CANCER STORIES: FIVE ตอนหนึ่ง Charlotte


We are all going to the moon. Because nobody gets sick there

FIVE

ผมได้ชมภาพยนต์ทาง HBO เรื่องหนึ่ง เรื่อง FIVE เป็นภาพยนต์เกี่ยวกับชีวิตผู้คนห้าครอบครัวที่รายล้อม เกี่ยวข้อง กับมะเร็งเต้านม ความยาวประมาณ 87 นาที โดยปกติผมจะชอบหาภาพยนต์ที่สื่อสาระอะไรบางอย่างมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการเรียนการสอน เรื่องนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าจัดทำได้ดีมาก เนื้อเรื่องที่คนจำนวนมากจะสามารถเข้าถึง เข้่าใจ และรู้สึกได้ หลายประเด็นที่สื่อ (อย่างทรงพลัง) ในเรื่องนี้ก็เพราะความเรียบง่าย ความจริง ที่บ่อยครั้งไม่กล้าพูด กล้าคิด แต่เป็นความจริงที่ใกล้ตัว เป็นธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดาสามัญ การเยียวยาโดยมิได้ใช้ยา แต่ใช้ศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ ในความอับจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จะมีแสงแห่งความหวัง ที่แม้จะไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่ก็เหมือนชีวิตของเรา นั่นคือ เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นทุกวันขอเพียงแค่เรา "มองหา ก็จะมองเห็น" มันทันทีทันใด

เป็นเรื่องยากที่จะเขียนเรื่อง FIVE โดยไม่ spoil ภาพยนต์ แต่โชคดีที่เรื่องนี้พลังในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องของความใหม่ หรือความแปลกใจ ฉะนั้น ผมยังคิดว่าเราสามารถอ่านบทความนี้ และยังคงไปหาภาพยนต์เรื่องนี้มาชมกันภายหลัง โดยที่ไม่เสียอรรถรสไปสักเท่าไหร่ เพราะในครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ผมได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ อารมณ์ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมได้ด้วยซ้ำ เมื่อรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผู้กำกับ ผู้เขียน ผู้สร้าง ได้บรรจงสอดแทรก วางเอาไว้ อย่างพอดิบพอดี รายละเอียดเหล่านี้เราอาจจะเคยเห็นในภาพยนต์ญี่ปุ่น แต่เมื่อได้มาชมและเห็นในภาพยนต์ตะวันตก ก็ได้ความสั่นไหวของความดี ความงาม และความจริง ไม่แพ้กัน


FIVE




เรื่องที่หนึ่ง CHARLOTTE

ประพันธ์โดย Stephen Godchaux กำกับโดย Demi Moore

Synopsis: บ่ายวันหนึ่ง ในบ้านหลังหนึ่ง หนูน้อยเพิร์ลมองสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ไม่ทราบว่าคืออะไร แต่เป็นความผิดปกติ มีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่เสมือนสิ่งแปลกปลอมในชีวิตล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ ทุกๆอณูของลมหายใจ มีอะไรที่ not quite right พี่เลี้ยงผิวดำของเธอ เบอนีส ที่คอยยุ่งกับเธอมาตั้งแต่เช้า จัดกระเป๋า จัดข้าวจัดของ เพิร์ลรู้ว่าเธอจะได้ไปที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่มีใครบอกเธอว่าไปไหน ไปกับใคร และที่สำคัญที่สุดคือ ไปเพราะอะไร

ญาติๆของเธอมากันเต็มบ้านไปหมด หลายคนฉวยโอกาสนั่งหน้าจอโทรทัศน์ ที่กำลังจะถ่ายทอดสดการเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของมวลมนุษยชาติ โดยนักบินอวกาศนีล อาร์มสตรอง แต่เพิร์ลรู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มาบ้านเธอเพื่อมาดูโทรทัศน์ แต่มาด้วยอะไรสักอย่างที่ทุกคนทราบหมดยกเว้นเธอเพียงคนเดียวที่ถูกกันออกไปจากเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านของเธอ พ่อของเธอไม่ได้นั่งดูโทรทัศน์กับญาติๆ แต่เอาแต่นั่งสูบบุหรี่อยู่นอกระเบียง จิบเหล้าแก้วแล้วแก้วเล่า เกิดอะไรขึ้น? เพิร์ลคิดในใจ ทำไมทุกคนถึงมาที่นี่ หมอประจำบ้านก็มา หลวงพ่อที่โบสถ์ก็มา ทุกคนดูเหมือนจะเดินหายไปในห้องนอนของแม่เธอ แล้วก็เดินออกมา ห้องนอนที่เธอถูกกันไม่สามารถจะเข้าไปได้

