การศึกษาเพื่อพัฒนา “คุณธรรม...”


การศึกษาหาความรู้ของหมู่มวลมนุษย์ทั้งในประเทศต่างประเทศ ส่วนใหญ่เพื่อพัฒนาบ้านเมือง พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้อยู่ดีกินดี อยู่สะดวกสบาย มีการศึกษาเรื่องพระศาสนาเหลือไว้เพียงเล็กน้อย ไม่ให้ความสำคัญว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นในหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ไปเน้นทางวัตถุไปเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์


ชีวิตของคนเราทุก ๆ คนมันมีทั้งกายมีทั้งใจ ถ้าเราไปเน้นตั้งแต่ทางกายทิ้งเรื่องทางจิตทางใจมันมีแต่จะนำความทุกข์ความเดือดร้อนให้กับตัวเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ

ทุกวันนี้น่ะประชาชนพากันเป็นโรคกระเพาะกันก็เยอะ เป็นโรคประสาทกันก็มากขึ้น เป็นโรคจิตก็มากขึ้น เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคหัวใจ โรคไต ความดัน เบาหวาน สาเหตุมันก็เกิดจากใจของเราไม่สงบ มาจากการบริโภคที่ไม่รู้จักประมาณไปติดในความสุขความสะดวกสบาย ไม่รู้จักยับยั้งชั่งจิตใจทำใจให้มันสงบ

ความอยากความต้องการมากมันก็ย่อมมีความวิตกกังวล มันก็ทำให้เกิดโรคกระเพาะโรคประสาท โรคภัยเจ็บต่าง ๆ ก็ตามมา เราตามความเอร็ดอร่อยไปจนตับไตไส้พุงมันเสียหายหมด พระพุทธเจ้าท่านสอนเราทุกคนให้รู้จักประมาณในการบริโภค จะเอาอะไรลงในท้องในร่างกายของเราต้องมีสติ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ให้รู้จักประมาณในการบริโภค

ใจของเราทุก ๆ น่ะมันมีเปรตอยู่หลายตัวนะ... พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุก ๆ คน  ฝึกทำใจให้สงบ อย่าได้พากันหลงวัตถุหลงสีหลงแสงหลงเสียง สิ่งเหล่าหละมันเป็นสาเหตุให้เราได้ฝึกจิตฝึกใจไม่ให้เราทำตามความโลภความโกรธความหลง ทำให้เราได้ฝึกจิตใจให้สงบ ฝึกปล่อยฝึกวางอารมณ์ให้รวดเร็ว อย่างตาเห็นรูปอย่างนี้แหละให้เรามีสติรวดเร็วอย่าให้ใจของเราตามอารมณ์ไป หูฟังเสียงอย่างนี้แหละ ให้เรามีสติเร็ว ๆ อย่าได้ตามไป ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นกับเราให้มีสติรู้ แล้วก็ไม่ให้ใจของเราตามอารมณ์ไป ถ้าเราตามอารมณ์ไปเราต้องมีปัญหาแน่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีไม่ว่าสิ่งนั้นจะชั่ว

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า... “สิ่งที่เรารู้เราเห็นเราได้ยินได้ฟังนั้นน่ะมันคือนิมิตที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา” เราอย่าพากันไปหลงนิมิต ไม่ว่านิมิตจะดีหรือจะไม่ดีน่ะอย่าตามไป ให้นิมิตนั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ถ้าเราตามไป ตามอารมณ์ไป เราจะเป็นคนไม่มีสมาธิ จิตใจของเรามันจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่มาสัมผัสในชีวิตประจำวัน เราจะไม่เป็นตัวของตัวเอง  เราจะเป็นคนหลงโลก หลงอารมณ์หลงนิมิตในชีวิตประจำวันอยู่ตลอด การพัฒนาชีวิตใจของเรามันก็จะไม่เจริญ ก็จะไม่ก้าวหน้า

พระพุทธเจ้าท่านให้เรามีชีวิตปกติแล้วแต่อะไรที่จะเกิดขึ้นกับเรา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ให้มันแล้วไปเราไม่ต้องตามอารมณ์ไปไม่ต้องตามสิ่งแวดล้อมไป เราพยายามดำรงสติดำรงสมาธิ เจริญปัญญาว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันเกิดขึ้น ทุกอย่างนั้นมันตั้งอยู่ ทุกอย่างนั้นมันดับไปไม่มีอะไรมากน้อยไปกว่านี้

