สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน จุดประสงค์ของสมุดเล่มนี้ (พื้นฐานจิตวิทยาการเรียนรู้) จัดทำขึ้น เพื่อสรุปทฤษฎีเกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู้ให้เข้าใจได้ง่ายๆ เพื่อให้เพื่อนๆที่เรียนหลักสูตร ค.ม. วิชาชีพครู ที่ไม่เคยเรียนทฤษฎีทางจิตวิทยาการเรียนรู้มาก่อน ได้มีความรู้หรือแนวความคิดเบื้องต้น อันจะนำไปใช้ประกอบการทำวิจัยในชั้นเรียนต่อไปได้ ทั้งนี้ เนื้อหาที่นำมาลงจะเป็นการจด Lecture ของผมในสมัยที่ยังเรียนวิชา พื้นฐานจิตวิทยาการเรียนรู้ (Fundamental Psychology of Learning) กับ รศ.ดร.สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต ซึ่งหากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

สำหรับบันทึกที่แล้วที่ผมโพสต์ในเรื่องทฤษฎีของ Bandura ที่เป็นลูกผสมระหว่างกลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) กับกลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism) บันทึกนี้จะมากล่าวต่อว่า แล้วจุดเริ่มต้นของแนวคิดในกลุ่มปัญญษนิยมนั้น เป็นอย่างไรบ้าง

Gestalt Psychology

Ø กล่าวนำ

- ศึกษาเรื่อง Perception

- German Psychologists

- ชื่อเดิมคือ Berlin School ต่อมาพอย้ายไป USA ก็ศึกษาการเปลี่ยนแปลง Perception แทน เนื่องจาก USA สนใจ Learning Process

- Max Wertheimer เริ่มสนใจการรับรู้จากการซื้อกล้องภาพเคลื่อนไหวให้ลูกชายเป็นของขวัญวันคริสต์มาส ต่อมาจึงชวนWolfgang Kohler กับ Kurt Koffka มาร่วมงานด้วย

Ø Principles of Organization

- มนุษย์ใช้หลักเพื่อจัดระบบการรับรู้ของตน

  • Figure – Ground Relation สิ่งที่เราสนใจคือ Figure สิ่งที่ไม่สนใจคือ Ground

Ø Basic Ideas of Gestalt Psychology

- การรับรู้มักจะแตกต่างจากความจริง ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง การรับรู้เป็นอีกอย่างหนึ่ง

- Phi Phenomenon คือ ปรากฏการณ์การรับรู้สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวว่าเคลื่อนไหว เช่น ไฟกระพริบบนยอดตึก

- The whole is more than the sum of its parts. ทั้งหมดมีค่ามากกว่าแยกเป็นส่วน เช่น Jigsaw

- Transposition เรารับรู้จากการเปรียบเทียบ เช่น บังคับให้ไก่กินข้าวเปลือกบนกระดาษสีเทาอ่อน แต่ไม่ให้กินบนกระดาษสีเทาแก่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระดาษสีเทาแก่กับสีดำ พบว่าไก่กินข้าวเปลือกบนกระดาษสีเทาแก่ เพราะว่ามันมองว่าต้องกินที่สีอ่อนกว่าเสมอ คือมีการเปรียบเทียบ

Ø Insight Learning (Kohler)

- การหยั่งรู้ เกิดจากการที่เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งของแบบองค์รวม

- เช่น เมื่อให้ลิงเห็นกล้วยที่แขวนอยู่สูงๆกับกล่องตั้งๆ ลิงก็เรียนรู้ที่จะนำกล่องมาต่อกันเพื่อปีนไปหากล้วย Kohler จึงสรุปว่าการที่ลิงไม่เคยเรียนรู้ แต่สามารถนำมาเชื่อมโยงและแก้ปัญหาได้ แปลว่าเกิด Insight Learning

- ต่อมามีการแย้ง โดยทำการทดลองซ้ำ แต่แบ่งลิงเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 ให้ดู VDO การใช้กล่องช่วยเพื่อหยิบของที่อยู่สูง ผลการทดลองพบว่า ลิงกลุ่มที่ 1 ทำไม่ได้ แต่ลิงกลุ่มที่ 2 ทำได้ เพราะว่า Insight Learning ต้องมีประสบการณ์

