คนเราโดยส่วนใหญ่จะมองและเข้าใจว่าความรู้สึกที่อยู่ในด้านไม่ดีเท่านั้นคือ “ความทุกข์” เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความไม่ชอบ ความเสียใจ เสียความรู้สึก ความหิว เป็นต้น ส่วนความรูสึกที่อยู่ในด้านดีตรงกันข้ามกับข้างต้นเป็น “ความสุข” เช่น ความไม่โกรธ ความรัก ความชอบ ความดีใจ รู้สึกดี กินอิ่ม เป็นต้น แท้ที่จริงแล้ว “ความทุกข์” เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นทุกข์ในโลกนี้ หากแต่เพียงบางอย่างเป็นความทุกข์ที่เร้นลับและถูกปนเปื้อนจนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป มองไม่ออก
“ความทุกข์ในรัก” ในที่นี้จะขอกล่าวถึงในส่วนของรักทางกามารมณ์ ซึ่งทุกข์ในเรื่องดังกล่าวมีอยู่หลายรูปแบบทั้งแบบขาจรและถาวร ซึ่งแบบขาจรก็อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีความคิดความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่องชั่วครั้งชั่วคราว จนท้ายที่สุดก็กัดกินจนฝังรากลึกลงสู่ก้นบึ้งหัวใจสะสมจนกลายเป็นเรื่องถาวร นำไปสู่ปัญหารักร้าว ซึ่งถ้าหากเป็นคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกัน ก็อาจจะถึงขั้นรุนแรงมีการเลิกราหย่าร้างกัน แต่ถ้าหากเป็นเพียงคู่รักก็กลายเป็นอดีตแฟนไป โดยเฉพาะ “ความรัก” ของสังคมในปัจจุบันเรียกได้ว่า มีความรุนแรงในรักเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะภาวะแวดล้อมในสังคมที่แปรเปลี่ยนไปทำให้ช่องว่างระหว่างศีลธรรมกับการถูกครอบงำโดยกิเลส ห่างออกจากกันไปเรื่อย ๆ โดย ความรักที่ถูกครอบงำโดยกิเลสในลักษณะของมายาคติแห่งการยึดติด ความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของคนที่ตนรัก ยึดติดว่าเขาต้องเป็นของเราเพียงคนเดียวตลอดไป สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นสารปนเปื้อน (ความทุกข์) ที่สั่งสมที่ละเล็กทีละน้อยในห้วงของความสุขแห่งรัก เมื่อถึงคราที่ต้องเลิกรากันไปก็เกิดสารปนเปื้อนที่สะสมอยู่ก็จะออกฤทธิ์ทำงานจนบดบังสติความสำนึกผิด-ชอบ ชั่ว-ดี นำไปสู่การทำร้ายร่างกายหนักสุดจนถึงขั้นทำลายชีวิต ดังข่าวสารตามสื่อต่าง ๆ ที่เราเสพอยู่ทุกวันในปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นเพราะอำนาจแห่งกิเลสพิษรักแรงหึง ที่เข้ามาบดบังทำให้ขาดสติสัมปะชัญญะ
ในภาวะปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่า ความรักแยกออกจากเรื่องของกามารมณ์ได้ยาก มักเป็นสิ่งที่จะต้องควบคู่กันไปเสมอโดยเฉพาะในสังคมวัยรุ่นปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ามีทั้งเรื่อการมั่วเพศ การเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นต้น ซึ่งมูลเหตุของค่านิยมดังกล่าวท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ การท้องขณะที่เรียน รวมไปถึงการทำแท้ง สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็นปัญหาและเป็นความทุกข์ทางสังคมไทยเป็นอย่างมากในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัญหาดังกล่าวก็ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบค่านิยมอันผิด ๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่อง ปกติ ในสังคมปัจจุบัน ภายใต้เงื่อนไขทางปัจจัยเหตุของภาวะแวดล้อมที่มีส่วนกระตุ้นและวัยรุ่นสามารถเข้าถึงได้ง่าย
