ความเพียรในฝ่ายโพธิ

ณัฐรดา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเพียรไว้ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร คำว่า “ความเพียร” นี้ ในภาษาไทย เรามักเรียกว่าเพียร หรือ พยายาม เหมือนๆกัน แต่ในภาษาบาลี มีหลายคำสำหรับใช้ในที่ต่างๆ

ความเพียรในเบื้องต้นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า อุตสาหะ บ้าง (น่าจะเพราะอุสสาหะมีความหมายว่า “งอกขึ้น” ด้วย) ปธาน (ความเพียรเป็นเครื่องตั้งไว้, ความเพียรอันบุคคลพึงตั้งไว้, ความเพียร, ความพยายาม, ความหมั่น, ความขยัน, เบื้องต้น,เลิศ,ใหญ่ อุดม) บ้าง 

สำหรับกระบวนการของความพียรในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้, ธรรมเกื้อหนุนแก่อริยมรรคอันประกอบด้วย สัมมัปปธาน ๔, สติปัฏฐาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๗ และ มรรคมีองค์ ๘) มีชื่อเรียกไปต่างๆตามลักษณะของความเพียร นั่นคือ ปธาน,วิริยะ และ วายาม

เมื่อเราเริ่มทำอะไรสักอย่างด้วยความศรัทธา เช่น เมื่อศรัทธาจึงเข้าหาสัตตบุรุษ จึงได้ฟังธรรม จึงทรงจำไว้ จึง เมื่อพิจารณาธรรมตาม เพราะ “ธรรมนั้นทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ฉันทะ ย่อมเกิด ตามที่ปรากฏในกีฏาคิลิสูตร* (ดังเช่น อุปติสสะมาณพ หรือพระสารีบุตรในเวลาต่อมา เห็นพระอัสสชิเดินบิณฑบาตรอยู่ด้วยกิริยาอันสำรวมก็เลื่อมใสศรัทธา จึงเดินตาม รอจนได้โอกาสเหมาะก็เข้าไปหา จึงได้ฟังธรรมและใคร่ครวญตามจนเห็นแจ้งแม้พระอัสสชิจะแสดงธรรมโดยย่อ)

การพิจารณาธรรมในพุทธศาสนาเพื่อไตร่ตรองตามธรรม ก็เท่ากับเป็นจุดเริ่มของปัญญา เมื่อมีฉันทะ ย่อมพยามค้นหาความจริง เมื่อพบแล้ว ก็ย่อม “ตั้งตนไว้ในธรรมนั้น” จึงพยายามละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นใหม่, ริเริ่มกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดและรักษาตลอดจนทำให้ไพบูลย์ ซึ่งความพยายามเหล่านี้ คือ สัมมัปปธาน ๔

 

สัมมัปปธานนี้เป็นองค์ธรรมที่ต้องมีตั้งแต่เริ่มต้นไปจนกระทั่งจบพรหมจรรย์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเอสนาทิสุตตทสกสูตรว่า สัมมัปปธาน นอกจากจะเป็นการเจริญเพื่อละการแสวงหากาม ภพ และ พรหมจรรย์ แล้ว ยังเพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่ออุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (ราคะ, อรูปราคะ, มานะ, อุทธัจจะ และ อวิชชา)

 

การที่ฉันทะเกิดขึ้นแล้ว เท่ากับได้เริ่มต้นการศึกษาในพุทธศาสนาแล้ว ซึ่งฉันทะนั้น ก็คือองค์ธรรมหนึ่งในหลักอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) นั่นเอง และน่าจะมาจากคำตรัสที่ว่าหากปรารภอิทธิบาท ๔ ก็เท่ากับปรารภมรรคมีองค์ ๘ ท่านพุทธทาสจึงให้ความเห็นว่าอิทธิบาท ๔ เป็นกระบวนการทั้งหมดของพระพุทธองค์ตั้งแต่เริ่มต้นแสวงหาจวบตรัสรู้ องค์ธรรมต่างๆนอกจากฉันทะแล้วเป็นเรื่องของเป็นความเพียรทั้งหมด เพียงแต่จะเน้นไปในทางใด คือ หากเน้นไปที่กำลังกายก็เป็นวิริยะ เน้นไปที่จิต เป็นจิตตะ เน้นไปที่ปัญญา เป็นวิมังสา (พุทธทาสภิกขุ โพธิปักขิยธรรม ธรรมแห่งการรู้แจ้ง ๓๗ ประการ หน้า ๒๕)

พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการฝึกสมาธิ การเป็นอยู่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เพราะ เมื่อจิตเป็นสมาธิ จะรู้เห็นได้ตามที่เป็นจริง อิทธิบาทจึงมักตรัสผูกพันกับสมาธิ เช่น เมื่อฝึกสมาธิด้วยฉันทะจนจิตเป็นสมาธิ ตรัสเรียกสมาธิที่ได้ว่าฉันทสมาธิ เมื่อได้ด้วยวิริยะ ตรัสเรียกว่าวิริยสมาธิ เป็นต้น และเมื่อใช้จิตที่เป็นสมาธินั้นไปพิจารณาสภาวธรรมตามหลักของสัมมัปปธาน ตรัสคำว่าปธานสังขารเติมขึ้นมา เช่น วิริยสมาธิปธานสังขาร, วิมังสาสมาธิปธานสังขาร เป็นต้น (ดังที่ตรัสไว้ในฉันทสมาธิสูตร)

และหากเจริญอิทธิบาทจนจิตเป็นสมาธิและประกอบด้วยปธานสังขาร หมายรู้ว่าเบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง (รวมทั้งในทางกลับกัน) ให้มากจะมีอานิสงส์มากคือให้ได้ฤทธิ์ ให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ (วิภังคสูตร)

 

ที่ว่าเบื้องหน้าเหมือนเบื้องหลัง เบื้องหลังเหมือนเบื้องหน้า หมายความว่าธรรมที่ทรงจำไว้ รู้แจ้งดีแล้วด้วยปัญญา คือที่ทรงจำมาแต่หนหลังก็เหมือนที่รู้อยู่ตรงหน้า และรู้ว่าแต่นี้ต่อไปหรือก็คือเบื้องหน้าจะตั้งตนไว้ในธรรมที่ได้รู้แล้วในขณะจิตที่ผ่านมา หรือก็คือเบื้องหลังแห่งขณะจิตนี้นั้น

 

ที่ว่าเบื้องบนเหมือนเบื้องล่าง เบื้องล่างเหมือนเบื้องบน หมายความว่าพิจารณากายตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป ตั้งแต่ปลายผมลงมา อันเป็นกายคตาสติในสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

 

 

ดังที่ตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติย่อมเพียรตั้งสติติดตาม กาย เวทนา จิต ธรรม ตามคำสั่งสอน (ตรัสว่าเมื่อปรารภสติปัฏฐาน ๔ ก็เท่ากับปรารภอริยมรรคแล้ว เช่นเดียวกับอิทธิบาท ๔)

เมื่อเพียรด้วยอะไร สิ่งนั้นก็เป็นใหญ่ในหน้าที่ตน คือเป็น อินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) จนเมื่อเพียรตามหลักสัมมัปปธานอย่างบากบั่น วิริยะก็กลายเป็นวิริยินทรีย์ เมื่อเพียรมีสติปัฏฐาน ๔ เพียรสำรวมอินทรีย์ สติก็เป็นสตินทรีย์ เมื่อสติมั่นคง ใช้เป็นฐานของปัญญาเพื่อพิจารณา จนเห็นแจ้งว่า “สังสารวัฏฏ์ต้นปลายสัตว์ที่มีอวิชชาปิดบังรู้ไม่ได้ แต่คำสอนในพุทธศาสนาทำให้สงบ เป็นทางอันประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความกำหนัด ความดับ นิพพาน” ปัญญาก็จะกลายเป็นปัญญินทรีย์ ครั้นเมื่อเพียรพิจารณาเกี่ยวกับองค์ธรรมใดหรืออารมณ์ใดอยู่อย่างนี้จนถูกต้องด้วยนามกาย (เห็นแจ้งด้วยจิต ไม่ใช่ด้วยตัวอักษร) ศรัทธาก็หมุนไปเป็นสัทธินทรีย์ (ตรัสล้อความพระสารีบุตรในอาปณสูตร)

ครั้นเพียรอยู่ ตั้งมั่นอยู่ เห็นแจ้งอยู่ อย่างนี้ ประกอบกับมี " ความไม่ประมาท " ก็สามารถทำอินทรีย์ ๕ ให้เต็มบริบูรณ์ได้ (ตามคำตรัสในปติฏฐิตสูตร)

จนกลายเป็นกำลังของตน (พละ)

เมื่อใช้กำลังใดทั้งในการสร้างความก้าวหน้าแก่ตนและในด้านการป้องกันตนไม่ให้ตกต่ำด้วยกิเลส องค์ธรรมนั้นก็เป็น พละ ของตน เช่น วิริยินทรีย์อินทรีย์ กลายเป็นวิริยพละ

