มีเรื่องเล่าเชิงปรัชญากล่าวไว้ว่า :

           มีพ่อกับลูกชายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันสองคน  ตัวลูกชายนั้นมีนิสัยขี้หงุดหงิด  โมโห ฉุนเฉียว ไม่พอใจในอะไรต่าง ๆ รอบตัวไปหมด  คราใดที่โกรธก็มักฟาดงวงฟาดงา พูดจาต่อว่าคนรอบข้างหรือเพื่อนร่วมงานอย่างรุนแรง พอไม่นานหายโกรธและนึกได้ก็ไปขอโทษ แต่การกระทำของเขาดังกล่าวก็ได้ทำให้ใครต่อใครเสียใจมามากมาย...
  อยู่มาวันหนึ่ง  พ่อได้พูดกับลูกชายว่า 

         “หากว่าลูกรู้สึกโมโห หรือโกรธขึ้นมาเมื่อใด ให้ลูกนำตะปูไปตอกเอาไว้ที่รั้วบ้านที่ละดอก” พูดจบพ่อยืนตะปูให้ถุงใหญ่
         ลูกชายก็รับคำ วันต่อมาก็ทำตาม ปรากฎว่าวันแรกเขาตอกตะปูที่รั้วบ้านกว่าร้อยดอก ต่อมาในวันที่สอง...วันที่สาม...จำนวนตะปูที่ตอกค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ...


             

          

          อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่เขาเริ่มใจเย็น และควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้มากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อพร้อมกับบอกว่า

           "พ่อครับ...ผมเอาตะปูที่เหลือมาคืนพ่อ เพราะคิดว่าผมไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไปแล้ว”

            พ่อยิ้มภูมิใจในตัวลูกชายและพูดขึ้นว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ลูกลองพิสูจน์ให้พ่อดูซิ...หากว่าเมื่อใดที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธหรือโมโหได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วทีละดอก”

             ลูกชายรับคำ วันแล้ววันเล่าที่เขาได้ถอนตะปูออกทีละดอก จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูก็ถูกถอนออกจนหมด เขาปลื้มปีติมากรีบมาบอกพ่อว่า “พ่อครับ...ผมทำได้แล้วครับ”

             พ่อยิ้มแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร หากกลับเดินนำลูกชายไปที่รั้วบ้าน ก่อนหันมายิ้มและพูดขึ้นว่า

             “ลูกทำได้ดีมาก...แต่ว่าลูกลองมองดูที่รั้วของเราซิว่ามันเหมือนเดิมหรือเปล่า” ลูกชายได้แต่ส่ายหน้าไปมา ก่อนที่พ่อจะพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงโอนโยนว่า

             "ลูกฟังไว้นะ การที่ลูกตอกตะปูลงไปมันหมายถึงเวลาที่ลูกโกรธหรือโมโห แล้วบันดาลโทสะกับคนอื่นซึ่งลูกได้ทำร้ายอาจจะทั้งร่างกายและจิตใจของเขา จนเป็นร่องรอยเหมือนกับรอยตะปู... ถึงแม้ลูกจะถอนตะปูออกไปเหมือนกับการที่ลูกไปขอโทษเขา แต่ว่ารอยตะปูนั้นมันก็ยังปรากฎอยู่ยากที่จะลบให้หายไปได้...ใจของคนก็เช่นกัน หากว่าลูกได้ทำร้ายจิตใจเขาไปแล้วถึงแม้ว่าจะไปขอโทษ แต่ทว่าความเจ็บปวดนั้นมันก็ยังติดอยู่ในใจของเขาไปอีกนานยากที่จะเลือนหายหรืออาจจะตลอดไปตราบนานเท่านาน..."


                          ศัลยกรรมความโลภ (โลภะ)  ด้วยการหมั่นให้ ทาน”

                          ศัลยกรรมความโกรธ (โทสะ)  ด้วยการมี เมตตา”

                          ศัลยกรรมความหลง (โมหะ)  ด้วยการประหารอวิชชา ที่มี ปัญญา” เป็นอาวุธ