เรื่องความรักถือได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญกับชีวิตถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่ผิดธรรมชาติก็คือ คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจตามความเป็นจริงในเรื่องดังกล่าว เพราะมีปัจจัยมูลเหตุหลายประการดังที่กล่าวมาแล้วคอยปนเปื้อนในความรักอยู่ตลอดเวลาจนนำไปสู่วังวนแห่งทุกข์ คนในสังคมควรตระหนักและทำความเข้าใจให้ลึกมากขึ้นถึงเรื่องดังกล่าวให้ดี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าบทบรรยายโดยท่านภิกขุเขมานันทะ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๑๘ ใน “ชีวิตกับความรัก” ซึ่งถึงแม้ว่าจะล่วงเลยมากว่าสามทศวรรษแล้ว แต่กาลเวลาและภาวะแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไปเฉกเช่นปัจจุบันก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหาสาระสำคัญดังกล่าวตกยุคหรือล้าสมัยกลับจะมีประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้เข้าใจปัญหาในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
“ความรักจะต้องไม่หมายถึงการเรียกร้องหรือรุนแรง ความรักจะต้องไม่หมายถึงการพร่องอยู่ข้างใน แล้วเพื่อจะหาตัวบุคคลอื่นมาเติมให้เต็ม ความรักจะต้องหมายถึงความเต็มเปี่ยมและล้นออกไปสู่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นความรักจะต้องหมายถึงการ ให้ ไม่ได้หมายถึงการ เรียกร้อง เลย ถ้าว่าความรักเป็นการเรียกร้องนั่นมิใช่ความรัก แต่ท่านกำลังขาดความรักต่างหาก”
“ความรักที่แท้จริงจะต้องไม่หมายถึงการเข้าไปผูกพันชนิดนั้น แต่ความรักที่แท้จริง จะต้องหมายถึงการปลดปล่อยซึ่งกันและกันให้มีอิสรภาพ นี่ต้องระวังให้ดีเดี๋ยวจะแย้งว่าเมื่อปลดปล่อยจากกันและกันแล้วจะรักกันไปทำไมให้เสียเวลา ปลดปล่อยหมายความว่า ความรักนั้นมีอยู่ ยังมีชีวิตคู่ซึ่งให้อิสรภาพซึ่งกันและกัน ให้ต่างฝ่ายต่างได้มีเวลาแห่งความสุข มีเวลาในทางศาสนกิจของตน และผูกพันรักกันด้วยสายสัมพันธ์คือ ธรรมะ อันเป็นเครื่องปลดเปลื้องความขุ่นเคืองทั้งปวง ให้ได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง เหมือนกวีท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าฟังทีเดียวว่า ของให้หญิงชายคู่รักทั้งหลายนั้นเป็นเหมือนสายพิณที่อยู่คนละสาย แต่เมื่อบรรเลงเพลงแล้วมันบรรเลงเพลงเดียวกัน”
ท้ายที่สุดท่านสรุปคำเตือนต่าง ๆ ไว้คือ
“จำเป็นเหลือเกินที่ท่านต้องแสวงหาความรักก่อนที่จะมีคู่รัก ตรงนี้ระวังให้ดีมันจะเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่มันเปิดดวงตาของหนุ่มสาวได้จนกว่าพระธรรมจะมาเปิดดวงตานั้นให้ และเขาจะเริ่มเห็นความรัก เริ่มเข้าใจความรัก ก็คือว่าท่านต้องแสวงหาความรักก่อนที่จะพบคู่รัก”
“ที่ว่ารักแท้จริง ๆ นั้นคืออย่างไรกันแน่ รักจริงนั้นจะต้องหมายถึงการลด ตัวกู ลงอย่างฉับพลัน”