ใช่แล้ว เพิร์ลเริ่มลงมือวาดรูป รูปของครอบครัวของเธอ พ่อ แม่ เธอ ทุกคนใส่ชุดมนุษย์อวกาศ เพื่อที่จะเดินทางไปดวงจันทร์ เพิร์ลบอกเบอนีสว่ารูปนี้เธอวาดให้แม่ เธอจะเอาไปให้แม่ เบอนีสบอกเธอว่าเธอคงจะต้องไปขออนุญาตพ่อของเธอก่อน

คนที่จะดูเป็นปกติที่สุดในบ้าน (หากจะพอเรียกว่าปกติได้) ตือคุณย่าของเธอ แต่ทุกครั้งที่ย่าของเธอพูดอะไรออกมาที่เพิร์ลไม่เข้าใจ คุณอา คุณน้าชองเธอก็จะชูว์ จะจุ๊ จะรีบเปลี่ยนเรื่อง เหมือนกับว่าเธอไม่ควรจะพูดอะไรออกมา ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้คือตอนที่มีเพิร์ลอยู่ตรงนั้นด้วย

ในที่สุด เธอก็เห็นโอกาส เมื่อทุกๆคนหันไปดูทีวี ณ เวลาที่นีล อาร์มสตรอง ก้าวออกมาจากยานอวกาศ และกำลังเหยียบลงบนพื้นดวงจันทร์ เบอนีสซึ่งเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มองตาเพิร์ลแล้วก็พยักหน้า ให้เพิร์ลแอบเข้าไปในห้องแม่ของเธอ

เพื่อที่เธอได้ทราบว่าแม่ของเธอกำลังป่วยหนัก และเป็นมะเร็งเต้านม

เรื่องของชาร์ลอต คือ secrecy of illness ที่เด็กในครอบครัว จะถูกกันออกไปจาก "สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น" มีเหตุผลมากมายที่ทุกคนคิดว่าเด็กยังไม่สมควรจะรับทราบเรื่องราวบางอย่าง แต่ก็มีเหตุผลอีกมากมาย "ที่แท้จริง" ที่ผู้ใหญ่ไม่กล้าบอก ไม่กล้าพูด หรือมีความทุกข์ทรมานที่จะพูดถึุงเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเลือกแบบใดก็ตาม จะเป็นพูดถึงมัน หรือไม่พูดถึงมัน ก็จะมีใครบางคนจะเกิดความทุกข์อย่างยิ่งกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และการพูดถึง หรือไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ จะส่งผลในระยะยาวไปคนละแบบกัน ไม่มีใครทราบว่าแบบใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด 

ภาพยนต์ตอนนี้ cast ตัวแสดงได้เยี่ยมมาก หน้าตาของเพิร์ลและชาร์ลอตแม่ของเธอดูแล้วน่าเชื่อมากว่าเป็นแม่ลูกกัน สีหน้าของเพิร์ลไปกับความคิด (ที่ใช้เป็น narrative นำเรื่อง) และเหตุการณ์ได้ยอดเยี่ยม บทของคุณย่า (ที่เหมือนจะเป็นตัวแสบของตอนนี้) กลับกลายเป็นผู้ที่ "ถึง" สังจธรรมมากที่สุด และเป็นผู้ช่วยเหลือเพิร์ลมากที่สุด บทของพ่อที่เล่นเป็นสามีผู้กำลังสูญเสียภรรยา ปูพื้นไว้ให้เป็นฐานรองรับเนื้อเรื่องในเวลาต่อมาได้เนียนมาก

ที่สำคัญคือ "บทพูด" ของเรื่องนี้ เป็นบทพูดที่ simple จริงใจ และไร้เดียงสา ทำให้ทรงพลังมาก ความเรียบง่ายของความจริงใจเป็นตัวเยียวยาที่มหัศจรรย์ที่สุด สีหน้าของแม่ที่ได้ยินคำพูดของเพิร์ลก็ตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก เพียงแค่ประโยคสั้นๆที่เพิร์ลอธิบายว่าทำไมถึงวาดรูปนี้ เป็นอะไรที่........

"We are all going to the moon. Because nobody gets sick there."