- ตัวอย่างเช่น  Archimedes พบการทดสอบทอง จากการะกระโดด Public Bath เพราะว่า Archimedes มีประสบการณ์บางอย่างมาก่อน

Ø Laws of Grouping

- Proximity : สิ่งที่อยู่ใกล้กัน เรารับรู้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล

- Similarity : สิ่งที่เหมือนกัน เรารับรู้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น เสื้อชมพู หมายถึง พวกจุฬา Similarity มีอิทธิพลน้อยกว่า Proximity

- Continuity : สิ่งที่ต่อเนื่องกัน เรารับรู้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน

- Closure : เรามีแนวโน้มที่จะสรุปสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน แม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์

Ø การรับรู้ต่างกันขึ้นกับ

- Observer Characteristics: Individual Differences and Culture ลักษณะของผู้สังเกต ทำให้รับรู้ต่างกัน เพราะมีประสบการณ์ต่างกัน มีวัฒนธรรมที่ต่างกัน

- Motivation แรงจูงใจต่างกันก็จะรับรู้ต่างกัน เช่น ถ้าจะจับผิดใคร เราก็จะรับรู้อีกอย่างหนึ่ง

- Values หรือ ค่านิยม เช่น ชายหญิงกอดกัน ไทยมองว่าไม่ดี แต่ฝรั่งมองว่าปกติ

- Expectations หรือ ความคาดหวัง ทำให้เรารับรู้อย่างที่เราอยากให้เป็น เช่น เราอ่าน Paris In The The Spring ว่า Paris In The Spring

Developmental Theory of Cognition (Piaget's Theory)

Ø กล่าวนำ

- ศึกษาลูกโดยสรุปข้อมูลจากลูกโดยวิธี Induction และทดสอบโดยวิธี Deduction

- Concept : กิน Ž ย่อย Ž เจริญเติบโต

Ø สติปัญญาของมนุษย์ มี 2 ด้าน คือ

1. Organization หรือ จัดระบบ

2. Adaptation หรือ ปรับตัว ซึ่ง Piaget สนใจกระบวนการนี้

Ø Adaptation Processes

Assimilation

การดูดซึม/รับข้อมูล คือ ปรับเปลี่ยนการรับรู้หรือวัตถุให้เหมาะกับสิ่งที่เรามีอยู่ในโครงสร้างทางปัญญา เช่น หลังจากเจอแมว พอเห็นอะไร 4 ขา มีขน ก็เข้าใจว่าเป็นแมว


Accommodation

การย่อย คือ การปรับโครงสร้างทางปัญญาให้สอดคล้องกับวัตถุ เช่น เสือก็มี 4 ขา มีขน แต่ก็ไม่ใช่แมว



Equilibration

การอิ่ม คือ เริ่มเข้าสู่สมดุล



Reproductive Assimilation

การหิวอีก คือ เมื่อมีประสบการณ์ใหม่ ก็ดูดซึมใหม่



Disequilibrium

การกินอีก ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุล ก็ต้องทำให้สมดุล

Ø Stage-Dependent Concepts:

1. Sensorimotor Stage (Birth-2 years)

สิ่งที่เด็ก Capture ได้ คือ

- Innate Schema ติดตัวมาแต่เกิด เป็นตัว Capture ข้อมูลข่าวสารว่ามัน Exist เกี่ยวข้องกับ Reflex Action เช่น Sucking Reflex

- Acquired Schema หลังจากรับข้อมูลมาแล้ว Schema จะเปลี่ยนโครงสร้าง คือเด็กจะเริ่มรู้การสนองตอบ เช่น เอานิ้วจิ้มแก้มเด็กแล้วเด็กดูดแล้วไม่มีนม เด็กก็จะเรียนรู้ว่ามันคือนิ้ว ไม่ใช่นม

- Conquered the Object ต้องรับรู้ว่าสิ่งของที่หายไปยังมีอยู่ เพราะว่าเด็กวัยนี้ Out of sight, Out of mind วิธีฝึกคือ ให้เล่นซ่อนหาของเล่น (ประมาณ 1 ขวบ ก็จะรับรู้ได้แล้ว)

