ทางออกของ กสทช. กรณี หมดสัมปทานคลื่นความถี่ 1800

  

            เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีนักวิชาการหลายท่านพยายามที่จะนำเสนอทาง (ตัน) ออก แก่ กสทช. สำหรับการบริหารจัดการคลื่นความถี่ 1800 Mhz ที่ถึงเวลาหมดสัมปทานในปีนี้ บนพื้นฐานทางกฎหมายที่ว่า “กสทช.” ไม่มีอำนาจในการจัดทำประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการ โทรศัพท์ เคลื่อนที่ พ.ศ.... ทว่า กระผมกลับมองมุมต่างและอยากจะชวนเพื่อนๆ นักวิชาการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางเว็ปไซต์เพื่อร่วมกันนำเสนอความคิดเห็นที่เป็นทางออก (ที่ไม่ใช่ทางตัน) แก่ กสทช.

            สมมุติฐานที่หนึ่ง กรณีเมื่อสัมปทานคลื่นความที่ 1800 Mhz ของบริษัททรูมูฟและของบริษัทดิจิตัล โฟน หมดลง และสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากคลื่นความถี่นั้นตกไปอยู่กับบริษัทการสื่อสารแห่งประเทศไทย (“กสท.”) ทาง กสท. ย่อมสามารถแสวงหาประโยชน์จากคลื่นความถี่นั้นได้ด้วยตัวเองเพราะทาง กสท. มีโครงข่ายสำหรับใช้ในการให้บริการอยู่แล้ว หรืออาจจะจ้างผู้ประกอบกิจการรายอื่นมาดำเนินการและทำการตลาดให้ก็ได้ ซึ่งกรณีนี้ผลกระทบกับผู้บริโภค คือ การเปลี่ยนแปลงตัวผู้ให้บริการ ซึ่งจะต้องมีการย้าย (Migrate) ลูกค้าของบริษัททรูมูฟ ไปยังบริษัท กสท. ซึ่งทางปฏิบัติการย้ายลูกค้านับยี่สิบล้านคนจากผู้ให้บริการรายหนึ่งไปยังผู้ให้บริการอีกรายหนึ่งคงไม่สามารถทำได้ง่ายนักอีกทั้งศักยภาพของโครงข่ายคงไม่สามารถรองรับได้ (เทียบเคียงกับกรณีการคงสิทธิเลขหมายของผู้บริโภคที่จำกัดจำนวนการย้าย/วัน) ซึ่ง กรณีนี้เห็นว่าบริษัท กสท. จ้างผู้ประกอบการรายเดิม (บริษัท ทรูมูฟ) ให้เข้ามาดำเนินการแทนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะการจ้างให้บริษัท ทรูมูฟ เข้ามาดำเนินการแทนนั้นมิน่าจะเป็นการตีความว่าเป็นการขยายสัมปทานให้กับบริษัท ทรูมูฟ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะติดปัญหาทางกฎหมายตรงที่ว่าเป็นกรณีของการร่วมทุนซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของ พรบ. ร่วมทุนหรือไม่  

              สมมุติฐานที่สอง  กรณีเมื่อสัมปทานคลื่นความที่ 1800 Mhz ของทรูมูฟและดิจิตัล โฟน หมดลง และสิทธิในการบริหารจัดการคลื่นความถี่นั้นตกไปอยู่กับ กสทช. ในฐานะองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่ควรจะต้องนำมาจัดสรรใหม่อีกครั้งหนึ่งอาจจะเทียบเคียงได้หรือไม่กับ “การขอคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่” (refarming of spectrum) ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้มิใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะในต่างประเทศเคยมีปรากฏการณ์ที่องค์กรกำกับดูแลทำการขอคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่แล้ว ทว่าอาจจะแตกต่างกันอยู่บ้างตรงที่ประเทศไทยนั้น องค์กรกำกับดูแลไม่ได้ขอคืนคลื่นความถี่แต่เป็นการคืนคลื่นความถี่เมื่อหมดสัมปทาน

