
เช้านี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องสิ่งที่ผมได้เรียนรู้กับอาจารย์หมอ แต่มีเรื่องที่แรงกว่าที่ผมต้องเขียนถึงและแซงคิวไปก่อนดังนี้...(ผมยกข้อความทั้งชุดมาจากหน้า Facebook ของผม)....
==================
๑๒๐ ปี รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒
อยากให้แนวคิดในการสื่อสารแรงกว่านี้
อยากให้ป้อมพระจุลฯเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อการการรุกรานทุกรูปแบบ
อยากให้ป้อมพระจุลฯเป็นสัญลักษณ์แห่งการเลิกเบียดเบียนกันของมนุษย์
อยากให้ป้อมพระจุลฯเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพที่แท้จริง
ทำได้ครับ...ไม่ยาก และไม่ได้ใช้เงินเท่าไหร่หรอก !!!
๑) เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์และคงความเป็นเอกราชของชาติเอาไว้ได้
๒) เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมและการเสียสละของคนไทยในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ครบรอบ ๑๒๐ ปี
๓) เพื่อแสดงถึงความร่วมมือกัน สืบสานเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยกองทัพเรือ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
๔) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สถผนที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ จากการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ถาวรหลังเสร็จสิ้นการจัดงาน
โดยคณะผู้จัดงานคาดหวังประโยชน์ที่จะได้รับคือ
๑) เผยแพร่พระวิสัยทัศน์ พระอัจฉริยภาพ และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๒) เพื่อเป็นการสืบสานเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสมุทรปราการ
๓) เพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ และรำลึกถึงประวัติศาสตร์สำคัญของเหตุการ ร.ศ.๑๑๒
๔) สร้างภาพลักษณ์อันดีในหน่วยงานภายในสังกัดกิจการทหารเรือ และเป็นการร่วมมือกันระหว่างทหารเรือและองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
๕) การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการด้วยการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ถาวร ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า
๖) ส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นเมืองท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ให้กับจังหวัดสมุทรปราการ
ผมได้รับทราบการจัดงานครั้งนี้จากหน้า Facebook ของ ‘เรารักในหลวงและราชวงศ์จักรี (We Love Chakri Dynasty) ซึ่งเมื่อคลิ๊กที่ภาพโปสเตอร์เข้าไปก็เห็นว่าคุณผู้ใช้นามว่า ‘ปุญญาตา หมวยจ้าๆๆๆๆ’ เป็นผู้โพสต์ โดยมีลิงก์โยงไปยัง YouTube และ หน้าเอกสารแถลงข่าวร่วมระหว่างกองทัพเรือและรายอื่นๆซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ผมต้องขอชื่นชมผู้ออกแบบ (บริษัทผู้รับเหมาจัดงานฯ) ว่าทำได้ดีมาก และเป็นตัวกระตุ้นให้ผมต้องขออนุญาตแบ่งปันความน่าสนใจนี้ไว้บนหน้า Timeline ของผมด้วย
ผมขออนุญาต ‘เดา’ ต่อไปอีกว่าการทีี่โปสเตอร์ออกแบบได้สวยงามดึงดูดใจผู้ชม Facebook อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งนั้น คุณงามความดีคงมาจากรสนิยมทางศิลปะของ คุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นายกองค์การบริหารจังหวัดสมุทรปราการ (งานนี้ไม่เห็นชื่อของผู้ว่าราชการจังหวัด) ส่วนเหตุใดที่ผมเดาไว้เช่นนั้นและต้องกล่าวเช่นนี้ คงไม่สำคัญนักที่จะเอ่ยให้ยืดยาวในที่นี้ เพียงแต่เป็นข้อคาดคะเนเพื่อเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันระหว่างคนที่รับรู้รสนิยมทางศิลปะ และคนที่สามารถนำเอารสนิยมเช่นว่านั้นมาใช้ในทางการสื่อสารกับสังคมอย่างได้ผล
ประเด็นที่อยากเขียนถึงนั้น เพราะผมเสียดายที่วัตถุประสงค์ของการจัดงาน และประโยชน์ที่ได้รับ “ไม่แรงพอ” กับพระอัจฉริยภาพ และความเสียสละของพระองค์ท่าน (ร.๕) แต่ที่เขียนมานี้ไม่ได้เป็นการติคณะผู้จัดงานใดๆทั้งสิ้น แต่ผมกลับชื่นชมที่ท่านได้ยกเอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาให้สังคมได้ตระหนักและรับรู้ เหมาะเจาะกับเวลา และสิ่งที่อยู่ในใจของผมนั้น ก็คงไม่เหมาะสมที่หน่วยราชการจะเป็นผู้พูดเสียเอง ปล่อยให้บุคคลธรรมดาทำหน้าที่ออกความเห็นต่อดูจะเหมาะสมกว่า