2. Preoperational Stage (2-6 Years)

- Conquest of the Symbol เด็กจะเข้าใจสัญลักษณ์ เช่น ภาษา ทำให้เด็กวัยนี้เรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุด 3-5 ขวบ จะ Capture ได้เร็วที่สุด แต่จะแยก Symbol กับวัตถุไม่ออก เช่น เด็กเรียกผู้ชายคนนี้ว่าพ่อ ถ้าบอกให้เด็กไปหาเตี่ย เด็กจะงง เด็กจะเถียงว่าคนนี้คือพ่อไม่ใช่เตี่ย เพราะเด็กแยกคำว่าพ่อกับเตี่ยไม่ออก Piaget จึงบอกว่า เด็กไม่ควรเรียน 2 ภาษาพร้อมกัน

- Egocentric การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

- Conservation ของที่มี 2 มิติขึ้นไป เมื่อมิติใดเปลี่ยน อีกมิติจะไม่เปลี่ยน เช่น เด็กจะบอกว่า น้ำจากแก้วสูงมีปริมาตรมากกว่าน้ำจากแก้วปากกว้าง เพราะเด็กคิดว่าทุกมิติเปลี่ยน

3. Concrete Operational Stage (7-12 Years)

เด็กจะเข้าใจรูปธรรม แต่ยังไม่เข้าใจนามธรรม เช่น ถ้าถามเด็กว่า ถ่านสีดำเผาแล้วจะเป็นสีอะไร เด็กจะตอบสีขาว และถ้าถามต่อว่า ถ่านสีขาวเผาแล้วจะเป็นสีอะไร เด็กจะตอบไม่รู้ เพราะเด็กยังไม่เคยเห็น นอกจากนี้ เด็กวัยนี้ยังมี Egocentric อยู่

4. Formal Operational Stage (12 - Years)

เด็กจะเข้าใจทั้งรูปธรรมและนามธรรม และในวัยนี้ยังมี Egocentric-Imaginary Audience คือรู้สึกไปเองว่าตกเป็นเป้าหสายตาคนอื่น รู้สึกแปลกแยกแตกต่างจากผู้อื่น ดังนั้น วัยรุ่นจึงแต่งตัวเหมือนกันหมดเพราะไม่อยากรู้สึกแปลกแยก

Lev Vygotsky’s Developmental Theory

Ø เน้นเรื่องสังคมและวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดพัฒนาการทางปัญญา จึงเรียกแนวคิดนี้ว่า Sociocultural Perspective

Ø Complex Mental Process เริ่มจากการที่เรามีกิจกรรมทางสังคม เมื่อเด็กพัฒนา เด็กจะใช้ Internalization หรือ กระบวนการพัฒนาปัญญาจากสภาพแวดล้อม และเกิดในตัวเอง ซึ่งจะใช้อย่างอิสระกับคนรอบข้าง

Ø ความคิดและภาษา สำคัญต่อช่วงชีวิตแรกๆ ในช่วงต้นความคิดกับภาษาจะยังไม่ไปด้วยกัน เพราะภาษายังไม่พัฒนา แต่พอโตขึ้น ความคิดกับภาษาจะไปด้วยกัน และพบว่า เด็กที่เดินไปพูดไป (Self Talk or Inner Speech) จะเป็นเด็กที่ฉลาดมาก

Ø การพูดคุยในสังคมและการเรียนในโรงเรียน เป็นวิถีทางที่ผู้ใหญ่สอนเด็กให้คิดและตีความตามวัฒนธรรม

Ø เด็กสามารถทำงานที่ยากขึ้นได้ (คือเรียนรู้ได้ดีขึ้น) ถ้าได้รับการช่วยเหลือจากคนที่เก่งกว่า

- Actual Developmental Level เป็นระดับที่เด็กสามารภพัฒนาได้ด้วยตนเอง (Independently) ŽActual (ความสามารถที่แท้จริง)

- Level of Potential Development เป็นระดับที่พัฒนาได้เมื่อมีคนช่วย (Assistance)ŽPotential (ต้องมีครู)

Ø งานที่ท้าทายจะช่วยให้ปัญญาเจริญพัฒนาขึ้น

Ø เด็กจะยังไม่สามารภพัฒนาได้ด้วยตนเอง แต่สามารถ Perform ได้ด้วยการช่วยเหลือของคนอื่น ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Zone of Proximal Development (ZPD)

Verbal Learning Research

Ø Use S – R approach

- Serial Learning หรือ การเรียนรู้ตามขั้นตอนลำดับขั้น (the alphabet เช่น ก Ž ฮ , the days of the week เช่น Sunday Ž Saturday)

