จินตนาการเปลี่ยนชีวิต
จินตนาการเปลี่ยนชีวิต
บทนำ
หากชีวิตต้องดำเนินไปตามกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ติดมากับดวงจิตและก่อกำเนิดขึ้นใหม่ในชาติภพปัจจุบันในร่างที่ปฏิสนธิแล้ว
เส้นทางของชีวิตนั้นจะดำเนินไปอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุ อะไรเป็นผลลัพท์
ดวงจิตที่ก่อกำเนิดในกายสังขารหนึ่งของสัตว์เดรัจฉานพึงมีกฎพื้นฐานอยู่กล่าวคือ
การดำรงชีวิตรอด และการสืบพันธ์ ( ความก้าวร้าว
และพึงพอใจในการเสพกาม) หากมนุษย์มีพิเศษต่างขึ้นมาคือ
สมองที่สามารถตอบสนองความต้องการของดวงจิตได้มากกว่าสัตว์เดรัจฉานทั่วไป
มนุษย์มีการทำงานอยู่สองระบบคือระบบอัตโนมัติ(automatic nervous
system)เช่นระบบการหายใจ ความหิว ระบบขับถ่าย เวลาปวดปัสสาวะก็ไม่สามารถกำหนดเวลาว่าอีก
หนึ่งชั่วโมงค่อยปวด และขณะปัสสาวะหรืออุจจาระจะกำหนดให้ปัสสาวะอย่างเดียวโดยรูอุจจาระปิดก็ไม่ได้
ทำไมต้องเปิดสองรูพร้อมกัน ถึงแม้ไม่มีของหนักจะออกก็ต้องมีลมออกมาแทน ห้ามไม่ได้ เขาใช้สวิทช์ตัวเดียวกัน สัญชาตญาณการเอาป้องกันภัยหรือตัวรอดและประสาทรับรู้ต่างๆร้อน
เย็น เผ็ด เจ็บ ปวด แสบ ฯลฯ กับระบบสั่งการโดยสมอง (manaul nervious system)
“แล้วจินตนาการคืออะไร
อยู่ตรงไหนของร่างกาย มีหน้าที่อะไร ใครเป็นผู้กำหนด และสำคัญอย่างไร จนสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ “
จินตนาการคือเครื่องมือของจิตที่ใช้โปรแกรมสมองเพื่อสร้างภาพความต้องการให้สมองสามารถถ่ายทอด
รวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ที่มีอยู่ หรือต้องหาเพิ่มเติม กำหนดวีธี ประมวลผล เพื่อให้เกิดแบบแปลนในอนาคตล่วงหน้าก่อนดำเนินการต่อไปอย่างใกล้เคียงที่สุดหรือ
จินตนาการคือรูบแบบของความคิดทั้งภาพนิ่ง เคลื่อนไหว องค์ประกอบสิ่งแวดล้อม
มีสีสัน เสียง อารมญ์
เกิดจากการประมวลผลของสมองจากองค์ความรู้ ฐานข้อมูลในสมอง เพื่อสร้างภาพเหตุการณ์ของอดีต
ปัจจุบัน อนาคตให้เป็นไปตามที่จิตต้องการ
แต่สมองเป็นเพียงก้อนไขมันที่ก่อเกิดจากธาตุทั้งสี่ที่คิดเองไม่เป็น
ถ้าไม่มีจิตคอยสั่งการ
มีเพียงแค่เซลส์ร้อยพันล้านเซลส์ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมมูลและสูตรประมวลผลเชิงเปรียบเทียบและวิเคราะห์
จะเริ่มทำงานเมื่อจิตกระตุ้นสั่งการ แต่จะสเปะสะปะหากไม่มีแบบแปลนที่วาดเอาใว้
นั่นคือจินตภาพหรือจินตนาการนั่นเองสมองถึงจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
การจะสร้างจินตนาการให้ดีได้ ต้องสร้างจังหวะ(Life Tempo) ให้สมองก่อน
การทำงานของสมองซับซ้อนยิ่งนักแต่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยกับการทำงานของจิตละเอียดลึกล้ำยิ่งกว่า จนสมองไม่อาจสนองความต้องการของจิตได้ทุกอย่าง
เราเคยได้ยินหรือรับรู้มาว่าสามารถใช้ศักยภาพของสมองกันได้ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของที่ทุกคนมี
หรือไม่สามารถมีความคิดอย่างฉับพลันในสถานการณ์ที่ต้องการคำตอบที่ดีที่สุด หรือความคิดความอ่านหายไปดื้อๆเมื่อเจอสภาวะคับขัน ตื่นเต้น ประหม่า ........... เพราะอะไร
เพราะจิตขาดจังหวะในการสั่งการสมอง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่
ดับไปหลายอย่างภายในจิตรวดเร็วมาก จิตเกิดวิตก กังวล
สั่งให้สมองหลั่งสารความกลัวขึ้นมา ร่างกายขับน้ำ(เหงื่อ)ออกอย่างรวดเร็วโดยไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกแม้จะเย็นแค่ไหน
เพราะจิตร้อนเกินสมองต้องทำงานอัตโนมัติขับน้ำออกมาทางรูขุมขนที่มากและเร็วที่สุดคือรูเส้นผมบนหนังศีรษะ
แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะจิตไม่ขึ้นอยู่กับสมองและร่างกาย จิตยังคงร้อนรุ่มอยู่ การดับร้อนได้ทางเดียวคือลูกน้องมือขวา
“ สติ” นั่นเองเตือนให้จิตละเอียดหรือใจเรา (แก่นของดวงจิต)ระงับความวิตกกังวล
ความกลัวต่างๆให้หายไป ถอยกลับมาสร้างจังหวะกันใหม่
(อุปสรรคของจังหวะคือความวิตกกังวล ความกลัว ความคิดด้านลบต่างๆ)
มารู้จักจังหวะชีวิตกัน
คำว่า “จังหวะชีวิต” อาจทำให้เข้าใจได้หลายอย่าง ต้องขออธิบายความเข้าใจที่หลากหลายแต่ท้ายที่สุดก็เกิดจากสิ่งเดียวกันคือสิ่งเดียวกัน
ผู้เขียนมีความเชื่อเรื่องกรรมเก่า(อกุศลกรรม) บุญเก่า(กุศลกรรม) พันธะสัญญาเดิม สิ่งเหล่านี้คือแบบแปลนชีวิตที่ถูกวางเอาไว้เดิม
โดยมีจังหวะชีวิต(หรือห้วงเวลา)เป็นกรอบให้ภาระกรรมต่างๆดำเนินไปตามแบบแปลนนั้นๆ ที่เราเคยได้ยินหรือเกิดกับตนเอง
เช่น ช่วงนี้ดวงตก ช่วงนี้ดวงกำลังขึ้น หรือที่ผ่านมาในชีวิตล้มลุกคลุกคลานกว่าจะมีวันนี้ได้ปาเข้าไปจะห้าสิบแล้วเลือดตาแทบกระเด็น
ทั้งๆที่น่าจะสบายไปตั้งนานแล้ว
เหล่านี้เป็นจังหวะชีวิตแบบหยาบที่เป็นผลที่เกิดขึ้นแล้ว
แล้วนำมากล่าวถึง แต่ในรายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์แต่ละวันที่ผ่านไปก็ยังมีจังหวะของชีวิตในสิ่งนั้นๆมากมาย เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงจังหวะของจิต
ของชีวิต บ่อกำเนิดจังหวะ ของแต่ละลมหายใจเลยทีเดียว เพราะเป็นต้นเหตุของอนาคตที่สามารถกำหนด
กรอบ แบบแปลนชีวิตที่ดีขึ้นได้ เราสามารถออกแบบแปลนชีวิตได้ด้วยการกำหนดจังหวะของชีวิตที่ดี
เพื่อการสร้างจินตนาการที่ชัดแจ้ง
สามารถทำให้เป็นรูปธรรมถ่ายทอดออกสู่โลกภายนอกได้อย่างมีคุณค่า คำว่ายอมรับในทุกสิ่งจะมากขึ้น
แต่ยอมแพ้ จะไม่มี เพราะภาพที่คุณเห็นชัดเจนคือความสำเร็จและชัยชนะ
นาฬิกาที่มี24ชั่วโมงต่อวันอันเป็นสมมุติบัญญัติที่มนุษย์สร้างให้เป็นจังหวะเวลาของสังคมจนมนุษย์หลงลืมจังหวะชีวิตของตนเอง
หรือแทบไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงแล้วภายในตัวเรานั้นจำเป็นต้องมีจังหวะของตนเอง.