               หลักการพื้นฐานของการขอคืนคลื่นความถี่เพื่อนำไปจัดสรรใหม่นั้น ก็เพื่อนำคลื่นความถี่ที่ขอคืนนั้นไปบริหารจัดการร่วมกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นเพื่อให้ได้มูลค่าและการใช้งานคลื่นนั้นๆ มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งในประเทศไทยเองทางฝั่งกิจการกระจายเสียงก็กำลังดำเนินการอยู่ที่เรียกกันว่า”ทีวีดิจิตัล” กล่าวคือ เป็นการขอคืนคลื่นความถี่เดิมที่ใช้ในกิจการโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกเพื่อนำไปใช้ในกิจการประเภทอื่นที่เห็นว่ามีศักยภาพมากกว่า ขณะที่กิจการโทรทัศน์ก็ถูกย้ายมาให้บริการในอีกคลื่นความถี่หนึ่งและอีกระบบหนึ่งซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่นเดียวกันกับกรณีของคลื่นความถี่ 1800 Mhz ที่แต่เดิมเป็นการให้สัมปทานสำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมก้าวหน้ามากขึ้นและมีระบบ 3G, 4G หรือ NGN ก้อตาม ซึ่งการใช้งานมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบ 2G และมีความคุ้มค่าในด้านการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่มากกว่า บางประเทศก็ขอคืนคลื่นความถี่ที่ใช้ในระบบ 2G เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ซึ่งอาจจะจัดสรรให้กับผู้ประกอบการรายใหม่หรือผู้ประกอบการรายเดิมก็ได้

             อนึ่ง การขอคืนคลื่นความถี่นั้นมีผลกระทบมากมายทั้งต่อผู้ให้บริการรายเดิมและต่อผู้บริโภค ซึ่งมาตรการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะมีได้หลายช่องทาง เช่น การเยียวด้านการชดเชยอายุใบอนุญาตที่เหลืออยู่สำหรับผู้ประกอบการรายเดิม หรือการชดเชยเป็นเงินสำหรับผู้บริโภคกรณีที่จะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์เพื่อสามารถปรับใช้กับเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น ดังเช่น ในกิจการกระจายเสียงที่จะมีการแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อโทรทัศน์ในระบบดิจิตัล เป็นต้น ซึ่งหากถามว่าอะไรคือมาตรการเยียวยาผู้บริโภคที่ดีที่สุดก็น่าจะต้องพิจารณาในแต่ละกรณีไปว่าผู้บริโภคจะได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องอะไร  

             กลับมาเรื่องสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 Mhz ที่กำลังจะหมดลงและ กสทช.จะนำไปจัดสรรเพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคม (ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น) จะมีผลให้มีผู้ใช้บริการที่อยู่ในระบบดังกล่าวตกค้างอยู่เกือบยี่สิบล้านคน ซึ่งหาก กสทช. ไม่ดำเนินการใดๆ เลยก็คงจะเกิดอาการซิมดับอย่างที่กลัวๆ กันเพราะไม่มีตัวผู้ให้บริการ ซึ่งในเรื่องนี้เห็นว่าเมื่อ กสทช. นำคลื่นความถี่เดิมมาจัดสรรในกิจการโทรคมนาคมและเมื่อได้ตัวผู้ประกอบการแล้วลูกค้าจำนวนดังกล่าวก็จะสามารถย้ายไปในระบบใหม่ได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเพราะเห็นในบางประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายลูกค้าจากระบบ 2G ไปสู่ระบบ 3G[1]ดังนั้น ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนผ่านระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการบนคลื่นความถี่ 1800 Mhz นั้น กสทช. ก็ต้องหามาตรการมารองรับความเดือดร้อนเสียหายของผู้บริโภคซึ่งเป็นที่มาของการจัดทำประกาศ เรื่อง ประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการ โทรศัพท์ เคลื่อนที่ พ.ศ....

             อนึ่ง กับคำถามที่ว่าเหตุใด กสทช. จึงไม่ดำเนินการก่อนที่สัมปทานจะหมดไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์หรือการจัดประมูลก็ดี ส่วนตัวเห็นว่าหากมีการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าของบริษัท ทรูมูฟ เปลี่ยนตัวผู้ให้บริการนั้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงกับรายได้ของบริษัท ทรูมูฟ กับรายได้ที่บริษัท กสท. ควรจะได้รับจากส่วนแบ่งสัมปทานและคงจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้รับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และในประเด็นที่ว่าควรจะจัดการประมูลก่อนที่สัมปทานจะหมดลงนั้น ส่วนตัวเห็นว่า ไม่มีความแน่ชัดว่าเมื่อหมดสัมปทานแล้ว คลื่นความถี่ดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของ กสทช. หรือไม่ ซึ่งหากคลื่นดังกล่าวมิได้อยู่ในมือของ กสทช. แต่เป็นสิทธิของ กสท. ในการนำไปแสวงหากำไร กสทช. ย่อมไม่มีอำนาจในการนำมาประมูล

           จากบริบทดังกล่าวประกอบกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว เห็นว่าทางที่ กสทช.เลือกคือ การออก ประกาศ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการ โทรศัพท์ เคลื่อนที่ พ.ศ....เป็นทางออกที่ดีที่สุดและเป็นดุลพินิจของ กสทช. ในการเลือกใช้มาตรการเยียวยาความเสียหายที่จะเกิดขึ้น



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กฎหมายโทรคมนาคม



ความเห็น (0)