วันนี้อยากพูดถึงปรากฏการณ์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นการทดลองของ  Soloman Arsh ที่น่าสนใจมากๆ  นักวิจัยท่านนี้ได้คัดเอาคนห้าคนเข้ามา โดยสี่คนเป็นหน้าม้า อีกคนเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร โดยนักวิจัยได้บอกว่าทุกคน ลองดูภาพภาพสองกลุ่ม ภาพแรกเป็นภาพอ้างอิง ทุกคนได้รับคำสั่งให้มองภาพที่หนึ่ง แล้ว มองภาพแท่งยาวสามแท่ง จากนั้นให้บอกว่าแท่งไหนมีความยาวไกล้เคียงกับรูปแรกมากที่สุด  โดยที่ได้เตี๊ยมให้สี่คนที่เป็นหน้าม้า ลองบอกผิดๆ เช่นในรูปจะเห็นชัดๆ ว่ารูป A ใน Exhibit 2 มีความยาวไกล้เคียงกับแท่งในรูปที่ 1 แต่กลับพูดออกมาเหมือนๆกันว่ารูป B มีความยาวไกล้เคียงกับรูปอ้างอิงที่สุด ผลการทดลองน่าตื่นเต้นมากๆ คือคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มีแนวโน้มสูงมากๆ ที่จะตอบตามคนส่วนใหญ่ แม้รู้ทั้งรู้ว่าผิด.. 

ดูในวิดีโอ คนที่นักวิจัยเอามาเป็นหนูทดลอง พอเห็นคนส่วนใหญ่พูดผิดๆ ก็จะทำหน้าปูเลี่ยนๆ แต่ที่สุดก็ตอบตามคนส่วนใหญ่ แต่โดยดี พอไปถามทีหลังก็ให้เหตุผลต่างกันไป บางคนก็เกรงใจจริงๆ แต่บางคนถึงกับเชื่อจริงๆ  ทดลองทำซ้ำ 128 ครั้ง ตอบผิดกันกว่า 37% แต่ เมื่อทดลองใหม่ๆ คือลองให้หน้าม้าหนึ่งคนบอกคำตอบที่ถูก ผู้ที่มาเป็นหนูทดลอง จะตอบถูกอย่างมั่นใจมากขึ้น ประมาณว่ามีพวก อย่างน้อยหนึ่งเสียงชี้นำ ก็จะพร้อมที่จะตอบด้วยคำตอบที่ถูกมากขึ้น โดยพบเพิ่มเติมว่า ถ้ามีหน้าม้าหนึ่งคนให้คำตอบที่ถูก ประมาณว่ามีเพื่อนคู่คิดหนึ่งคนที่ตอบถูก ผู้ที่เป็นหนูทดลอง จะตอบตามๆ กับคนกลุ่มใหญ่เพียง 5% เท่านั้น ลดลงมากๆ จริงไหมครับ  

                      

ปรากฏการณ์นี้เป็นการทดลอง ที่สะท้อนให้เห็นความน่ากลัวของสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ คุณไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมีการตัดสินใจผิดพลาดมาจากองค์กรใหญ่ๆ ที่ดูเข้มแข็งมากๆ แต่กลับทำอะไรผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ จนถึงกับล่มสลายไปก็มี ผมเคยอ่านเรื่องนี้ในมุมมองของสมอง ว่าทำไมเราจึงตัดสินใจตามคนกลุ่มใหญ่  ทั้งๆที่รู้ว่าผิด ว่ากันว่า นั่นมาจากการที่เราปรับโหมดการใช้สมองครับ เมื่อเราอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ ถ้าไม่ระวังตัว  เราจะปรับโหมดการใช้สมองจากการใช้ “ตรรกะ”​ หรือ “ความคิดสร้างสรรค์”  มาใช้สมองส่วนที่ใช้สำหรับการรักษาความสัมพันธ์มากกว่า… เอาเป็นว่าทำไมเราจึงทำอะไรผิดๆ ตามชาวบ้าน.. เอาง่ายๆครับ ก็เพราะเราไม่ได้ใช้ตรรกะ หรือความคิดสร้างสรรค์ ที่จะเป็นกระบวนการที่นำไปสู่คำตอบ เราใช้สมองส่วนที่เอาไว้ใช้เพื่อดูแลความสัมพันธ์ ซึ่งที่สุดจึงนำมาสู่การปฏิเสธกระบวนการคิดของสมองด้านอื่นๆ นั่นเอง 