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะตระหนักก็คือ ไม่ว่าเราจะบอกเด็กหรือไม่ หรือจะบอกอย่างไร สุดท้ายคนเราทุกคนก็จะต้องสร้าง "พล็อตเรื่อง (story plot)" เพื่อที่จะ narrative ชีวิตของตนเองขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง เมื่อเรา "กัน" เด็กออกมาจาก plot ที่เป็นเรื่องจริง เด็กก็จะสร้างพล็อตสำรองอื่นๆขึ้นมาและมีผลกระทบต่อชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคต มีฉากหนึ่งที่เพิร์ลทะเลาะกับลูกของน้า ลูกของน้า (ซึ่งร้ายมาก) บอกเพิร์ลว่าเธอรู้ความลับของแม่ของเพิร์ล สักพักเพิร์ลก็เดินมาหาพ่อและมากระซิบถามพ่อเธอว่า "I heard that mother has bread cancer" (เด็กฟังผิด หรือพูดผิดจากคำ "breast cancer") และพ่อก็โกรธมากเพราะตั้งใจจะปิดเป็นความลับ เสียงดัง ตวาดน้องสาวว่าทำไมยังไม่พาเพิร์ลออกไปจากบ้านเสียที สีหน้าของเพิร์ลและอวจนภาษาตอนนั้น ไหล่ห่อ ตัวสั่นสะท้าน (ปกติเพิร์ลจะรักพ่อ และใกล้ชิดกับพ่อพอประมาณ) ในมือถือกระดาษวาดเขียนภาพที่เพิร์ลวาดจะให้แม่ดูสั่นไปหมด ตัวเธอที่เล็กอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีก พูดว่า "I've done nothing wrong!" เธอไม่ทราบว่าทำไมพ่อถึงโกรธ เธอไม่ทราบว่าเธอทำผิดอะไร แต่ดูเหมือนทุกคนจะมองเธออย่างกับว่าเธอทำอะไรลงไปที่เป็นความผิดร้ายแรงเช่นนั้น เด็กนั้นสื่อด้วยภาษาอารมณ์ได้เยอะมาก เพราะโลกของเด็กยังมีคำศัพท์ไม่มาก แต่ที่ค่อยๆเติบโตขึ้น เด็กจะสักเกต "น้ำเสียง กิริยาท่าทาง" เพื่อที่จะรับรู้ว่า ณ ขณะนั้น คนที่เด็กจะต้องพึ่งพาได้ กำลังรู้สึกอย่างไร พอใจหรือไม่พอใจ ดุหรือว่าใจดี ฯลฯ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เด็ก "ถูกกัน" ออกจากวงสนทนา เด็กก็จะเริ่มกังวลว่าตัวเองได้ทำอะไรผิดหรือไม่ ทุกๆคนจึงดูเหมือนจะพร้อมใจกัน "ลงโทษ" เธอเช่นนั้น

พวกเราดูเรื่องนี้อาจจะคิดว่าเพิร์ลค่อนข้างจะแก่แดดแก่ลม รู้มากเกินวัยไปหน่อย เด็กไทยไม่น่าจะเป็นแบบนี้ ฯลฯ ซึ่งส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมไทยนั้น เด็กไทยจะเป็นแบบเพิร์ลหรือไม่ผมไม่ทราบเหมือนกัน แต่ "ช่องพื้นที่" ที่จะเปิดโอกาสให้แสดงออกว่าพวกเขา (เด็กไทย) เป็นยังไงกันแน่ มันแคบกว่าช่องว่างในวัฒนธรรมตะวันตกอยู่พอสมควร และเมื่อปราศจากช่องว่างหรือพื้นที่ตรงนี้ เราคงจะยังสรุปยาก ว่าเป็นเพราะเด็กไทยไม่ได้รู้มาก ไม่ได้เก่งกล้า หรือว่าเป็นเพราะเด็กไทยนั้นจริงๆก็รู้มากและเก่งไม่น้อยกว่าเพิร์ล เพียงแต่ไม่มีพื้นที่ที่จะแสดงออกมาเท่านั้นเอง

ฉากสุดท้าย ตอนที่ชาร์ลอตชวนเพิร์ลขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกัน ชื่นชมรูปที่เพิร์ลวาดให้ และด้วยความสะเทือนใจที่รับรู้ว่า รูปใบนี้ เป็นรูปสุดท้ายของชีวิตเธอที่เธอจะได้เห็นผลงานของเพิร์ล ชาร์ลอตคอยๆบรรจงประทับรอยจุมพิตลงไปบนกระดาษ กลายเป็นที่มาของ Kiss The Wall ของภาพยนต์เรื้องนี้ในตอนต่อมา



หมายเลขบันทึก: 540375เขียนเมื่อ 24 มิถุนายน 2013 05:54 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 มิถุนายน 2013 06:27 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี