมสะดุ้งสุดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ที่หล่อนหวีดร้องออกมาด้วยความสยดสยองสุดขีด ก็เพราะ หล่อนได้เห็นเขาใช้สว่านเจาะเข้ามาในร่างกายของหล่อน จนเลือดพุ่งกระฉูด!
(หน้า 137)

ประสาทหล่อนคล้ายจะสั่นคลอน เหมือนหวาดระแวงว่าในเพดานที่หล่อนกำลังลืมตาโพลง มองดูมันอยู่ขณะนี้ จะมีบางสิ่งโผล่ออกมา
อีดครู่หนึ่ง หล่อนก็วิ่งเข้าห้องน้ำซักกางเกงใน ล้างหน้าขา หล่อนฟอกสบู่ครั้งแล้วครั้งเล่า ฟอกจนคล้ายกับเนื้อตรงนั้นจะแดงเป็นปื้นเพราะชอกช้ำ
(หน้า 140)

นอกจากนี้ปูนหอมยังมีแนวคิดต่อโลกที่เลวร้ายมากขึ้นดังนี้
หมดสิ้นแล้ว ความเป็นเด็กอายุสิบหก ไม่ปรากฏในความรู้สึกนึกคิดของปูนหอมอีกต่อไป
แววกร้าน ชังโลกฉายชัดขึ้นมาในตัวหล่อน...เริ่มฉาย...ชัดขึ้นทุกขณะ หล่อนสามารถเอ่ยถึงเรี่องที่พึงปกปิดได้อย่างเปิดเผยที่สุด สีหน้าหล่อนขณะพูด ปราศจากความเขิน เก้อกระดากใด ๆ
(หน้า 441)
บัดนี้ หล่อนประจักษ์ชัดแล้วว่า หล่อนกริ่งเกรงผู้ชายปานใด...หล่อนไม่เป็นสุข ไม่กระสันในรสสวาท ไม่ว่าแท้หรือเทียม หล่อนไม่สามารถจะปลุกหัวใจที่มืดมิดของหล่อนให้กลับสู่ความเป็นปกติดุจดังสาวน้อยอื่น ๆ ... เนื่องด้วยความเจ็บปวดในอดีตนั้นแผ่กรงเล็บเข้ารัดรึงหล่อน ให้ตกอยู่ในความขยาดแขยงจนไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อย่างสมประกอบ
(หน้า 382)

อาการเหล่านี้ส่งผลให้การเรียนของเธอตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด และทำให้คนอื่นมองว่าเธอเป็นเด็กประหลาดที่บางครั้งชอบทำตัวมีปัญหา
สำหรับเหยื่อทางอ้อม คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตัวปูนหอม ตั้งแต่ พ่อ แม่ ยาย และยศ ที่เหมือนกับถูกข่มขืนทางใจจนสะเทือนใจอย่างรุนแรง เมื่อทราบว่าปูนหอมเคยถูกใครประทุษร้ายอย่างทารุณจิตใจเพียงไร อาการทางจิตของพวกเขาก็จะเปลี่ยนไป จากคนที่มีจิตใจอ่อนโยน มองโลกว่าสวยงาม กลายเป็นคนซึมเศร้า จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลา และคับแค้นใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือปูนหอมให้ออกมาจากเงื้อมมือของคนใจทรามได้
และผู้เขียนได้สะท้อนให้เห็นภาพของยศ ผู้ที่เป็นเหมือน “แฟน” ของเหยื่อว่า ทำใจให้รับเรื่องนี้ได้ยากมาก เพราะเขารู้สึกว่าความบริสุทธิ์ของความรักในใจเขา สูญหายไปหมดแล้วมีแต่กากเดนแห่งความโสมมที่สังคมได้ทิ้งไว้ให้กับคนที่รักของเขา และเขาเองก็เริ่มไม่แน่ใจในความรักที่มีต่อปูนหอมว่าจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งจะขยะแขยงมลทินในตัวเธอจนกระทั่งทำใจยอมรับปูนหอมไม่ได้

ยศเพิ่งซาบซึ้งต่อความฝังใจอันเนิ่นนานของวัฒนธรรมประเพณีอย่างไทย ๆ ดีเดี๋ยวนี้เองว่า...ความบริสุทธิ์ของผู้หญิงสำหรับชายที่รักหล่อนนั้น ก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์เป็นนิจกาลเช่นเดิม... ถ้าจะเรียกว่าความผิดหวัง เขาก็ผิดหวังอย่างแรงเหมือนกันเมื่อรู้ว่าหล่อนนั้น ‘ผ่าน’ ผู้ชายมาหลายคน เขาไม่อาจหักห้ามความรู้สึกนี้ได้ มั่นหลั่งเข้ามาเต็มอกโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เขาอ่อนเปลี้ยลง และต่อสู้กับความทรมานใหม่เอี่ยม นั่นก็คือ ต้องลบล้างภาพหล่อนต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
(หน้า 559 )
เขานึกกลัวอาการของปูนหอมจนฝ่อไปหมด ความรักที่เคยสดชื่นแจ่มจ้า ดูหม่นมัวลงไปจนควานหาเกือบไม่พบ ไม่รู้ว่ามันซุกซ่อนอยู่ตอนไหน มีแต่ความกังวลและสงสาร ความปริวิตกและหมองหมาง (หน้า 610)

