เช้านี้ผมตื่นมาเพื่อตรวจการบ้านที่ นศ โพสลงกลุ่มบนหน้าเฟซบุ้คของรายวิชา
เมื่อเห็นข้อความบางอย่าง ทำให้สะท้อนใจกับแนวคิดบางประการ
แต่แนวคิดนั้น ผมเคยได้ยินจากอาจารย์ผู้สอนวิชาแนะแนว ในสมัยมัธยมต้น และสมัย ปวช
จวบจนปัจจุบัน ผมอยากกลับไปบอกต่อท่านอาจารย์ (แต่มิกล้าหรอกครับ) ว่า..
ให้แนวคิดแบบนี้ พาชีวีนักเรียนติดจั่นในอนาคต
หากลูกศิษย์เจ้าของเรื่อง มาพบบันทึกนึก ครูขอเอาเรื่องนี้เป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจ มิใช่เอามาประจานกันนะตัวเธอ โปรดเข้าใจ
สิ่งที่ลูกศิษย์โพสไว้บนหน้าของเขาเองคือ
"...เรียน คอม เพื่อ .....???? %%*6*'-8/:56- ไม่เข้าใจตัวเอง..."
และมีเพื่อนมาตอบโพสนี้ว่า...
"...เรียนอะไรไม่สำคัญ ขอแค่ให้เรียนจบได้วุฒิและความรู้มาสมัครงานได้ก็พอแล้ว
พอทำงานก็ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งนั้น สู้ๆๆๆ..."
เรียนอะไรก็สำคัญนะครับลูกศิษย์เอย ไม่งั้นเราจะแยกหลักสูตรออกไปทำไม งั้นทุกมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องมีคณะ ไม่มีสาขา มีหลักสูตรเดียวไปเลย จากโพสดังกล่าวผมเสนอแนวทางแก่ นศ ดังนี้ครับ
"....ผมค้านนะครับกับแนวคิด ...เรียนอะไรไม่สำคัญ...
สายงานอื่นนั้นอาจจริงหรือไม่จริง อันนี้ผมไม่พูดถึงก็แล้วกัน
แต่หากคุณเรียนในสายงานด้านไอที คอมฯ
ทุกรายวิชาที่เรียน เป็นสิ่งที่คุณต้องนำไปใช้ในการทำงาน
หากคุณไม่มีพื้นฐานเลย ที่ทำงานบางแห่งอาจไม่ใจดีสอนงานคุณ (ที่จริงคือไม่มีเลย)
แค่เรียนให้จบ ใครๆก็ทำได้ครับ
แต่เราน่าจะหาเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง
ว่าเราต้องการเป็นอะไรในวันข้างหน้า
งานแบบไหน ที่เป็นชีวิตของเรา
เลือกงานเหมือนเลือกสามีนะครับ
คุณเลือกดี ชีวิตครอบครัวเป็นสุข
คุณเลือกผิด เป็นทุกข์ไปตลอด
ดังนั้น
1.ถามตัวเองว่าคุณทำงานอะไร ที่มีความสุข และได้เงินตามต้องการ
2.หลักสูตรที่คุณลงเรียนนี้ ตอบโจทย์ข้อ 1 หรือไม่
3.หากใช่ ก็ยินดีด้วย ที่คุณค้นพบ "ตัวตน" ของคุณ และอนาคตที่คุณวาดไว้จะเป็นจริง แต่ "แลกด้วยใจ ที่สู้จริง" นะครับ
4.แต่หากไม่ใช่หนทางของคุณ แล้วยังมีทางออกสองทางคือ
หากรู้ตัวเสมอ ว่าจะไปทางไหน ก็ถอยทัพกลับไปหาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ชีวิตคุณได้จะดีกว่านะครับ
แต่หากไม่รู้จะไปทางใด ก็ขอให้รีบค้นหาเสียแต่ตอนนี้ มิเช่นนั้น คุณต้องบ่นเหมือนผมว่า
"นี่ถ้า รู้งี้แต่แรกนะ...."
มีปัญหาปรึกษาเรื่องชีวิต เรื่องอนาคต เรื่องเรียน เชิญคุยกับอาจารย์ได้นะ ยินดีให้คำแนะนำ..."
ตัวกระผมเองใช่จะเก่งเลิศหรอกนะครับที่จะอาจหาญให้คำปรึกษา
แต่อย่างน้อย ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เดินผิดทางมานาน รู้และเข้าใจดี ถึงจั่น ที่เคยติดและกว่าจะแหกคอกออกมานั้น เกือบคิดว่าหมดทาง
ดังนั้น...เอาความผิดพลาดของอาจารย์เป็นเครื่องเตือนใจเถอะครับ
เรียน อาจารย์ที่เคารพ
ถึงไม่เป็นครู แต่อ่านบันทึกนี้แล้วก็เศร้านะคะ ที่เห็นเด็กๆ คิดเรื่องเรียนแบบนั้น
อยากให้น้องๆ รู้ว่า สิ่งที่เรียน แม้จะยังนึกไม่ออกว่าเรียนไปทำไม แต่พอเราไปทำงานจริงๆ เราจะรู้ว่า มันเป็นฐานให้เราคิดต่อได้ทุกเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะคิดเชื่อมโยงเป็นหรือเปล่า จะเอามาใช้ได้หรือเปล่า??? แปลว่า "เรียน แต่ ไม่เรียนรู้"
เพราะ "การเรียนรู้" คือ ความสามารถที่จะเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง (นักการศึกษาคนหนึ่ง-ลืมชื่อ เคยเขียนนิยามไว้ และดิฉันชอบมาก)
ถ้าน้องๆ แค่เขียนเพื่อคลายเครียด เขียนสนุกๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดแบบนั้นจริง อนาคตคงแย่นะคะ
ขอบคุณมากครับคุณ Nui ที่มาเยี่ยมเยียน
ภาพมันสะท้อนกลับมาหลายประเด็นครับ
ทั้งหลักสูตร ผู้เรียน ผู้สอน
ผมเคยทำแบบสำรวจสอบถาม นศ พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไรจริง ประมาณ 60%เป็นเช่นนี้จริงๆ
มีเพียงส่วนน้อยที่จะทราบว่าเป้าหมายตนจะไปในทางใด
แต่ปัจจัยที่เกิดเหตุเช่นนี้ หากให้แยกแยะคงเสียเวลาเป็นวัน
และผมเองก็เคยอยู่ในกลุ่ม 60% มาก่อน มันมึน งง และไม่รู้จะไปทางไหนได้
กว่าจะค้นพบตัวจริงต้องผ่านจุดหักเหหลายมุม
แต่ด้วยบทบาทและหน้าที่ของอาจารย์ ก็ช่วยนำทางต่อไปครับ