เป็นเพราะเรามัวแต่หลงไปกับจังหวะของทางสังคม บุคคลอื่น
เอาจังหวะชีวิตของคนอื่นมาคอยชักนำจนไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง.
ส่วนน้อยนักที่รู้จักการสร้างจังหวะชีวิตตนเองด้วยตัวเองหรือโดยคนอื่นแนะนำแล้วนำไปปฏิบัติประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องกับตนเอง
การสร้างจินตนาการจำเป็นมากที่ต้องมีจังหวะที่ดีเป็นองค์ประกอบถึงจะให้ผลลัพท์ที่ใกล้ความเป็นจริงที่สุด จังหวะชีวิตที่กล่าวถึงนี้ต่างจากเวลาของนาฬิกาที่มี24ชั่วโมงต่อวัน 60นาทีเท่ากับหนึ่งชั่วโมง จังหวะภายในของชีวิตหรือของจิตไม่มีกฎตายตัว ไม่มีตรรกะ
มีเพียงจังหวะของลมปราณหรือลมหายใจเข้าออกเป็นกรอบให้เท่านั้น ช้า เร็ว
สั้นยามก็เพียงแค่ในกรอบของลมหายใจเข้าออก รื่นไหลไปตามอารมณ์ของจิต
ดังนั้นแต่ละคนจะมีจังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน แตกต่างกันตามการรจนาทำนอง เปรียบได้ดั่งทำนองเพลงที่ไม่มีกฎตายตัวทำนองเกิดขึ้นมาก่อนจากจินตนาการของผู้ประพันธ์
จนมีผู้คิดค้นเมโลดี้ คีย์ต่างๆตามมาทีหลังเพียงเพื่อจะทำการเข้าใจในจินตนาการท่วงทำนองเพลงเท่านั้น
เนื้อร้องที่ดีต้องมีทำนองที่สะท้อนเนื้อหาของเพลงอย่างกินใจ.
แม้กระทั้งดนตรียังต้องมีกลองเป็นตัวควบคุมจังหวะ
การจะอธิบายให้เห็นคำว่าจังหวะชีวิตนั้นไม่ง่ายเลย
แต่พอจะกล่าวได้บ้างดังต่อไปนี้
จังหวะ(ภายใน)ของชีวิตพื้นฐานโดยแท้คือจังหวะการหายใจเข้าออกที่ราบเรียบสม่ำเสมอในเวลาหลับสนิทนั่นเองการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในยึดถือจังหวะนี้เป็นเกณฑ์ในการทำงานจะให้ประสิทธิภาพสูงสุด.
การหลั่งสารต่างๆของต่อมไร้ท่อที่เชื่อมโยงกับสมองจะสมดุลย์แตกต่างกับตอนตื่นที่สมองเริ่มทำงานต่อสิ่งเร้าภายนอกทำให้จังหวะการหายใจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาประสิทธิภาพของสมองลดลงมากกว่า80%เพราะความฟุ่งซ่านความคิดรอ้ยแปดในเวลาเดียวกัน
หากเราสามารถสร้างหรือควบคุมจังหวะของชีวิตและลมปราณเราจะทึ่งในสมรรถภาพของสมองที่ถ่ายทอดเป็นกระบวนการความคิดให้เราได้รับรู้จากภายในด้วยตัวเอง.
องค์ความรู้มากน้อยที่เก็บสะสมในเซลส์ความจำในสมองที่ถูกเก็บอย่างรกรุงรังสเปะสปะจะร้อยเรียงให้เป็นหมวดหมู่.
