ศตวรรษที่ 20 คือช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่โลกได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มากที่สุด คำว่า" ประสิทธิภาพ" เปลี่ยนคนเป็นเครื่องจักร และ " เครื่องจักร" ทำงานเพื่อ " ผลกำไรสูงสุด" และความ
ได้เปรียบในการเข้าถึงทรัพยากรมากกว่าคนอื่น
ศตวรรษที่ 21 คือช่วงเวลาที่ระบบ "คุณค่า" และการ " ทำดี" และ " ทำได้ดี" กลับมาทำงานอีก เราจะได้เห็น
ตรรกะในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นช่องทางในการสร้างสังคมที่มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิด
ประโยชน์และเป็นธรรมมากขึ้น
ขอต้อนรับสู่ "ยุคแห่งโลกาภิวัตน์" " สังคมแห่งการเปลี่ยนแปลง" โลกของความเป็นไปได้ และโลกของความวุ่นวายใบใหม่จากผลกระทบที่เกิดจากโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีภิวัตน์ และการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ โลกใบใหม่ ระดับการบริโภคและการพัฒนาที่อยู่บนความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ต่อสังคม และต่อคุณค่าทางจิตใจ โลก ที่รายล้อมไปด้วยวิกฤตทางการเงิน สังคม และการทำงานของเราในอีกหลายปีต่อจากนี้ไป โลกแห่งความวุ่นวายใบนี้กำลังสร้างโจทย์ใหม่ และโจทย์ใหม่นี้ต้องการคำตอบใหม่ด้วยเช่นกัน
ปัญหาทางการเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อมที่รุมเร้าอยู่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยคำตอบที่อยู่บนวิธีคิด รูปแบบ และต้นแบบ จากศตวรรษที่ 20 พูดให้สั้นๆก็คือ ศตวรรษที่ 21 นวัตกรรมทางสังคมจะมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคย ในทุกๆที่โลกกำลังจัดระเบียบทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อก้าวเดินต่อไปบนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการหลอมรวมของคุณค่าทางสังคมและผลตอบแทนทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือรากฐานอันสำคัญในอนาคตของการเติบโต นวัตกรรม และสร้างคุณค่า (คุณค่าที่เกิดจาก
ปัจจัยภายในและไม่ได้เกิดแต่วัตถุ อาทิ ความเป็นปัจเจกนิยม อิสรภาพ และบรรลุเป้าหมายของตนเองและการให้ความสำคัญกับจิตใจและจิตวิญญาณ) ความสำคัญของคุณค่าที่มีขอบเขตกว้างกว่าผลกำไร ความคิดริเริ่มส่วนบุคคลและนวัตกรรมที่มาจากความร่วมมือคือหัวใจของเกมแห่งการเปลี่ยนผ่านในศตวรรษที่ 21 นี้
กระบวนทัศน์ของศตวรรษที่ 21 ต้องการวิธีคิด ระบบ เครื่องมือ และทักษะแบบใหม่ และมีความยั่งยืนเป็นจุดยืนในทุกๆ ระดับ (คิดใหม่ ออกแบบใหม่ สร้างใหม่) ลาก่อนยุคของความโลภ ทุนนิยมในแบบดั้งเดิมนั้นกำลังถูกท้าทายอย่างหนักเนื่องจากผู้คนในปัจจุบันกำลังสูญเสียความสนใจในการทำงานหนักและหาเงิน ธุรกิจคือผู้ใช้ทรัพยากรในแนวทางที่ไม่ยั่งยืนมาตลอดหลายศตวรรษและเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างให้เกิดปัญหาต่างๆ ในปัจจุบัน องค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้วยจุดมุ่งหมายสูงสุดเพียงอย่างเดียวนั่นคือ กำไร และมีจุดโฟกัสหลักอยู่ที่การสร้าง
มูลค่าให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำธุรกิจแบบเดิมๆ "ฝึกคนผิด ในทางที่ผิด เพื่อผลลัพธ์ที่ผิดๆ" ซึ่งมีต้นทุนทางสังคม เช่น การจัดการด้านสุขภาพ มลพิษ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งธุรกิจแบบเก่าผลักภาระค่าใช้จ่ายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมไปให้ผู้เสียภาษี สังคม คนรุ่นต่อๆไป รวมถึงรัฐบาล ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือ การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ลดทอนความสามารถของคนรุ่นหลังในการตอบสนองความต้องการของตนเอง เป็นการเติบโตอย่างแข็งแรง ยั่งยืน และสมดุล
เป็นการเติบโตในเชิง " คุณภาพ" ซึ่งรวมถึง มิติทางสังคม นิเวศวิทยา และจิตวิญญาณเข้าด้วยได้
วิสัยทัศน์แห่งอนาคต ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงคือก้าวแรกและการลงมือทำคือก้าวต่อไป การเดินทาง
สู่ความยั่งยืนใช้วิถีชีวิตที่ผ่อนคลายและสบายมากขึ้น โดยนำแนวคิด " ชีวิตเนิบช้า"(Slow Life) " การทำตัวสบายๆ"