จากการศึกษาบริษัทที่ประสบกับความล้มเหลว ประเภทล้มดัง (สูญเสียพันล้านดอลล่าร์ ขึ้น) กว่า 750 บริษัท พบว่ากว่าครึ่งความล้มเหลวเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงวางแผน และเมื่อลงลึกไป ก็เกิดจากปรากฏการณ์ ที่คิดอะไรตามๆ กัน ทั้งๆที่หลายคนในบริษัทก็รู้ว่าน่าจะลงเหวแน่ หรือแม้จะได้รับคำเตือนดังๆ จากผู้รู้ก็ตาม..  เช่นกรณี Quaker Oats แต่เดิมเป็นบริษัทมีชื่อเสียงมาก แต่ตัดสินใจพลาดไปซื้อบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งนักวิเคราะห์ บอกว่าเป็นอะไรที่แพงเกินไป แต่ไม่เชื่อ ที่สุดก็ขาดทุน จนต้องขายบริษัทให้เป็ปซี่ไป  มีอีกหลายกรณีครับ  บางบริษัทมีคนเก่งๆ ผู้บริหารเก่งๆ คอยแย้ง แต่กลับถูก “ล่าหัว” ที่สุดถูกอัปเปหิ เพราะคิดต่าง จนต้องออกไปก็มาก… เอาเป็นว่า ถ้าไม่รู้ตัว นอกจากคิดผิดแล้ว ยังไล่คนดีออกอีก

เรื่องนี้ทำให้ผมเห็นอะไรมากๆ เราเชื่อกันว่าคนมี “EQ” สูงจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไปที่มี EQ ต่ำกว่า..  EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์นี่  จะว่าไป ถ้าคุณดูการทดลองของ Soloman นี่ถ้าออกมาเป็นในรูปแบบของการรักษาความสัมพันธ์ มากเกินไป นี่จริงๆ คือการพากันลงเหวครับ ผมเห็นเรื่องนี้ในสังคมของเราทุกระดับ ไม่แปลกใจคนที่ผมชื่นชมหลายคน ทั้งในภาครัฐและเอกชน พอขึ้นเป็นใหญ่ไปทำงานกับคนหมู่มากกลับทำอะไรที่ไม่น่าเชื่อถือ ดูบ้าบอคอแตก ชนิดว่าไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งเหมือนไม่ใช่ตัวของเขาเอง เหมือนต้องมนต์สะกด นิสัยเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน  และถ้าคุณไปดู คุณจะเห็นปรากฏการณ์การคิดตามกัน แบบที่ Soloman ค้นพบ  ผมว่าถ้าการบริหารอารมณ์ของตัวเอง จนมีความฉลาดทางอารมณ์ แต่ลงท้ายกลับทำอะไรคล้อยตามคนกลุ่มใหญ่ทั้งๆที่รู้ว่าผิด นี่อันตรายครับ

พ่อแม่สอนลูก พัฒนา EQ ลูก สอนลูกให้รู้จักตนเอง รู้จักอารมณ์ตนเอง รู้จักรักษาความสัมพันธ์  เห็นลูกคบเพื่อน ไม่ว่าเพื่อนจะจิก จะแบ่งพวก จะพากันไปกลั่นแกล้งคนอื่น ก็ OK  …ลูกเราต้องคบกันไว้ ในนามแห่ง EQ ลูกต้องอดทน คบกันไว้… นี่อาจเป็นมายาคติ ฝึกกันไปจนโต คุณอาจจะได้อนาคตของชาติ ที่น่าคบมากๆ แต่พร้อมที่คิดอะไรตามกัน ทำอะไรตามกัน ในนามของคำว่าคนมี EQ สูง ครับ อาจก้าวหน้าโตไปสักครึ่งชีวิต เแต่ “อาจ” พากันฉิบหาย หรือพาคนอื่นฉิบหาย ในครึ่งหลังของชีวิตก็ได้ 

                                   

ทางแก้ครับฝรั่งบอกว่าต้องมี Devil Advocate หรือคนที่ทำหน้าที่ค้านสุดขั้ว สมัยโบราณกษัตริย์ฝรั่งจะมอบหน้าที่นี้ให้ตัวโจ๊คเกอร์ ที่เราเห็นในไพ่นั่นเอง คนนี้เป็นคนเดียวที่ได้รับอนุญาต ให้ล้อเลียนกษัตริย์ได้ ถ้าเห็นทำอะไรประหลาดๆ  ส่วนในศาสนาพุทธเองพระพุทธเจ้าสอนเรื่อง “กัลยณามิตร” ครับ ผู้เป็นกัลยาณมิตรมีคุณสมบัติดังนี้คือ  