การทำมาหากินของเราน่ะเราก็ทำไปในชีวิตประจำวันปกติ ไม่ต้องกลัวอุปสรรค ไม่ต้องกลัวปัญหา สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีในตัวเราในชีวิตประจำวัน

เราพยายามมาแก้ที่ใจของเรา มาแก้ที่การกระทำของเรา  มาแก้ที่คำพูดของเรา  เพื่อปรับตัวเองเข้าหาศีลหาธรรมหาคุณธรรม สิ่งภายนอกก็ทำไปด้วยดี ส่วนทางด้านจิตใจก็ต้องทำไปด้วยดี กายก็ทำความดี ใจก็ทำความดี เอาความดีเป็นที่ตั้ง เอาความดีเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ชื่อว่าผู้ปฏิบัติดี ชื่อว่าปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ ปฏิบัติที่สมควรน่ะ  “พระก็ทำได้ โยมก็ทำได้ ทำได้ทุก ๆ คน...”

ถ้าเราเน้นตั้งแต่ทางวัตถุมันไม่ได้ มันต้องเน้นจิตใจด้วย เน้นคุณธรรมด้วย เน้นให้ใจของเราเกิดความสงบด้วย มันจะได้เป็นความดีเป็นคุณธรรมนำเราให้เกิดความสงบ ครอบครัวสงบ ประเทศชาติสงบ สังคมสงบ การศึกษาการปฏิบัติของเรามันถึงจะถูกต้องมันไม่ได้ไปแต่ทางโลกทางวัตถุอย่างเดียว

พระพุทธเจ้าท่านให้พวกเราพากันฝึกจิตใจกันให้มาก ๆ นะ ตัวเราจะได้มีความสุข ครอบครัวเราจะได้มีความสุข ในหลวงของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านสอนเราให้เป็นผู้ที่รู้จักทำใจให้สงบ เป็นผู้ที่มีเศรษฐกิจพอเพียง เรารวยเท่าไหร่ เราเป็นมหาเศรษฐีเท่าไหร่ถ้าใจของเราไม่สงบมันก็ไม่มีความสุข เพราะความสุขภายนอกนั้นมันเป็นความสุข  บนความทุกข์ของคนอื่นน่ะ มันไม่เหมือนที่เศรษฐกิจพอเพียง มีน้อยก็ใจสงบ มีมากก็ใจสงบ ไม่มีก็ใจสงบ

เราทุกคนต้องรู้จักทำใจให้สงบ เดี๋ยวนี้เราทุกคนกำลังเป็นคนใจแตก สังคมกำลังเป็นสังคมใจแตก เพราะว่าไม่รู้จักทำใจสงบกัน ไปเข้าใจผิดว่าเรื่องสมาธิน่ะเป็นเรื่องของคนเบื่อโลก เป็นเรื่องของคนอกหัก เป็นเรื่องของคนแก่ มันไม่ใช่เรื่องของเราน่ะ ความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องของเราทุก ๆ คนต้องทำใจให้สงบ ยินดีในสิ่งที่มีอยู่ พัฒนาตัวเองเพื่อให้ตัวเองเกิดความสงบ


พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้ทุกคนสร้างความดีสร้างบารมีเพื่อไม่ตามใจตัวเองไม่ตามกิเลสตัวเอง ให้ตามศีลตามธรรมตามคุณธรรม

คนเรามันมีความเห็นแก่ตัว เอาความสุขใส่ตัว เอาความสุขให้พี่ให้น้อง ให้ญาติ  ให้วงศ์ตระกูล มันไม่แชร์ความสุขกัน เพื่อทุกคนเกิดมานี้ก็มีความสุขทั้งทางกาย มีความทุกข์ทั้งทางใจ หน้าที่การงาน สิ่งแวดล้อม วงศ์ตระกูลมันมีทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป

พระพุทธเจ้าท่านของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านให้เราแชร์ความสุขซึ่งกันและกัน อย่าเห็นเค้าเป็นคนอื่น ทุกคนเป็นญาติพี่น้องกันหมด เกิดแก่เจ็บตาย  ด้วยกันหมด เมตตาธรรมนี้เป็นเครื่องค้ำจุนโลก อบายที่ทำให้ใจของเราตกต่ำได้แก่ เราตามอารมณ์ตัวเองไป ตามความอยากของตัวเองไปจนเป็นอบายมุข แต่ทุกคนไม่รู้ตัวเอง

ครอบครัว ๆ หนึ่งถ้ามีใครไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิอย่างนี้เดี๋ยวนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลก ถือว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในครอบครัวของเราแล้ว เพราะจิตใจของเราตกต่ำตกอยู่ในอบายมุขอบายภูมิ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สิ่งที่ดี ๆ เค้าทำเราก็มองไม่เห็นนะ แต่สิ่งที่มันไม่ดีน่ะเห็นไว แล้วก็เอาตัวอย่างว่า “คนนั้นเค้าก็ยังทำ คนนี้เค้าก็ยังทำ...!

คนดีร้อยคนถ้ามีคนไม่ดีมาอยู่ด้วยซักคนหนึ่งมันทำให้คนดี ๆ เสื่อมได้ ถ้าเราไม่พัฒนาใจของเรา ฝึกจิตใจของเรา มันชอบหลงทางหลงประเด็น

สิ่งที่เราพากันมองอยู่ทุกวันนี้น่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันรู้พากันเข้าใจนะว่า  เค้ากำลังพากันเดินทางผิด เน้นในทางวัตถุ ทิ้งทางธรรมทางคุณธรรม เราจะไปทำอย่างนั้น ๆ ไม่ได้นะ ลูกเราหลานเราเหลนเราในอนาคตแย่นะ

การประพฤติการปฏิบัติตัวเองนี้แหละมันยากนะ มันเป็นเรื่องรับผิดชอบ มันเป็นเรื่องที่ทวนกระแส มันต้องมีการประพฤติปฏิบัติกันต่อเนื่องเรียกว่า “ปฏิปทาเสมอต้นเสมอปลาย”

ทุกท่านทุกคนสมาธิต้องแข็งแรง ปัญหาต่าง ๆ มันเกิดจากต้นเหตุคือใจของเรามันมีความเห็นผิด มีความเข้าใจผิด ทุกอย่างมันก็ผิดไปหมด เราทุกคนถึงมีความจำเป็นที่จะต้องพากันเป็นผู้มีศีลมีสมาธิเพื่อเจริญปัญญา

ศีลนั้นแหละคือตัวความดี ศีลนั้นแหละคือตัวคุณธรรม ศีลนั้นแหละคือตัวพระพุทธเจ้า ถ้าใครไม่รักศีลไม่ชอบศีลก็คือไม่รักความดีไม่รักพระพุทธเจ้า

การรักษาศีลนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เน้นมาที่จิตที่ใจ ไม่เน้นไปที่กาย

ระเบียบวินัยของสังคมมีไว้เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย เค้าเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม  ให้อยู่ร่วมอย่างมีความสุข แต่การรักษาศีลปฏิบัติธรรมนี้เค้าเน้นที่จิตที่ใจเพื่อเข้าถึงความสงบ เข้าถึงความดับทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน การรักษาศีลจึงเป็นการเข้าถึงเจตนา ถ้าเราไม่มีเจตนาก็ถือว่าไม่ผิด

เจตนาคือเจตนาที่จะไม่ทำผิด ถ้าจิตใจของเรามันไม่สงบมันเคลือบแคลงมันสงสัย  อย่างนี้ก็ยังไม่ได้ ต้องปลงใจต้องใจเชื่อใจเต็มที่เต็มร้อยว่ามันไม่ผิด

คนเราทุกคนน่ะ ถ้าเรารักษาศีลดีใจของเรามันก็สงบ เพราะเรากระทำแต่ความดีเราไม่มีความผิด

คนเรามันไม่สงบเพราะ หนึ่ง มันมีความอยาก สอง มันมีความผิด ใจมันถึงไม่สงบ  เมื่อศีลไม่มีสมาธิมันก็ไม่มี ศีลสมาธิมันเป็นขบวนเดียวกันมันจะแยกกันไม่ได้ ปัญญากับสมาธิมันก็ไปขบวนเดียวกัน มันแยกกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเน้นมาที่ใจมาที่ตัวเจตนา

