วันจันทร์ที่ 1 กรกฏาคม 2556 เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่ง นิสิตชื่อธรณินทร์ (ความหมายของชื่อคือ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน) มาหา เขาเป็น Advisee ของอาจารย์ประสุข หรือ อาจารย์ภูคา.. นิสิตคนนี้เป็นคนมีน้ำใจ ผมประทับใจเขาตั้งแต่เขาอยู่ปีที่ ๑ แล้ว เวลาผมถือของอะไรอยู่ก็ตาม เขามักเสนอตัวมาช่วยถือของ..ผมจำเขาได้ดีในฐานะตัวแทนของนิสิตปี ๑
เขาเรียนกับผมในรายวิชา "สัตววิทยา" เมื่อตอนเขาอยู่ปี ๑ เทอม ๒ เมื่อปลายปี 2555 เวลานี้เขาเป็นนิสิตปี ๒ และปีของเขาจะทำหน้าที่ดูแลรับน้องปี ๑ ที่จะเข้ามาเรียนในวันที่ 19 สิงหาคม 2556 นี้ (ปีแรกที่ทดลองเตรียมความพร้อมในการเป็นภาคีสมาชิกประชาคมอาเซียน) ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์จะจัดกิจกรรมรับน้องและอื่นๆ ช่วงตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2556 เป็นต้นไป และเปิดโอกาสให้นิสิตแต่ละภาควิชาได้จัดค่ายเตรียมความพร้อมให้กับนิสิตในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 3 และ 4 สิงหาคม 2556
ธรณินทร์ มีำตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานของรุ่น มาหาผม (เป็นคนแรก) 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่หนึ่ง เพื่อเชิญให้เปิด Lab การเลี้ยงผึ้ง ให้นิสิต 88 คน (แบ่งเป็น 8 กลุ่มๆ ละ 11 คน) ได้เยี่ยมชมกิจการเพื่อเป็นแนวคิดในการทำ "การศึกษาอิสระ" หรือ "ปัญหาพิเศษ" สำหรับนิสิตชีววิทยา ซึ่งประเด็นนี้ ผมได้เสนอว่า น่าจะฉายหนังของบีแมนให้ดูก่อน ถ้าคนไหนประทับใจค่อยพาไปชมกิจการเรื่องผึ้งต่อไป แต่ยังไม่เป็นที่ตกลงกัน (เพิ่มเติมวันที่ 4 กรกฏาคม 2556 เปลี่ยนเป็นสุ่มนิสิตมาดูงานฐานผึ้ง 2 กลุ่ม กลุ่มละครึ่งชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลาจะไม่ติดกัน)
เรื่องที่สอง เพื่อจะเชิญให้เป็นวิทยากรในวันที่ 3 สิงหาคม 2556 พูดเรื่อง
"เรียนชีววิทยา(จบ) แล้วจะไปทำงานอะไร" หัวข้อประมาณนี้ โดยให้เวลาผมบรรยายประมาณ ๑ ชั่วโมงเต็ม-ประเด็นนี้ได้หาข้อยุติกันนานที่เีดียว (ประมาณ 2 ชั่วโมง)
ก่อนอื่นผมถามเขาว่า "ทำไมถึงเลือกมาเชิญผม" ไปเป็นวิทยากรในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่มีอาจารย์ในภาควิชาประมาณ 23 คนให้เลือก (น่าจะเป็นปีแรกที่นิสิตภาควิชาชีววิทยาเลือกผมเป็นวิทยากร และก็อาจเป็นปีสุดท้ายด้วย)..เขาให้เหตุผลหลายอย่างด้วยกัน
- ประการแรก การที่จะเลือกอาจารย์คนไหนเป็นวิทยากรประจำปีนั้น ต้องผ่านที่ประชุมของนิสิตรุ่นที่รับผิดชอบ และเสียงส่วนใหญ่เลือก
- บีแมนสอนมานาน น่าจะมีลูกศิษย์ลูกหามาก และมีหลากหลายอาชีพ น่าจะแนะนำเรื่องนี้ได้ดี
- บีแมน เป็นคนเดียว (ความจริงมี 2 คน) ที่มีวิธีสอนแตกต่างจากอาจารย์คนอื่นๆ ในภาค เพราะสอนแบบกระตุ้นให้นิสิตคิด มากกว่าสอนด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว
- บีแมนสอนแบบสอดแทรกธรรมะหรือคุณธรรม จริยธรรม เข้าไปในการเรียนการสอน โดยที่นิสิตจะได้รับไปโดยไม่รู้ตัว แบบนี้นิสิตโดยรวมจะชอบมากกว่า ที่จะพูดธรรมะไปตรงๆ ซึ่งมันจะดูน่าเบื่อมากสำหรับคนยุคนี้
- ในด้านวิชาการ บีแมนก็จะสอนแบบเน้นจุดสำคัญ ประเด็นสำคัญ มากกว่าจะสอนแบบเหวี่ยงแห อย่างสอนเรื่องเส้นเลือด ก็จะสอนให้ท่องชื่อเส้นเลือดที่สำคัญ ไม่ได้เน้นให้ท่องชื่อทุกเส้น เพราะในเวลาจำกัด นิสิตจำได้ไม่หมด
ที่จับประเด็นได้น่าจะมีเพียงเท่านี้ ต่อไปก็เป็นเรื่องหัวข้อที่จะไปบรรยาย ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตของทั้งผู้ปกครองและนิสิต คือ "เรียนจบชีววิทยาแล้วจะไปทำงานอะไร"
หัวข้อนี้วิทยากรบางคน พูดแค่ 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว แต่สำหรับผมนั้นถ้าให้พูดฝอยจริงๆ ควรจะได้พูดสัก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย..
ผมบอกธรณินทร์ว่า ถ้าจะให้ผมบรรยายเรื่องนี้ คงต้องมีการเตรียม Script สักหน่อย ไม่อย่างนั้นบีแมนจะพูดแบบสะเปะสะปะ จับประเด็นอะไรไม่ค่อยได้ ทางที่ดีให้ไปตั้งคำถามย่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ว่านิสิตอยากได้คำตอบเป็นแบบไหนกันบ้าง..(ธรณินทร์จะกลับไปทำการบ้านคือตั้งคำถามย่อยๆ และจะกลับมาพบบีแมนอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 4 ก.ค. แต่ผมขอให้มาพบในวันศุกร์ที่ 5 ก.ค.แทน เนื่องจากผมมีช่วงว่างมากกว่านั่นเอง)
ความจริงนิสิตที่มาเรียนก็จะมีอยู่ 2-3 พวก
- พวกที่หนึ่งเป็นพวกได้ทุน พวกทุเรียนดี เช่น พสวท., สกอ. พวกนี้ก็จะทราบอยู่แล้วว่าเรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร เพราะเส้นทางอาชีพมันบอกอยู่แล้วตอนได้รับทุน
- พวกที่สอง นิสิตเลือกชีววิทยามา เพื่อต่อไปจะย้ายวิชาเอกหรือย้ายคณะ ที่ผ่านมาเคยย้ายไปเอกเคมี, คณิตศาสตร์ หรือสาขาขาดแคลนอื่นๆ ถ้าย้ายคณะ จะย้ายไปคณะพยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ หรือสาขาที่เป็นสายภาษา
- พวกที่สาม คือ พวกที่ยังไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร-ซึ่งพวกนี้แหละที่ผมสนใจมากกว่าพวกอื่นๆ
อันที่จริงผมก็ได้คุยกับธรณินทร์แล้วว่า-ในความเป็นจริงเมื่อเราจะเลือกเรียนสาขาชีววิทยา เราก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เราจะเรียนชีววิทยาไปทำไม แต่เนื่องจากระบบแนะแนวบ้านเรานี้อ่อนมาก. (โทษสิ่งภายนอก) ทำให้นิสิตไม่ทราบว่ามาเรียนชีววิทยาไปทำไม อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามากในบ้านเราคือ "เราไม่ค่อยรู้จักตัวเอง" (โทษสิ่งภายใน) สักเท่าไร
ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอแล้ว เราจะไม่ั้ตั้งคำถามหรอกว่า เมื่อเรียนจบชีววิทยาแล้วจะไปทำงานอะไร
สำหรับตัวบีแมนแล้ว เคยตั้งคำถามและตอบคำถามตัวเองดังนี้
- ผมเป็นคนสุดท้อง พวกพี่่ๆ จะเสียสละให้น้องเรียนและพี่ที่ส่งให้เรียนบอกว่าจะส่งเสียให้เรียนเท่าที่จะมีปัญญาเรียน แต่ชั้นสูงสุดแค่ปริญญาตรีเท่านั้น
- ตอนเรียนหนังสือตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม ผมจะได้คะแนนดีทางสายศิลปะ มากกว่าสายวิทยาศาสตร์ แต่เนื่องจากนโยบายทางการศึกษาและพัฒนาประเทศ จะส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะมีอาชีพที่หลากหลายกว่า บีแมนจึงถูกโฆษณาให้มาเรียนสายวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกรดไม่ค่อยดี และมีประวัติว่าเรียนตกวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไปตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ (2หรือ3 ก็จำไม่ได้แล้ว-ต้องไปสอบซ่อมกับครูเลื่อน-เป็นครั้งแรก-ครั้งเดียว-และวิชาเดียวที่ต้องไปสอบซ่อม)
- ตอนเรียนม.ศ 4-5 สายวิทยาศาสตร์ วิชาที่ได้คะแนนมากสุดก็คือชีววิทยา
- ตอนมาเรียนคณะวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย เลือกเรียนชีววิทยา เพราะว่าไม่จำกัดเกรด และต้องเลือกตามคะแนน พวกที่มีเกรดน้อยๆ จะมีสิทธิ์ไปเลือกสาขายอดนิยมได้อย่างไร (ยอดนิยมสมัยผมคือพวกสาขาพื้นฐานเคมี และพวกสาขาประยุกต์ต่างๆ เช่น วัสดุศาสตร์)
- การจะเลือกเรียนอะไร ต้องเลือกเรียนตามสาขาที่เราถนัดที่สุด เรียนแล้วคิดว่าจะมีความสุขที่สุด เราเรียนเพื่อที่จะรู้ และพัฒนาตกผลึกไปเป็นปัญญา
- เมื่อเราเรียนได้ดี ทำได้ดี มีวิธีคิดที่ดีแล้ว งานการดีๆ ก็จะตามมา หรือเราอาจสร้างงานเองก็ได้
- เราเลือกเรียนอะไร และเราจะเลือกอาชีพอะไร ตัวเราต้องเป็นคนกำหนดเอง มากกว่าที่จะให้เขา (ตัวระบบหรือนายจ้าง-มาเป็นต้วกำหนดเรา)
- ตอนที่ผมเรียนปริญญาตรีนั้น ผมคิดว่า ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตามแบบฉบับของผม ตามความถนัดของผม เมื่อผมทำดีที่สุดแล้ว การจะไปทำอาชีพอะไรนั้นไม่สำคัญ ขอให้อาชีพที่เราทำนั้นมีความสุข และไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นๆ มากเกินไป..
- ผมโชคดี ที่งานอาชีพ-ได้เงินเดือนของผม เป็นอาจารย์สอนทางด้านสัตววิทยา โดยมีวิชาการเลี้ยงผึ้งเป็นวิชาเลือกเอก และผมยังมีงานอดิเรกคือ เลี้ยงผึ้ง (เหมือนคนอื่นเลี้ยงสุนัขและแมว) ซึ่งนอกจากให้ความสุข คลายเครียดแล้ว ยังทำรายได้เพิ่มให้กับเราบ้าง (แต่คงไม่ดีเท่ากับการทำวิจัยเป็นอาชีพ และขอตำแหน่งทางวิชาการ-แต่ทั้ืงนี้ทั้งนั้นเราเป็นคนเลือก และผมเลือกที่จะไม่ขอตำแหน่งทางวิชาการ-เพราะมัีนคือการ "ขอ" ผมเลือกที่จะ "ให้" มากกว่า "ขอ")
- ในตอนหลัง ผมได้แนวคิดจากดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ว่า "เราอยู่ในโลกใบเีดียวกัน และเป็นรุ่นพี่ด้วย เรามีหน้าที่เพิ่มอีกอย่างหนึ่ง คือเราต้องถ่ายทอดประสบการณ์และวิธีคิดของเรา ให้กับรุ่นน้องที่อยากเรียนรู้กับเรา"
สวัสดีค่ะอาจารย์บีแมน อ่านบันทึกทั้งหมด ชอบวิธีการให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนเป็นรายกรณี และขอปรบมือให้กับความเป็นตัวตนของอาจารย์ทั้ง 10 ข้อนะคะ ซึ่งในวันนี้ก็เพิ่งทราบว่าทำไมอาจารย์จึงมีนามแฝงว่า 'บีแมน' ขอชื่นชมค่ะ
เรียน ท่านดร.พจนา