การประเมินโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวแปล๊บๆ ก็ถึงกำหนดครบรอบประเมินการคงอยู่ของคุณภาพของโรงพยาบาลสายใยรักระดับทองที่ได้รับกันไปเมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว  หนึ่งในนั้นก็มีโรงเรียนพ่อแม่เกาะเกี่ยวไปด้วย....แต่ปีนี้พาเกณฑ์การประเมินใหม่ของกรมอนามัยไป  ซึ่งการประเมินโรงเรียนพ่อแม่ก็เข้มข้นขึ้น เพราะเราต้องได้มาตรฐานของ" ANC แนวใหม่" และ "WCC คุณภาพ" 

         โดยส่วนตัวก็เลยพยายามมองแบบประยุกต์ให้พี่ๆน้องๆในรพช...ที่มีภาระงานมากมาย  ทำงานได้ง่ายขึ้น อย่างมีคุณภาพและผ่านมาตรฐานด้วย  จากการนิเทศประเมินรอบนี้ก็เลยเจอมุมมองดีๆ ที่อยากให้ลองเลือกใช้ดู....

ในหญิงตั้งครรภ์

# วันฝากครรภ์รายใหม่ : หลังจากให้คำปรึกษาก่อนเจาะเลือด ก็ส่งตรวจฟัน ตรวจหัวนมลานนม ตรวจภายใน ประเมินความเครียด

# วันฟังผลเลือด : แจ้งผลเลือด ก็เข้าโรงเรียนพ่อแม่เป็นกลุ่มได้(บางส่วนก็ยังดี...ส่วนรายที่เหลือสอนเป็นรายบุคคลไป)

-  เรื่องทันตสุขภาพ : เหตุผลที่กำหนดอายุครรภ์ในการรักษา,ผลกระทบของเหงือกอักเสบ ฟันผุที่มีต่อการคลอดก่อนกำหนด,แนะนำการแปรงฟันและการใช้ยาสีฟันอย่างถูกวิธี(ถ้าฝึกปฏิบัติกับโมเดลได้ก็ดีมาก)

- เรื่องการกินยา : วิธีการกินยา triferdine และส่วนประกอบสำคัญของยาที่มีธาตุเหล็กและไอโอดีน ที่ช่วยป้องกันไม่ได้ลูกปัญญาอ่อน และสมองทึบ

- เรื่องอาการผิดปกติที่พบในไตรมาสแรกและต้องมาโรงพยาบาลก่อนวันนัด  และการดูแลตัวเองเบื้องต้นก่อนมาโรงพยาบาล : การแพ้ท้องมาก การมีเลือดออกทางช่องคลอด

       โดยรวมวันนี้ในส่วนของโรงเรียนพ่อแม่เต็มที่ก็ไม่น่าเกิน 45 นาที

# เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ : เป็นระยะที่นัดกลับมาโรงพยาบาลเพื่อทำ ultrasound อาจจัดสรรเวลาเข้าโรงเรียนพ่อแม่เป็นกลุ่มได้ (บางส่วนก็ยังดี...ส่วนรายที่เหลือสอนเป็นรายบุคคลไป)

- เรื่องโภชนาการ : การกินอาหารบำรุงทารกในครรภ์ เน้นธาตุเหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน และแก้ปัญหาอาการแสบลิ้นปี่ จุกเสียดยอดอกจากพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม  และเชื่อมโยงกับการกินยาในครั้งก่อนได้เลย

- เรื่องการส่งเสริมพัฒนาการทารกในครรภ์ : ทารกในแต่ละช่วงอายุครรภ์ทำอะไรได้เป็นพิเศษ  ควรลูบท้อง พูดคุยกับลูกอย่างไร แล้วก็สอดแทรกเรื่องความเครียดที่มีผลต่อทารกอย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง ความเครียดไปยับยั้งการ สร้าง DNA อาจก่อให้เกิดความพิการในทารกได้

      ระยะนี้เหมาะกับการสอน 2 เรื่องนี้เพราะเริ่มกินได้...ลูกก็เริ่มดิ้น  แถมเพิ่งทำ ultrasound มาเห็นลูกดุ๊กดิ๊กมา ความสนใจน่าจะดี  และดึงคุณพ่อมาร่วมด้วยได้ง่าย

# เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 24 สัปดาห์: ก็เริ่มแก้ไขหัวนมลานนมได้  ไม่ควรแก้ไขตั้งแต่มาฝากครรภ์ครั้งแรก (ประเด็นนี้เจอบ่อย) เพราะอย่าลืมว่า การกระตุ้นหัวนม ทำให้มดลูกหดรัดตัวนะ เราจะบาปกันแบบไม่เจตนาซะ

# เมื่ออายุครรภ์ประมาณ 28 สัปดาห์ : ก็เริ่มสอนการนับลูกดิ้น และการลงบันทึก

              ในระยะ 24-28 สัปดาห์ อาจเลือกซักวันเพื่อฝึกออกกำลังกาย (เน้น!!! ขอให้มีการฝึกมากกว่าการดูซีดี หรือแจกเอกสารโดยไม่ฝึกปฏิบัตินะ)  และสำคัญอีกประเด็น คือ อย่าลืมคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ ก่อนส่งเข้ามาออกกำลังกาย มิฉะนั้นก็อาจสร้างบาปได้อีกเช่นกัน  ถ้าไปสร้างปัญหามากกว่าส่งเสริมสุขภาพ

# เมื่อมาเจาะ lab ครั้งที่ 2 ก่อนคลอด : เป็นระยะที่อายุครรภ์ประมาณ 32 สัปดาห์ขึ้นไป ครั้งนี้น่าจะสอนเป็นกลุ่ม เพราะคนท้องหลังจะได้แลกเปลี่ยนกับท้องแรกได้

- เรื่องเตรียมตัวก่อนคลอด : อาการนำคลอด,อาการผิดปกติที่ต้องมาโรงพยาบาลก่อนนัด และการดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น มีน้ำเดินทาง มีเลือดออกทางช่องคลอด ลูกดิ้นน้อย ท้องแข็งก่อนกำหนด ตั้งครรภ์เกินกำหนด และครรภ์เป็นพิษ (ที่เดี๋ยวนี้ยกตัวอย่างง่ายมาก : ให้นึกถึงคุณดาวมหาลัย ...ทุกคนก็อ๋อ!!)

- เรื่องเตรียมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ : ประโยชน์นมแม่ (กระตุ้นให้กลุ่มบอกแล้วเราเสริม),4 ดูด,การฝึกท่าอุ้มในท่านั่งทั้ง 3 ท่า  และอาจเกริ่นบอกเรื่องการบีบเก็บน้ำนมแม่คร่าวๆ (เพราะภาคปฏิบัติจะอยู่ที่หลังคลอด)

     สำคัญครั้งนี้ต้องมีการฝึกทักษะการอุ้มทุกคน ฉะนั้นก็ต้องมีตุ๊กตาหัดอุ้มให้มากพอ

     ในส่วนของกิจกรรมที่จะดึงคุณพ่อมาเข้าโรงเรียนพ่อแม่...ก็อาจจัดกิจกรรมการนวด,กิจกรรมการทัวร์ห้องคลอดที่ให้สามีเข้าห้องคลอดในขณะที่กำลังคลอด,การให้สามีช่วยดูภรรยาอุ้มตุ๊กตาให้ถูกวิธี,การทำเสื้อคุณพ่อตั้งครรภ์ให้ทดลองใส่,การทำการ์ดเชิญคุณพ่อมาเข้าร่วมกิจกรรม

    ในส่วนของการประเมินผล  อาจประเมินคร้ังเดียวก่อนเมื่อมาฟังผลเลือดจากการตรวจ lab ครั้งที่ 2 ซึ่งดูตามแบบสัมภาษณ์ผู้รับบริการในมาตรฐานสายใยรัก

     ก็ลองเสนอจากสิ่งที่พบจากหลายๆ โรงพยาบาลที่เข้าประเมินในปีนี้  แล้วพบว่าทำได้ดีหลายแห่ง ลองดูนะ  เพราะการสอนเป็นกลุ่มจะช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนมีความรู้ แต่ความรู้อาจไม่ได้ update และหน้าที่นี้เป็นของเราในการสร้างความทันสมัยและถูกต้อง อย่างกระชับ อย่าสอนมากเกินไป แล้วสำคัญกระบวนการสอนที่ดีควรเกิดจากตัวผู้เรียนเอง..ควรใช้กระบวนการกระตุ้นกลุ่มให้พูด แล้วเราสรุป