คุณสมบัติของกัลยาณมิตร (กัลยาณมิตรธรรม 7)

   1. ปิโย น่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม

   2.ครุ น่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่พึ่งใจ และปลอดภัย

   3. ภาวนีโย น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณ คือ ความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ

   4. วตฺตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี

   5. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว

   6. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป

   7. โน จฏฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย

ผมว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง EQ ได้อย่างดีมากๆ มานานแล้ว ผมเชื่อว่าตรงนี้ถ้าคุณพัฒนาตัวเองเป็นกัลยาณมิตรให้กับองค์กรได้ โดยมีคุณสมบัติทั้ง 7 ข้อนี่ คุณคือ Devil Advocate ชั้นยอด ผู้บริหารเอง อย่าสบายใจที่พูดอะไรไปแล้วคนเฮด้วยตลอด อันตรายมากครับ ควรมองหาลูกจ้าง เพื่อน หุ้นส่วนที่เป็นกัลยามิตร และถ้าเขาเห็นต่าง ก็อย่าไปกดดันจนเขาอยู่ไม่ได้ คุณอาจไม่สบายใจนักเวลาเจอกัลยาณมิตรพูดตรงๆ เพราะนั่นอาจคือหนทางหนึ่ง ที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับตนเองและธุรกิจ สังคม  บาปมิตรทำให้คุณเฮ และอบอุ่นได้ก็จริง ดูมีเพื่อนมากรุมล้อมอยู่ตลอดเวลา แต่อาจพาคุณลงเหวโดยไม่รู้ตัวได้ครับ

เอาเป็นว่าเพียงคุณมีกัลยาณมิตรเพียงหนึ่งคน คอยถ่วงดุลย์ความคิดคุณ ตามการทดลอง คุณจะเอาชนะธรรมชาติได้แล้ว ถึงจะว่าตามคนอื่นไปบ้างก็แค่ 5% ไม่ถึงกับ 37% อย่างน้อยก็ประกันความเสี่ยงได้ หลักคิดมีง่ายๆอย่างนี้ครับ และถ้าตอนนี้สนิท เข้ากันได้ ทำอะไรก็เหมือนกัน ก็ตัวใครตัวมันครับ ตายแน่ๆ

ในมุมมองของผมใครสนใจพัฒนา EQ ตนเองถ้าไม่รู้จริง ไม่ลุ่มลึกพอ อาจกลายเป็นเพียงมายาคติที่เรานำมาหลอกตัวเอง หลอกลูกหลาน หลอกองค์กรได้ ถึงขั้นหลอกประเทศชาติได้ จนนำมาสู่การทำลายตนเองในที่สุด

                       

เรื่อง EQ หรือ Emotional Intelligence ผมได้ศึกษามาก่อนเรียนปริญญาเอก ยอมรับว่าไม่แตกฉานนัก ผมเขียนเรื่องนี้จากการตั้งข้อสังเกตในชีวิตจริงๆ บวกกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ แล้วนำมาสู่การมองว่าในขณะนี้สังคมยังมีมายาคติต่อเรื่องนี้มากๆ นี่ไม่ได้หมายรวมทุกคนครับ เอาเป็นว่าเห็นอยู่เนืองๆ และชุกจริงๆ เชื่อว่า Emotional Intelligence จริงๆ คงมีภาพของคำว่ากัลยาณมิตรอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีก็ควรเพิ่มองค์ประกอบนี้เข้าไปจะลงตัวมากขึ้นครับ 

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูกันเอาเองนะครับ

Reference:

ข้อมูลด้านวิชาการ

http://www.forbes.com/sites/chunkamui/2011/07/06/in-praise-of-the-devils-advocate/2/

http://danielgoleman.info/topics/emotional-intelligence/

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3

ภาพ:  

Picture 1: http://leahgordon.wordpress.com/2011/06/10/hip-hop-and-groupthink/

Picture 2: http://www.cbc.ca/programguide/program/poko_

Picture 3: http://teenshealth.org/teen/your_mind/emotions/EQ.html