เก็บในลิ้นชักความจำอย่างเป็นระเบียบ ดึงออกมาใช้ได้เร็วและถูกต้องแม่นยำ.
เพียงแต่ต้องมีเครื่องมือที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ที่กล่าวมาใส่จังหวะความคิดเข้าไป.
เครื่องมือที่ว่านี้คือ "จินตนาการ"
จินตนาการเปลี่ยนชีวิตได้จริงหรือ?
นิยามของจินตนาการ. ".
จินตนาการคือเครื่องมือของจิตที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณภาพนิ่งเคลื่อนไหวแสงสีเสียงละอารมย์
โดยมีสมองเป็นโรงงานผลิตและใช้องค์ความรู้(สัญญา)
ที่มีอยู่ภายในเซลส์สมองอยู่แล้วหรือพึ่งป้อนเข้าใหม่
ให้เป็นไปตามความต้องการของจิตโดยที่จิตยังแบ่งแยกออกเป็นความตัองการขงจิตหยาบและความต้องการของจิตละเอียด(ใจ)"
คนที่สามารถสร้างจินตนาการด้วยจิตที่ละเอียดมากเท่าไหร่ผลลัพท์ของจินตนาการนั้นแทบจะเป็นการทำนายอนาคตล่วงหน้าได้ไกลและแม่นยำเท่านั้น
แล้วเราใช้จิตหยาบหรือจิตละเอียดกันอยู่
และจังหวะชีวิตที่ว่ามานั้นเราตามดูรู้ทันหรือยัง แล้วเราเคยมีบ้างหรือยัง.
ถ้าไม่รู้ ไม่มี. จะสร้างอย่างไรจะรู้เท่ามันได้อย่างไรกันหนอ???? ปัจจุบันเราดิ้นรนกับชีวิตมากไปหรือป่าว
จังหวะชีวิตตอนนี้เป็นจังหวะใดหนอ เราลองหันกลับมามองดูกันก่อนไหม. เผื่อจะดีขึ้นสุขมากขึ้น. การเริ่มด้วยการ
".รู้จักคำว่า ยอม ".
แล้วผลลัพท์ที่เกิดขึ้นสัมผัสได้ทันทีคืออะไร
มาดูกันตอนต่อไป....
ก่อนจะดูตอนต่อไปขออนุญาตสอดแทรกเรื่องจิตให้เข้าใจกันเบื้องต้น
เนื่องจากจิตนี้แหละคือตัวพระเอกของเรื่อง จินตนาการทั้งหมด
“จิตคืออะไร”
จิตคือกลุ่มของพลังงานไม่มีรูปร่างมีคุณลักษณะเฉพาะตัว(unique
identity). มีความคิดมีอารมณ์ความปราถนา รักโลภโกรธหลง.
มีกรรมเป็นเชื้อให้เกิดดับ ต้องอาศัยสิงสู่กับกายอินทรีย์ที่ประกอบกันเข้าด้วยอินทรีย์ธาตุทั้งสี่คือดินน้ำลมไฟ.
หากสมมุติให้เป็นรูปจะมีลักษณะวงกลมประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กมากๆหลายอนุภาคเมื่อรวมกันจะมีแสงสว่างภายในตัว.
แต่ละดวงจิตจะมีความสุกสว่างไม่เท่ากันเนื่องจากผลกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละดวง.
เมื่อุบัติขึ้นในกายสังขารใดแล้ว อนุภาคส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งออกไปทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆภายนอกคือรูป
รสกลิ่นเสียงและสำผัสร้อนเย็น.
ประจำตำแหน่งตามกายสังขารอวัยวะที่ทำหน้าที่นั้นๆ. เช่นตาหูจมูกปากลิ้นกาย.
ส่วนจิตอีกกลุ่มที่เหลือคือจิตแท้ดั้งเดิมที่มีผลกรรมคอยกำหนดแบบแปลนในการดำเนินชีวิต.