- Paired Associate Learning หรือ การเรียนรู้โดยการเชื่อมโยงจับคู่ เช่น ก.ไก่ , ข.ไข่ , ค.ควาย

Ø Serial learning เป็นการเรียนรู้ที่คนใช้เป็นประจำ คือเรียนไปเรื่อยๆ

- Primacy Effect

- Recency Effect

Ø การจะเรียนรู้ภาษาได้ดีต้องเรียนแบบ Overlearned คือเรียนอัดเข้าไปเยอะๆ จะได้ Recall ได้ง่าย

Ø การฝึกให้ทยอยฝึกทีละนิด จะเรียนรู้ได้ดีกว่าการฝึกพร้อมกันทั้งหมด เช่น ควรฝึกทีละ 10 นาที จำทีละส่วน

Ø การเรียนรู้สถานการณ์หนึ่งมักจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการระลึกในอีกสถานการณ์หนึ่ง เช่น

Œ 1. House – Dragon

 2. House – Paper

Ž 3. House – Monster

เราจะจำคู่ที่ 1Œ กับ 3Ž ง่ายกว่า คู่อื่นๆ

Ø การรบกวนการเรียนรู้

1. Retroactive Inhibition (Interference) สิ่งที่เรียนมาใหม่ ย้อนไปรบกวนสิ่งที่เรียนมาเก่า เช่น เรียนภาษาอังกฤษแล้วมาเรียนภาษาฝรั่งเศส พอจะกลับไปอ่านภาษาอังกฤษก็กลายเป็นอ่านสำเนียงฝรั่งเศส

2. Proactive Inhibition (Interference) สิ่งที่เรียนมาเก่า ตามมารบกวนสิ่งที่เรียนมาใหม่ เช่น เรียนปรัชญามาก่อน แล้วมาเรียนวรรณกรรมแล้วไม่รู้เรื่อง เพราะปรัชญาเป็นตรรกะ แต่วรรณกรรมเป็นจินตนาการ

3. Retroactive Facilitation สิ่งที่เรียนมาใหม่ ช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เรียนมาเก่า เช่น เรียนเลข แล้วมาเรียนฟิสิกส์ แล้วทำให้เข้าใจเลข

4. Proactive Facilitation สิ่งที่เรียนมาเก่า ช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เรียนมาใหม่ เช่น เรียน ป.5 มา พอมาเรียน ป.6 ก็เข้าใจ

Ø ลักษณะเนื้อหาวิชา มีผลต่อการเรียนรู้ของมนุษย์

- Meaningful : ถ้าสิ่งที่เราเรียนรู้มีความหมายกับชีวิตเรา เราจะเรียนได้เร็ว ดังนั้น เมื่อเรียนรู้อะไรต้องเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในอดีต จะทำให้เรียนรู้ได้ดีขึ้น

Ø มนุษย์มีการจัดระบบการเรียนรู้ของตนเมื่อมีความรู้ใหม่ขึ้นมา ดังนั้น คนที่จัดระบบการเรียนรู้จะเรียนรู้ได้ดีกว่า

Ø มนุษย์มักใช้การลงรหัส (Encoding) ช่วยในการเรียนรู้

Ø มนุษย์มักจะเรียนรู้ไอเดียกว้างๆได้มากกว่าการเรียนเป็นคำๆ

Introduction to Contemporary Cognitivism

Ø กลุ่มปัญญานิยมเชื่อว่า การเปลี่ยนปัญญา จะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยน (ไม่ได้สนใจพฤติกรรมโดยตรง)

Ø ลักษณะทั่วไปของทฤษฎีทางปัญญา

- กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่เหมือนกับการเรียนรู้ของสัตว์

- กระบวนการทางปัญญาจะเน้นไปที่การเรียนรู้

- วัตถุประสงค์กับการสังเกตที่เป็นระบบของพฤติกรรมมนุษย์ ควรเน้นที่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพวกปัญญานิยมจะอนุมานพฤติกรรมไปสู่กระบวนการทางจิต ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่พวกปัญญานิยมถูกโจมตี

- มนุษย์ Active ในกระบวนการเรียนรู้

- การเรียนรู้เป็นการสร้างอะไรบางอย่างในจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอก

- ความรู้ถูกจัดระบบ

- การเรียนรู้ เป็นกระบวนการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่า