“ท่านจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งที่เรียกว่าความรักมันจะกลายเป็นรักกันเพื่อความพินาศ ความรักเช่นนี้มันก็คือการฝากความหายนะไว้ให้แก่กันและกัน และในที่สุดชีวิตรักจะจบลงด้วยความโศก”

และอีกหนึ่งหลักคำสอนในเรื่องดังกล่าวของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นแสงสว่างนำทางทำให้เราเข้าใจในเรื่องความรักคือ
พื้นฐานของความรักที่แท้จริงคือ ความเมตตา
“เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำใจของเราไว้บ่อย ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย หัดไว้ให้เป็นกิจ เป็นนิสัย เป็นกิจประจำวัน เห็นใครก็ต้องหัดนึกว่า ขอให้เขาเป็นสุข ขอให้มีความเจริญ ขอให้มีความก้าวหน้าในชีวิต ในการงานด้วยประการต่าง ๆ ให้เราหัดนึกหัดแผ่ไปในรูปอย่างนั้น อยู่คนเดียวก็ต้องหัดนึกไว้ แผ่เมตตาไปในทิศตะวันออก ในทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ เบื้อบน เบื้องล่างตลอดออกไป เอาเราเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วให้มันแผ่รัศมีเป็นวงกลมออกไปทั่วทุกทิศ เมื่อใครมาประสบพบเห็นเข้า เขาก็จะเกิดความสบายใจ เราเองก็สบายใจ เพราะอาศัยความเมตตาซึ่งเป็นความรักที่ถูกต้อง”
ความรักที่ไม่ถูกต้อง ทำชีวิตให้ตกต่ำ
“ทีนี้คนเรามันไม่มีความรักประเภทที่ถูกต้อง มักจะมีกันแต่ความรักประเภทราคะ โทสะ โมหะ หนุนหลัง รักด้วยราคะ คือ การต้องการที่จะมีจะได้ นี่เรียกว่าราคะหนุนหลัง เมื่อมีราคะหนุนหลังก็เกิดโทสะตามมา โทสะมันเกิดเพราะอะไร ? เกิดเพราะไม่ได้ดังใจ ไม่ได้เหมือนใจ ไม่ได้ทันใจ มีอะไรมาขัดขวางให้ไม่ได้ดังประสงค์ เราก็เกิดโทสะ คนมาขัดขวางเราก็โกรธคน มีวัตถุมาขัดขวางเราก็โกรธวัตถุ ฝนตกเราก็โรธฝน ลมพายุพัดเราก็โกรธลม แดดออกเราก็โกรธแดดว่ามันร้อนเกินไป ว่ามันเย็นเกินไป มันอย่างนั้น มันอย่างนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดโทสะ เกิดความหงุดหงิดงุ่นง่านในด้านจิตใจแล้วต่อไปก็เกิดความมืดบอดที่เรียกว่าโมหะ โมหะน่ะคือความมืด... มืดแปดด้าน มืดจนมันมองอะไรไม่เห็น ไม่รู้อะไรมันเป็นอะไร ไม่รู้ว่าสิ่งนี้ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ เสื่องหรือเจริญ หรือว่าจะเป็นเหตุให้เกิดอะไรขึ้นในชีวิตของเรา เราไม่รู้ไม่เข้าใจเรียกว่าเกิดความหลงผิด หลงผิดแล้วมันก็เกิดปัญหา ตัดทำลายอนาคตของชีวิตของเรา เหมือนกับเด็ก ๆ ที่ยังเป็นนักเรียน อยู่ในวัยของการศึกษา แต่ไม่สนใจในการศึกษาเล่าเรียน ไปหลงใหลในเรื่องอื่น หลงการเที่ยว หลงการเล่น หลงในการเกียจคร้าน ไมทำอะไร คิดว่ามันสบายแล้ว ที่กล่าวมานี่แหละคือความหลงผิดมันเกิดขึ้นในใจ พอเกิดความหลงขึ้นแล้วก็เพลินอยู่ในความหลงนั้น”
ในชีวิตของคนเราบางครั้งมั่วยุ่งวุ่นวายอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องและเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเอง หากว่าเราลองให้เวลากับตัวเองนึกทบทวนนัยยะ “ความรัก” ของเราเองว่าเป็นแบบไหน ? และสิ่งเหล่านั้นเรียกว่าเป็นความรักหรือไม่ ? ก็น่าจะนำพาให้ชีวิตไปสู่ความสวัสดี...
