“ไหว้พระ แวะกิ๋น แวะแอ๋ว ถ่ายฮูป แล้วแชร์อวดเมืองแป้บ้านเฮา” โดย หนานกำไฟ บ่าวขี้เล่า

ตะวานวันก่อนได้พูดคุยกับคนรู้จักมักจี่กัน เรื่อง “เส้นทางสายวัฒนธรรมของจังหวัดแพร่” ว่าควรจะเป็นเส้นไหน เน้นอะไรดี? ต่างคนต่างคิดต่างพูดกว่าชั่วโมงก็ยังหาคำตอบ บ่ได้ เก็บเป็นเรื่องให้เก็บไปนอนคิดนอนฝัน ตื่นมาก็ยังมึนๆคำว่า เส้นทางวัฒนธรรมคืออะหยังหรือ? ทั้งที่เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเมืองแป้มาหลายต่อหลายหน ทำให้คิดถึงคำขวัญของล้านเราว่า “หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลืองแพะเมืองผี” นี่ละมั่งคงจะเป็นวัฒนธรรมเด่นของจังหวัดที่จะต้องผูกร้อยเรียบเรียงเส้นทางและปรับเสริมเพิ่มเติมให้เกิดเส้นทางหลักก่อน เพราะระหว่างสถานที่แต่ละแหล่งแฝงไปด้วยศิลปวัฒนธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การแต่งกาย ภาษาพูด ที่อยู่อาศัย ประเพณีท้องถิ่นและเรื่องเล็กน้อยที่มองข้ามกันไป เกือบนอกเรื่องจากหัวข้อไปไกลซะแล้วเพราะที่เกริ่นมาเบื้องต้น  เพราะอยากให้รู้ถึงความหมายของวัฒนธรรมและนำไปคิดทำเป็นเส้นทางสายทางส่วนตัวอย่างของตัวพี่หนานกำไฟเองง่ายๆต้องมีของกิ๋นรำๆไปง่ายถนนดี แวะนอกเส้นทางได้  เมื่อสอง-สามปี้ก่อนน้ำท่วมกรุงเตปนานเป็นเดือนๆ มีญาติพี่น้องพากันขับรถมาพักที่บ้านหลายวันเข้าเกิดอาการเบื่อ อยากจะไปเที่ยวแต่ไม่ต้องใช้เวลามากสักประมาณไปเช้าเย็นกลับ ปี้หนานเองเจอคำถามที่ว่า “จังหวัดแพร่มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง?” เจอแบบนี้ มึนตึบ!!!คิดว่าประเทศแป้มีอะไรน่าเที่ยวเลยพากันขับรถราวนไปวนมาไหว้พระบาง  พาไปดูแพะเมืองผี ฯลฯ ตกแลงพาเดินกาดหาซื้อครัวมาหยะกับข้าวกินกัน ไอ้ตัวเราเองคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆเห็นอยู่ทุกวัน แต่คนต่างบ้านต่างเมืองเวลาได้มาพบเจอเรื่องทั่วไปของบ้านเรากลับเป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับการหนีน้ำท่วมและมาพบเจอศิลปวัฒนธรรมที่เป็นกิจวัตรประจำถิ่นเมืองแป้จะต้องถ่ายรูปและส่งต่อให้เพื่อนๆอาศัยในกรุงเทพดู ตอนแรกก็คิดว่าจะถ่ายไปทำไมมีเยอะแยะทั่วไป เช่น พาเดินตลาดหยิบมือถือถ่ายผักถ่ายแม่ค้าไปซะทั่วตลาด แต่ได้ฟังคำอธิบายถึงกับร้องอ้อ!!!เพราะที่กรุงเทพไม่ได้มีโอกาสได้เดินเที่ยวสบายๆอย่างบ้านเรา ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว จะไปไหนทีต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์เป็นเดือน นี่คือความคิดของคนเมืองกรุง คนแพร่สิ่งกลับมองข้ามไม่เห็นถึงความสำคัญ ละเลยสิ่งสวยงามมองข้ามกันไป คิดถึงแต่ความเจริญ ลงช่วยกันสร้างเส้นทางสายวัฒนธรรมของคนแพร่ไว้ในใจนักท่องเที่ยวดูคนสายสิแล้วคุณจะพบความสุขในสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ เช่น  ตื่นเช้าใส่บาตรพระจากวัดๆแถวบ้าน เสร็จแล้วเดินเที่ยวตลาดสดตอนเช้าดูอาหารตามฤดูกาล เห็ดเพาะ หน่อไม้ น้ำพริกน้ำปู๋ แอ๊บถั่งเน่า แก๋งเห็ด โอ้ยหิวเลย สายๆหน่อยปั่นจักรยานดูบ้านดูเมือง แวะไหว้ศาลหลักเมือง ถ่ายรูปคุ้มเจ้าหลวง นึกได้ว่าเลยบ้านวงค์บุรีเลี้ยวรถจักรยานไปดูที่ถ่ายทำละครดังเรื่อง รอยไหม เวลาเกือบเที่ยงพอดี หาขนมเส้นหรือข้าวซอยทาน อิ่มแล้วไปนั่งเอนหลังที่บนเฆมประตูใหม่ คุยกันไปคุยกันมาจะเย็นแล้วก่อนกลับบ้านแวะกาดแลงซื้อจิ้นไปลาบ(น้ำพริกลาบด๋วย) เห็นไหมแค่นี้ก็เป็นเส้นทางสายที่แผงเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมแล้ว เกือบลืมขากลับแวะแอ๋ววัดศรีชุม(ฤษีชุม)กับวัดหลวงดูของเก่า หรือถ้าตรงกับวันเสาร์เดินแอ๋วกาดกองเก่าแฮม แล้วนี่จะไม่ใช่ “ถนนสายวัฒนธรรม”ของคนแพร่ได้อย่างไร

“วัฒนธรรมอยู่รอบตัวเรา เปิดใจให้กว้าง ตักตวงความสุขใส่ไว้ในหัวใจ สิ่งเล็กน้อยก็มีค่ามหาศาล”