(Take -it -Easy) การปฏิวัติแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจุดบรรจบของกระบวนทัศน์เก่าและใหม่ การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์นั้นไม่จำเป็นต้องมากับคำถามแบบ " อย่างใดอย่างหนึ่ง (either/or) แต่ควรจะเป็นแบบ " ทั้ง/และ"
(both/and) ดังนั้น ถึงแม้ว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ประกอบด้วยตรรกะและหลักการใหม่ๆ เครื่องมือ ทักษะ และวิธิคิด
จากยุคก่อนก็จะยังคงอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความสามารถของพวกมัน
สิ่งกีดขวาง คือสาเหตุที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ใช้เวลานาน อาทิ ความคิดแบบ " อย่างใดอย่างหนึ่ง"
นั่นคือ การที่ต้องเลือกระหว่างทางเลือกสองทาง แทนที่จะใช้ประโยชน์จากทั้งสองทางนั้นให้ได้มากที่สุด สิ่งกีดขวางอีกอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงก็คือนิสัยเดิมๆ ความคิดดั้งเดิม และความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ ความรู้สึกไม่
มั่นคงปลอดภัย เมื่อมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือกระทำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ไม่คุ้นเคย
หลายๆอย่าง เราก็มีแนวโน้มที่จะยึดติดอยู่กับสิ่งที่เรารู้ แทนที่จะก้าวออกไปในทะเลกว้างใหญ่ของความไม่รู้ การวิเคราะห์วิจารณ์ที่มากเกินไปอาจนำไปสู่การเป็นอัมพาต ดังนั้น บนเส้นทางของความยั่งยืนเราจึงจำเป็นที่จะใช้สัญชาตญาณและการเรียนรู้ไปตลอดทางด้วย ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้คือเพื่อนตายของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
พลังแห่งวิสัยทัศน์เชิงบวก เราต้องกล้าที่จะคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ กล้าที่จะเดินในทางใหม่ และอดทนพอสำหรับการทดลอง รวมถึงตระหนักในความจริงที่ว่า อาจมีการลื่นล้มในบางครั้ง และการประนีประนอมก็คือสิ่งสำคัญ
พอๆกันกับการเปลี่ยนผ่านก็ต้องอาศัยเวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของเรา ซึ่งหมายถึงทิศทางที่เราจะเดินไป และความยั่งยืนก็คือประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันสำหรับคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน การสร้างการเติบโตและความอยู่ดีมีสุขขึ้นใหม่สำหรับศตวรรษที่ 21 มันไม่ใช่ดินแดนแห่งความฝันแบบอุดมคติ แต่เป็นความเป็นไปได้ในความเป็นจริงอย่างที่สุด ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งหรือแห่งใด เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากจุดที่เราอยู่นั่นเอง
ในฐานะปัจเจกชน (พลเมือง ผู้บริโภค พนักงาน และผู้บริหาร) เราจะต้องตระหนักรู้ถึงโอกาสที่เราสามารถทำบางสิ่งบางอย่างกับการพัฒนาในปัจจุบัน ในฐานะผู้ที่กระตือรือร้นสำหรับอนาคต เราไม่สามารถรอให้ผู้อื่นตัดสินใจแทนเราได้ เราต้องเริ่มจากตัวเราเอง โดยการตัดสินใจเลือกอย่างมีสติในทุกๆวัน และโดยการใช้ชีวิตและทำงานเพื่อคุณค่าและความหมาย ด้วยความเสี่ยงในการถูกเย้ยหยันและวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความเสี่ยงในการทำสิ่งที่แปลกแยกและทำไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซนต์
เพื่อการมีส่วนร่วมในการสร้างโลกที่ดีกว่า เราสามารถเป็นผู้บุกเบิกที่สำรวจและค้นพบเส้นทางสายใหม่ภายในพื้นที่ของตนเอง และปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงในปัจจุบัน หากเพียงแต่เรากล้าพอที่จะสร้างสิ่งใหม่และทำผิดพลาด หากเราเพียงแต่ค้นพบแรงปรารถนาที่จะยืนกรานจนกว่าจะประสบผลสำเร็จ เส้นทางสายนี้ก็จะยังคงอยู่
และแผนที่ความยั่งยืนแห่งอนาคตก็จะถูกกำหนดโดยเราทุกคน
ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า " ไม่มีปัญหาใดที่แก้ได้ด้วยสำนึกในระดับเดียวกันกับที่สร้างมันขึ้นมา"
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า " ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยคำตอบที่อยู่บนวิธิคิด
หรือรูปแบบจากศตวรรษที่ 20
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ เอลลิส , ทาเนีย นักบุกเบิกรุ่นใหม่ - กรุงเทพ : โพสต์บุ๊กส์, 2554, 400 หน้า