อ่านข้อคอมเม้นท์ของท่าน SR.. ในอนุทิน มะเขือพวง ใจความว่า" Three cheers for (wild) pea eggplants! I like them but mind you they are definitely "acquired taste" ;-) 

ฉันจึงฉุกคิดและ เมื่อศึกษาเพิ่มเติมกลับพบว่าได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับมะเขือพวงไว้แล้วและเป็นสิ่งที่ดี ทีฉํนควรจดจำนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และครอบครัว เพื่อนๆที่รักของฉัน เพราะวิกิพีเดีย สารานุกรมออนไลน์ ได้กล่างถึงสารสำคัญๆที่พบในมะเขือพวงดังนี้คือ

  1. ·. ทอร์โวไซด์ เอ, เอช (torvoside A, H) เป็นสตีรอยด์ไกลไซด์จากผลมะเขือพวง มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (Herpes simplex virus type 1) โดยมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสมากกว่ายาอะไซโคลเวียร์ 3 เท่า
  2. ·  ทอร์โวนิน บี (torvonin B) เป็นซาโพนินชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์ขับเสมหะ
  3. ·  โซลานีน (solanine) เป็นอัลคาลอยด์ สารที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลของแคลเซียมในร่างกาย ผู้ป่วยโรคไขข้อควรหลีกเลี่ยง
  4. ·  โซลาโซนีนและโซลามาจีน (solasonineandsolamagine)  เป็นไกลโคซิเลตอัลคาลอยด์ที่พบร้อยละ ๐.๐๔ ของใบแห้ง ในมะเขือพวงบางสายพันธุ์แถบแคริบเบียน มีปริมาณสารเหล่านี้มาก อาจเกิดอาการของระบบทางเดินอาหารและระบบประสาทได้
  5. ·  โซลาโซดีน (solasodine) เป็นสารที่มีสรรพคุณต้านโรคมะเร็ง
  6. ·  เพกติน เป็นสารที่ละลายน้ำได้ ช่วยเคลือบที่ผิวของลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลงจึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน[3]

คัดลอกข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%87

ฉันสนใจเรื่องเพ็กทินในประเด็นที่มีสารต้านมะเร็งที่ชื่อว่า Solassodine เพราะ เรื่องมะเร็งที่ฉันเชื่อว่ามันคุกคามทุกชีวิตจากอาหารที่มีพิษเจอปน จากอากาศที่ปนเปื้อนสารพิษ และจากสภาพจิตใจที่ไม่เบิกบานด้วยไม่อาจนำพาตนเองหลุดพ้นได้ แม้ฉันเอง ความพยายามที่จะให้ร่างกายรับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ทำให้ฉันต้องเรียนรู้ บางทีมันอาจจะเป็นการดีกว่าอยู่นิ่งๆแม้ว่าการเรียนรู้ของฉันเป็นไปแบบธรรมดาๆก็ตาม

หากมะเขือพวงมีสารอัลคาลอยด์จริง(สารานุกรมออนไลน์,วิกิพีเดีย) ฉันคิดว่า ผู้ป่วยโรคเก๋าก็ไม่ควรจะกินมะเขือพวง น่าเสียดายจังเลยที่ขาดโอกาส และถ้าเขาเป็นเบาหวานด้วยแล้ว เขาต้องหาทางหาพืชชนิดอื่นทดแทนมะเขือเทศแต่ต้องเป็นพืชที่ไม่มีอัลคาลอยด์

เพ็กทิน ทำให้ฉันสงสัยว่าเปลือกส้มโอ เปลือกมะกรูด และเนื้อ ผลไม้เหลืองๆที่ฉันทำน้ำหมักจะเป็นตัวเดียวกับที่

บทความวิจัยนี้ น่าสนใจมาก ฉันยังรู้สึกสงสัยเจ้าสารที่มีลักษณะเหมือนวุ้นที่เกิดจากการหมักผลไม้นานเกิน 1 ปีและพบเห็นวุ้นตัวนี้เช่นนี้เดียวกับคนอื่นๆที่หันมาทำน้ำหมักดื่มเสริมสุขภาพ ถ้าใช่ละก็เจ๋งเลยที่ภูมิปัญญาชาวบ้านธรรมดาๆหลายๆคนได้ทำขึ้นมาและกล่าวว่ามันเกิดมาเพื่อรักษาทั้งมะเร็ง ที่เกิดจากสารพันธุกรรมผิดปกติอันมีผลมาจากสารก่อมะเร็ง จากคำบอกเล่า และตัวอย่างผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นหลังใช้น้ำหมักเป็นยารักษา ความดัน ตับ ไต และเบาหวานได้บอกถึงอาการดีขึ้นของร่างกาย แต่มันก็เป็นเพียงคำกล่าวที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการพิสูจน์ชัดเจน แต่ถึงกระนั้นน้ำหมักก็เป็นที่ชื่นชอบติดอันดับต้นๆของคนจนและ ผปู้  ผู้ที่เชื่อมั่นในคุณภาพของมันไปแล้ว นับว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของการเรียนรู้ที่ถูกสกัดกั้นอย่างแรงจากค่ายความรู้สมัยใหม่ ในขณะที่ค่ายความรู้บางค่ายได้ประนีประนอมเปิดใจเรียนรู้ทั้งโบราณและใหม่ ด้วยความฉลาดเหนือกฎเกณฑ์ และกรอบทางความคิด และเร่งทำการทดลองโดยความเห็นชอบจากผู้ถูกทดลองโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ดีกว่าทั้งในแง่ประหยัดค่าใช่จ่าย เวลา และประหยัดร่างกาย และเพื่อความมั่นคงในความเป็นมนุษย์....เรียนรู้เยอะไปก็เหนื่อยเอาเป็นว่าฉันเองก็เป็นมนุษย์ทดลองเหมือนกัน