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยนะครับว่า ความรักของคนในยุคปัจจุบันดูน่ากลัวมากขึ้น
แยกชั่ว-ดีไม่ออก สามารถทำอะไรลงไปโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น
ผมว่า น่ากลัว หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากข้องแวะเหมือนกันครับ
ขอบคุณแ่ง่คิดครับ ;)...
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆให้เรียนรู้ครับ
ขอบคุณ อาจารย์Wasawat และ คุณ พ. แจ่มจำรัส มากครับที่แวะมาเยี่ยม
และขอบคุณกำลังใจที่ทุกท่านส่งผ่านมาให้ทางดอกไม้มากครับ...:)
ละแล้วซึ่งความรักค่ะ
ละแล้วซึ่งทุกข์ค่ะ (แต่ยังได้ไม่หมด 555 )
ขอบคุณค่ะ
เป็นสิ่งที่นำมาบอกเล่าที่ดี...ขอบคุณครับ..........
ที่ใดมีรัก.....ที่นั่นมีทุกข์
ใครจะรักแล้วทุกข์หรือสุข อันนี้คือสิ่งที่แตกต่างกัน
ถ้ารักอย่างมี "สติและปัญญา" ก็จะเข้าใจในสิ่งที่รัก
ความรัก ต้องมีพื้นฐานของความเข้าใจ
ความรักเป็นสิ่งงดงาม
ความรักทำให้ชีวิตเจริญ งอกงามได้
ความสุขที่ได้รักมันจะหล่อเลี้ยงหัวใจของเรา
บางครั้งถึงแม้ว่าคนที่อยู่กับเราจะทำให้เรารู้สึกแย่
ทำอะไรที่น่าชัง ถ้าเราเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็นเราก็จะไม่เข้าไปทุกข์
ความรักถ้าปราศจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้
รักด้วยจิตที่เมตตาและปราศจากเงื่อนไข
ความรักก็จะทำให้เรามีความสุขได้
ทำให้โลกสวยงามและสงบเย็น
แต่ถ้าความรักนั้นเต็มไปด้วยตัณหา ราคะ และเงื่อนไข
ความรักนั้นก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์
ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตได้พูดถึง “ความรัก” ในคอนเสิร์ตเปียโนการกุศล “ดนตรีแห่งสติ"ไว้ตอนนึงว่า "ถ้ารักใครก็ขอให้เข้าใจสิ่งที่รักให้มากและมีสติปัญญาที่จะรู้ว่า ความรักที่มีความสุขที่ได้รักมันจะหล่อเลี้ยงใจของคนที่กำลังมีความรัก ส่วนคนที่ถูกรัก ถ้ามีคนที่รักเรา แล้วก็ไม่ได้มาครอบครองยิดถือเรา ความรักก็ยังมีอิสระภาพ" แค่เพียงเราได้รัก แล้วเห็นสิ่งที่เรารักนั้น เป็นอย่างที่เขาเป็น แล้วใจของเราไม่เป็นทุข์ ก็แสดงว่าความรักของเรามีวสติปัญญาขึ้น "
ถ้าเป็นความรักแบบกุศลก็น่าจะมีความสุข เพราะความรักนั้นไม่มีเงื่อนไขผูกมัด แต่ต้องอาศัยการยอมรับตัวเองเป็นสำคัญ มีความเมตตาสูงแตกต่างจากความรักทั่วไป ที่มักมีเรื่องความผูกพันและเรื่องเพศ(sex) มาเกี่ยวข้องซึ่งนำไปสู่ความทุกข์
ความรักไม่ได้ทำให้ทุกข์เสมอไป ถ้ามีสติและปัญญาที่จะรักก็ทำให้มีความสุขและเป็นอิสระได้
บุญรักษาค่ะ
ขอบคุณ คุณBright Lily คุณtuknarak คุณชนะ และคุณบุญรักษา มากครับที่แวะมาให้กำลังใจและได้ฝากข้อคิดดี ๆ ไว้
ขอบคุณมากครับ...:)