การเยียวยาและรักษาสภาพจิตใจ
ทุกคนในครอบครัวพาปูนหอมไปพบจิตแพทย์ เพื่อรักษาสภาพจิตใจของเธอ ในช่วงแรกแพทย์ได้ให้ยาเพื่อให้ความเครียดของเธอลดลง และได้พูดคุยเพื่อสมานรอยร้าวในใจของเธอให้เป็นปกติ ทำให้เธอเริ่มเห็นคุณค่าของตนเองมากขึ้น และได้แนวคิดใหม่ว่า “พรหมจรรย์ ไม่ใช่ตัวกำหนดความดีหรือเลวในชีวิตของผู้หญิง แต่ความดีต่างหากที่จะอยู่คู่ตนตลอดไป” และเราก็ควรเผื่อใจให้ยอมรับกับเหตุการณือันเลวร้ายนี้ด้วย ดังคำพูดของจิตแพทย์ที่ได้ให้แง่คิดแก่พ่อของปูนหอมเอาไว้ ดังนี้
“ครับ...ร้ายแรงจริง ๆ บางคนก็เป็นบ้าไปเลยก็มี ส่วนมากพวกที่เป็นบ้าเพราะสูญเสียพรหมจารีนี่ จะได้รับการอบรมแบบเก่า พ่อแม่ฝังหัวเอาไว้มากว่า พรหมจารีเป็นของมีค่ายิ่งชีวิต ” หมอส่าศีรษะพลางยิ้มเซียว “การอบรมแบบนั้น มันเป็นดาบสองคมเหมือนกัน ในโลกยุคใหม่ที่ศีลธรรมของผู้คนเสื่อมทรามแล้วนี่ มันไม่เหมาะที่เราจะสอนเด็กให้บูชาความบริสุทธิ์ยิ่งชีวิตอีกแล้ว ...ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วจริง ๆ เราสอนให้ถือเนื้อถือตัวตามสมควรนั่นถูกต้อง แล้วก็ต้องสอนให้รู้จักป้องกัน คุ้มครองตัวเองด้วย แต่ก็ต้องเผื่อแผ่ไปตามความผิดพลาดด้วย...หากว่าจะมีขึ้น...เพราะเรามิได้อยู่คนเดียว ไม่ได้พบปะกับคนดีงามอยู่แค่สองคน...ทุกวันนี้...เราเดินกระทบไหล่กับเปรตกับอสุรกายออกมากหน้าหลายตา...”
(หน้า 638)
ดังนั้นชีวิตของเธอเริ่มต้นใหม่ด้วยการดำรงตนเป็นคนดี และลืมอดีตที่ผิดพลาดให้หมดสิ้นไป เพื่อก้าวย่างไปอย่างมั่นใจด้วยความดีของตน

มุมมองของคนในสังคมที่มีต่อเหยื่อ
จากในเรื่อง ผู้เขียนได้สะท้อนแนวคิดของคนในสังคมที่มีต่อเหยื่อว่ารู้สึกสงสารกับชะตากรรมที่เธอต้องประสบ แต่ก็ทำใจยอมรับไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้กับหญิงสาวทุกคน ดังที่ผู้เขียนได้สะท้อนทัศนะของนันทนีที่มีต่อปัญหาการข่มขืนและได้เสียกันก่อนแต่ง ในบทสนทนาที่เธอโต้ตอบกับสามีของเธอว่า
“สมมติว่าเขาดีทุกอย่าง แต่เสียเรื่องผู้ชาย เธอก็ต้องยอมรับว่า ช่างมัน...ขอให้เอาตัวรอดอย่างอื่นได้...ก็เท่านั้น”
แต่ถึงอย่างไร นันทนีก็ไม่อาจจะทำใจได้
เขาพูดเหมือนกับว่า ผู้หญิงที่ผ่านหลายมือไม่เป็นไร แต่หล่อนถือสากับเรื่องนี้มาก..อาจจะหัวเก่าเกินไปหรืออย่างไรก็ตามทีเถิด...หล่อนคิดว่าผู้หญิงนั้นแม้จะมีความรู้เปรื่องปราชญ์อย่างไร ถ้า ‘เน่า’ แล้ว ก็เสียโฉม (หน้า 46)

ความคิดของเธอที่มีต่อคนในสังคมจะกระทำอย่างไรต่อปูนหอมเมื่อไปแจ้งความว่าถูกข่มขืน และความคิดนี้น่าจะเป็นทัศนะของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อการข่มขืนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
“ถ้าบอก เรื่องก็ต้องไปกันใหญ่...แล้วอีกอย่าง เรื่องนี้ถ้าถึงตำรวจ ก็คงต้องมีการพิสูจน์ภายในว่ายายปูนถูกข่มขืนจริงหรือเปล่า”
....เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ขั้นต่อไป มันหมายถึงว่าผู้คนทั้งหลายจะต้องล่วงรู้กันเอิกเกริก แล้วอนาคตของบุตรสุดที่รักก็จะดับวูบลงในฐานะเด็กสาวผู้มีราคีคาวอย่างแรง...
อย่าว่าแต่หนังสือพิมพ์เลย เพียงแต่ชาวบ้านแถบนี้รู้เรื่อง ปูนหอมจะเดินถนนได้อย่างไร...ชาวบ้านเหล่านี้จะดูปูนหอมอย่างสมเพชที่จับพลัดจับผลูตกเป็นเหยื่อชายคนนั้น...บางคนก็อาจตั้งข้อสงสัยไปในทางที่ไม่เป็นมงคลแก่เด็ก เพราะแน่นอนที่ว่า คนเราเวลานี้มักจะไม่ค่อยนึกถึงคนอื่นในแง่ดี เขาอาจจะคิดว่าปูนหอมให้ท่าสืบพงษ์ก่อนก็ได้ ...
(หน้า 275)

“อะไรทั้งหลายเดี๋ยวนี้ไม่แน่...แล้วที่แน่ที่สุดก็คือ พวกบ้ากามทั้งหลายมันต่างก็เก็งรู้อยู่แล้วว่า พ่อแม่เด็กไม่กล้าเสี่ยงกับอนาคตของลูกที่จะกลายเป็นผู้หญิงถูกข่มขืน...มันเหมือนตรายาง กดลงไปบนหน้าผาก ใช่ไหมล่ะคะ...ของมันเป็นต่อกันตรงนี้ ตรงความอับอายขายหน้า !”
(หน้า 540)

นอกจากนี้ผู้เขียนได้สะท้อนภาพสังคมในสมัยของผู้เขียนด้วยว่ามีอาชีพที่ชั่วร้าย คือ การฉุดคร่าเอาเด็กหญิงวัยแรกรุ่นไปขายบริการ และสะท้อนความเห็นใจของคนในสังคมที่มีต่อเด็กเหล่านั้นว่าน่าสงสาร และรัฐบาลควรจัดการกับพวกเดนสังคมที่ทำกับเด็กด้วยการออกกฎหมายเพื่อลงโทษให้เด็ดขาด
ดังนั้นจึงทำให้คนส่วนใหญ่มองว่า สังคมทุกวันนี้เลวร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่อาจจะแก้ไขอะไรได้เพราะเหนือวิสัยที่พวกเขาจะป้องกันมิให้คนชั่วมาทำร้ายคนดี สิ่งที่เขาจะกระทำได้ก็คือ การสอนลูกสาวให้ป้องกันตนให้ดีที่สุด เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งสภาพสังคมเช่นนี้สร้างความหนักใจให้กับพ่อแม่ที่มีลูกในสมัยนี้เป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นคำพูดของแม่ปูนหอมที่ตัดพ้อว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้สังคมวุ่นวาย
“ชีวิตทุกวันนี้อยู่อยากเหลือเกินนะคะ... เราพึ่งใครไม่ได้... เป็นเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้รักษากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้ละ...บ้านเมืองถึงได้ดูอลเวงไปหมดแบบนี้”
(หน้า 628)
สังคมไทยนี้ช่างไม่เอื้อเฟื้อมนุษย์ผู้เคราะห์ร้ายเลย ถ้าไม่ถึงกับลากไปข่มขืนแล้วฆ่าเหมือนเรื่องของยิ้มหวาน ก็อย่าหวังเลยว่ากรรมชั่วของมนุษย์บ้ากามจะถูกเปิดโปง
เว้นไว้แต่ว่า เด็กสาวคนนั้นจะเป็นลูกหลานชาวบ้านร้านค้าสามัญที่ไม่มีชื่อไม่มีหน้า ถึงจะยอมไปแจ้งความ
ส่วนกฎหมายเล่า...ได้ลงโทษสัตว์ป่าเหล่านี้อย่างสาสมเพียงพอหรือไม่
(หน้า 281)
นวนิยายเรื่องนี้ได้ทิ้งท้ายบทลงโทษของสังคมที่มีต่อผู้กระทำผิดไว้ด้วย เช่น ศาลตัดสินประหารชีวิตคุณอาที่ข่มขืนและฆ่าเพื่อนของปูนหอม สำหรับคนที่เคยข่มขืนและลวนลามปูนหอม ก็ได้รับการรังเกียจจากคนในบ้านและทุกคนที่ทราบเรื่อง อย่างไรก็ดีการลงโทษประเภทหลังนี้ไม่รุนแรงนักเพราะครอบครัวของปูนหอมต้องการปิดให้เป็นความลับ ดังนั้นการลงโทษทางสังคมที่ออกมาในรูปของการประณามและรังเกียจนั้นยังไม่สาสมกับความเลวที่เขาได้ทำลายชีวิตของผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่ง