ดวงจิตทุกดวงถึงวาระในการมาอุบัติเป็นมนุษย์ถือได้ว่ามีกุศลกรรมดีพอที่จะให้ได้เกิดมาสร้างคุณความดีจิตเดิมจึงมีความเป็นเนื้อดีเป็นองค์ประกอบและต้องชดใช้อกุศลกรรมที่เคยก่อไว้เช่นกันจิตคืออะไร
จิตคือกลุ่มของพลังงานไม่มีรูปร่างมีคุณลักษณะเฉพาะตัว(unique
identity). มีความคิดมีอารมณ์ความปราถนา รักโลภโกรธหลง.
มีกรรมเป็นเชื้อให้เกิดดับ ต้องอาศัยสิงสู่กับกายอินทรีย์ที่ประกอบกันเข้าด้วยอินทรีย์ธาตุทั้งสี่คือดินน้ำลมไฟ.
หากสมมุติให้เป็นรูปจะมีลักษณะวงกลมประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กมากๆหลายอนุภาคเมื่อรวมกันจะมีแสงสว่างภายในตัว.
แต่ละดวงจิตจะมีความสุกสว่างไม่เท่ากันเนื่องจากผลกรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละดวง.
เมื่อุบัติขึ้นในกายสังขารใดแล้ว
อนุภาคส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งออปไปทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆภายนอกคือรูป
รสกลิ่นเสียงและสำผัสร้อนเย็น.
ประจำตำแหน่งตามกายสังขารอวัยวะที่ทำหน้าที่นั้นๆ. เช่นตาหูจมูกปากลิ้นกาย.
ส่วนจิตอีกกลุ่มที่เหลือคือจิตแท้ดั้งเดิมที่มีผลกรรมคอยกำหนดแบบแปลนในการดำเนินชีวิต.
ดวงจิตทุกดวงถึงวาระในการมาอุบัติเป็นมนุษย์ถือได้ว่ามีกุศลกรรมดีพอที่จะให้ได้เกิดมาสร้างคุณความดีจิตเดิมจึงมีความเป็นเนื้อดีเป็นองค์ประกอบและต้องชดใช้อกุศลกรรมที่เคยก่อใว้เช่นกัน.หลังจากคลอดและอยู่ในช่วงวัยเด็ก
จิตหยาบยังคงทำหน้าที่แค่พื้นฐานตาดูหูฟังปากลิ้มรส. กายรู้ร้อนหนาวเท่านั้น.
เพราะจิตหยาบยังไม่แข็งแรงยังไม่มีรักโลภโกรธหลง.
จิตเดิมซึ่งเป็นจิตละเอียดก็ยังแข่งแกร่งดีอยู่หากเมื่อโตขึ้นกิเลสและสิ่งเร้ามากมายทำให้จิตหยาบพึงพอใจในรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัส.
พยายามชักจูงจิตละเอียดหรือใจนั้นให้พึงพอใจในสิ่งยั่วยวนไปตามจิตหยาบ
จิตหยาบเหิมเกริมพยายามครองความเป็นใหญ่แทนจิตละเอียด.
จากจิตที่เคยสุกสว่างถูกจิตหยาบสีเทาหม่นเริ่มกลืนจิตละเอียดมากเข้าๆ
จนจิตทั้งดวงกลายเป็นสีเทามืดมิดจิตหยาบพยายามสร้างเครือข่ายโดยรวบรวมไพร่พลของกายสังขารทุกส่วนรวมทั้งสมองซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมสั่งการแขนขาอวัยวะทุกส่วนให้กระทำการตอบสนองความต้องการของจิตหยาบ.
หลังจากโค่นขุนพลขวาของจิตละเอียดนั่นคือสติจากการที่จิตละเอียดหลงเชื้อฟังจิตหยาบและเนรเทศสติออกไป.
บัดนี้. จิตหยาบพร้อมกายสังขารที่อาศัยอยู่นี้พร้อมจะกระทำการอันเป็นมหาอกุศลกรรมต่อทุกสิ่งอย่างได้สำฤทธิ์ผลแม้กระทั้งเข่นฆ่าจิตวิญญาณดวงอื่นอย่างไม่สะทกสะท้าน
เราจะออกแบบการฝึกฝนจินตนาการกันได้หรือยัง..........ติดตามตอนต่อไป
เรื่องจิตยังไม่จบดีเลย