ครั้นเมื่อ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สติ" จึงสามารถระลึกได้ไวขึ้น จากที่ต้องตั้งสติติดตามกาย เวทนา จิต ธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งสติอีกต่อไป แต่สติจะสามารถระลึกได้ทันท่วงที ( พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) CD ธรรมรรยาย “จากจิตวิทยาสู่จิตภาวนา” – ขอรับฟรีได้ที่วัดญาณเวศกวัน ) จึงทำให้สามารถคว้าธรรมทั้งที่ปรากฏเฉพาะหน้าไว้ หรือ ระลึกถึงธรรมตลอดจนการกระทำที่จบไปนานแล้วมาพิจารณาให้เห็นแจ้งได้ (ธัมมวิจัย) ก็เท่ากับสติได้กลายเป็นสติในกระบวนธรรมใน โพชฌงค์ ๗ 

เมื่อคว้าธรรมไว้ได้แล้ว ก็วิริยะในการพิจารณาจนกว่าจะเห็นแจ้ง จบกระบวนการด้วยอุเบกขา วางจิตเป็นกลางด้วยปัญญา

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ประคองความเพียรไปเรื่อยๆ มีความเพียรที่พอเหมาะและไม่ถอยหลัง ความเพียรทั้งหมดนั้น ก็คือสัมมาวายามใน มรรคมีองค์ ๘

ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น ไม่ได้รวมผลการปฏิบัติไว้ หากหลักธรรมที่แสดงผลการปฏิบัติไว้ด้วยคือสัมมัตตะ ๑๐ ซึ่ง ๑ – ๘ ข้อต้นก็คือมรรคมีองค์ ๘ เพียงเพิ่มข้อ ๙ คือสัมมาญาณ และข้อ ๑๐ คือสัมมาวิมุตติขึ้นมา ซึ่งก็คือ หากปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ จนสมบูรณ์ ปัญญาก็หมุนวนสูงขึ้นไป จากสัมมาทิฏฐิไปสู่ญาณ จากญาณไปสู่วิชชา กระทั่งทำให้วิมุตติเป็นผู้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร

สมดังที่ตรัสว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร

............................................

* "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมไม่กล่าว การประสบความพอใจในอรหัตตผลด้วยการกระทำอันดับแรกเพียงอันดับเดียว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ก็แต่ว่าการประสบความพอใจในอรหัตตผล ย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ก็การประสบความพอใจในอรหัตตผลย่อมมีได้เพราะการศึกษาโดยลำดับ เพราะการกระทำโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติโดยลำดับ เป็นอย่างไรเล่า ?

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! บุรุษบุคคลในกรณีนี้ :

เป็นผู้มีสัทธาเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเข้าไปหา ;

เมื่อเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ;

เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลงสดับ ;

ผู้เงี่ยโสตลงสดับ ย่อมได้ฟังธรรม

ครั้นฟังธรรมแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้, ย่อมใคร่ครวญพิจารณา

ซึ่งเนื้อความทั้งหลายที่ตนทรงจำไว้ ;

เมื่อเขาใคร่ครวญพิจารณา ซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นอยู่, ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อการเพ่งพิสูจน์ ;

เมื่อธรรมทนต่อการเพ่งพิสูจน์มีอยู่ ฉันทะ (ความพอใจ) ย่อมเกิด ;

ผู้เกิดฉันทะแล้ว ย่อมมีอุตสาหะ ;

ครั้นมีอุตสาหะแล้ว ย่อมใช้ดุลพินิจ (เพื่อค้นหาความจริง) ;

ครั้นใช้ดุลยพินิจ (พบ) แล้ว ย่อมตั้งตนไว้ในธรรมนั้น ;

ผู้มีตนส่งไปแล้วในธรรมนั้นอยู่ ย่อมกระทำให้แจ้ง ซึงบรมสัจจ์ ด้วยกายด้วย, ย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดบรมสัจจ์นั้นด้วยปัญญาด้วย"

กีฎาคิลิสูตร ภิกขุวรรค ม.ม. ๑๓/๒๓๓/๒๓๘ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กีฎาคิรินิคมของชนชาวกาสี

(พุทธทาสภิกขุ ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๖๕๑ -๖๕๒)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลป์ - ธรรม



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

มาเรียนรู้ "วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ  

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร" ค่ะ

เขียนเมื่อ 

พี่ครับอธิบายได้ชัดเจนมากโดยเฉพาะเรื่องมรรคมีองค์ 8 ครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ

สำหรับ ดอกไม้ และความเห็น และที่แวะมาค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

ต้องค่อยๆอ่าน ค่อยๆขบคิด ผมต้องเรียนรู้อีกมากๆ ยอมรับในความลึกซึ้งในธรรมครับ