ในเอกสารประชาสัมพันธ์ของการจัดงานได้เกริ่นไว้อย่างดีให้เรารับรู้ว่า “พ.ศ.๒๔๓๖ ฝรัั่งเศสได้ส่งเรือรบเข้ามายังกรุงเทพฯโดยอ้างว่าเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของฝรั่งเศสที่มีอยู่ในไทย ซึ่งไทยจำต้องยินยอม กระทั่งวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เรือรบฝร่ังเศส ๒ ลำ ได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายังกรุงเทพฯ และปะทะกับฝ่ายไทยที่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า ผลปรากบว่าเรือรบฝรั่งเศสสามารถตีฝ่าแนวป้องกันเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ เทียบท่าที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส ฝรั่งเศสยื่นเงื่อนไขบังคับให้สยามถอนทหารที่ตั้งมั่นบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓ ล้านฟรังก์ โดยชำระทันทีเพื่อเป็นค่าสินไหมค่าปรับสงคราม โดยให้รัฐบาลสยามตอบรับใน ๔๘ ชั่วโมง…”
ถ้าเพื่อนๆ FB ของผมกวาดสายตาเร็วไป กลับไปอ่านช้าๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยใจเป็นธรรมใหม่นะครับ ว่าใครรุกรานใครกันแน่ ใครเอาเปรียบใครกันแน่ ใครกันแน่ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่งใช้เรือและปืนแสวงหาผลประโยชน์ไปยังดินแดนต่างๆทั่วโลก เบียดเบียนวิถีชีวิตของผู้อื่น
ความเป็นจริงที่ได้ฟังมาจากนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งก็คือ ร.๕ ได้สั่งซื้อปืนใหญ่มาติดตั้งที่ปากอ่าว ก็คือบริเวณป้อมพระจุลที่จะจัดงานนี้ โดยสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ คู่แข่งผลประโยชน์ของประเทศที่ตั้งใจรุกรานเรา แต่เขาคงสมยอมกันแล้วกระมังว่า การติดตั้งและการใช้ปืนนั้นมันไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เรือปืนจะบุกเข้ามาปิดปากอ่าวไทย ปืนที่ซื้อและจ่ายเงินนั้นจึงใช้การไม่ได้ ฟังแล้วนึกถึงเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านไปว่า มหาอำนาจชาติหนึ่งเอาเรือบรรทุกเครื่องบินมาปิดปากอ่าวไทยในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันกำลังจะลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ฟังแล้วมันคล้ายๆกันยังไงชอบกลๆนะครับเพื่อน
เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ๑๒๐ ปี เราคงเรียกอะไรคืนมาไม่ได้ แต่เราใช้เหตุการณ์นี้สอนเยาวชนของเราได้มากกว่าการทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเฉยๆ ผมเห็นด้วยนะครับว่าเราจะปรับปรุงสถานที่และสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่เราทำได้มากกว่านั้นครับ
ถ้าเป็นสมัยก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เราก็จะด่ากราดถึง ลัทธิจักรวรรดินิยมสมัยใหม่ที่ชาติมหาอำนาจรุกรานประเทศไทยและประเทศที่ด้อยกว่า ในรูปแบบใหม่ที่แนบเนียนกว่า ผ่านการแทรกแซงโดยเฉพาะระบบการเงิน เหตุการณ์ร.ศ.๑๑๒ ผ่านไป ๑๒๐ ปี ยังไม่เห็นรัฐบาลไหนๆจะพูดเรื่องนี้ชัดเจนขนาดเอาไปใส่ไว้ในแบบเรียนของเยาวชน ก็เพราะเราถูกแทรกแซงแบบเนียนๆมาโดยตลอดไงครับ มาถึง พ.ศ.๒๕๕๖ ผู้ที่เคยเรียกร้องให้เราพ้นไปจากการแทรกแซงของต่างชาติอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง หันไปร่วมมือกับเขาเสียเอง แม้จะไม่มีใบเสร็จ จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่การที่ตัวเองสามารถพูดให้การศึกษากับสังคมได้นั้น กลับเพิกเฉยเสีย แต่ไปกล่าวถึง ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ เป็นคาถาหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขอื่นๆของสังคมประเทศไทยเรา
เราสามารถใช้เหตุการณ์นี้พูดถึง ‘การหยุดการเบียดเบียน’ ซึ่งกันและกัน คือทำให้เป็นสากลหน่อย ไม่ใช่มาเชียร์เมืองไทยแบบชาตินิยมนะครับ ยกให้สูงกว่านั้น คือ หยุดรุกรานทุกรูปแบบ รู้จักอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความขัดแย้ง ต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างพรมแดน คือสันติสุขของโลกมนุษย์ คือทิศทางที่ต้องเดินไปครับ
เราสามารถเพิ่มประเด็นของการสื่อสารให้แรงขึ้น โดยยกสถานที่ป้อมพระจุลเป็นสัญลักษณ์แห่งการหยุดการรุกรานและสันติภาพของโลกได้นะครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไร และคงไม่มีใครคัดค้าน เพียงแต่ต้องมีกลยุทธในการสื่อสารเท่านั้นเอง เท่านี้ก็จะมีแรงสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
เห็นไหมครับว่า การท่องเที่ยวระดับท้องถิ่น มันไม่ใช่แค่ท้องถิ่น ถ้ารู้จักเชื่อมโยงมันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของโลกได้นะครับ ขอย้ำอีกทีในประโยคสุดท้ายว่า แม้เรื่องนี้หน่วยราชการอาจจะรู้สึกว่าไม่ควรพูดออกมาเอง แต่ถ้าเราทำประเด็นให้เป็นสากล ท่านจะเห็นความยิ่งใหญ่ของป้อมพระจุลฯ เพียงแต่รู้จักคิดเชื่อมโยงและมีกลยุทธของการสื่อสารเท่านั้น
พีรวัศ กี่ศิริ
๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๖