ประชาชนคนส่วนใหญ่ก็วิตกกังวลว่าเรารักษาศีลนี้ก็ถูกคนอื่นเค้าเอารัดเอาเปรียบ  มันลิดรอนสิทธิในการทำมาหากิน เป็นแต่ผู้แพ้ ถูกสังคมเค้ารังแกเบียดเบียน อันนี้มันมีความคิดเห็นผิดนะ เรามีความคิดเห็นผิดเหมือนกับเราเกิดมาน่ะเราจะปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ไว้  เราก็ไม่ปลูก เราคิดว่าเราปลูกต้นไม้ใหญ่แล้วเราก็ไม่ทันเห็นเดี๋ยวเราตายก่อน เราก็เลยไม่ปลูก  เราไม่ได้คิดว่าเราต้องเสียสละเพื่อให้ลูกให้หลานให้เหลน


ต้นไม้ที่มันต้นใหญ่ เศรษฐกิจยั่งยืนน่ะ เราก็ไม่พากันปลูก พากันปลูกตั้งแต่พวกอ้อยพวกมัน พวกข้าวโพด พวกผักอย่างนี้แหละ เราคิดว่ามันแก้ปัญหาให้เราได้ในชีวิตประจำวัน พอเลี้ยงอัตภาพเลี้ยงครอบครัว อีกหลายปีข้างหน้าน่ะลูกเรามันก็ลำบากหลานเรามันก็ลำบาก เพราะว่าเรามีความเข้าใจผิด มีความคิดเห็นผิด การรักษาศีลก็เหมือนกัน ถ้าเราเป็นคนดีเป็นคนนิสัยดี เครดิตเราก็ดี เรทติ้งเรามันก็ดี ทำอะไรมันก็ดีไปหมด เพราะคนในโลกนี้ในสังคมนี้แหละต้องการคนดี

อย่างเค้าให้เราเรียนหนังสือตั้งแต่เด็กจนถึงจบปริญญาเอกเพื่อจะเป็นคนดีเป็นคนเก่งเป็นคนมีศีลมีธรรมมีคุณธรรม ทุกวันนี้ก็ยังมีการเรียนพิเศษ กศน. ผู้ที่ไม่มีโอกาสเรียน  ตอนเด็ก ๆ ก็ให้มีนักศึกษาผู้ใหญ่เพื่อจะได้ทำความดีกัน ในโลกนี้ในสังคมนี้ถึงต้องการคนดี ถ้าเราเป็นคนดีน่ะไม่ต้องกลัวอดตายนะ ดูตัวอย่างผู้ที่บวชเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทิ้งทางโลกหมด ทิ้งทางวัตถุหมด เน้นทางจิตทางใจ เน้นทางพระนิพพาน อยู่ป่าอยู่เขาอยู่ที่กันดารเท่าไหร่ประชาชนเค้าก็ขนของขนสิ่งบริโภคต่าง ๆ ไปให้จนไม่มีที่จะเก็บ แสดงว่าโลกนี้สังคมนี้เค้าต้องการคนดี เค้าส่งเสริมคนดี ในโลกนี้จะให้คนดีหมดทั้งบ้านทั้งเมืองมันเป็นไปไม่ได้หรอก ช่างหัวมันนะ

ในหลวงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระพุทธเจ้าของเราท่านให้เรามาพัฒนาตัวเองนะ เราอย่าไปสนใจความดีความชั่วของคนอื่น ถ้าเราไปสนใจความดีความชั่วของคนอื่น หัวใจของเรามันจะเป็นคนพาลเป็นอันธพาล คนโน้นก็ไม่ดีคนนี้ก็ไม่ดีเลยมีแต่เรื่องทุกข์ ๆ  อยู่ในจิตในใจเพราะเราเกี่ยวข้องภายนอกหลงแต่สิ่งภายนอก ตามนิมิตไป ตามอารมณ์ไป ตามสิ่งภายนอกไป ไม่เน้นมาที่ตัวเรา ไม่เน้นความสงบในตัวเรา

การฝึกใจสงบนั้นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกทุกอิริยาบถ ทำอะไรอยู่ก็ให้ใจของเราสงบ ให้ใจของเรามีสติมีความสุข ดูที่เค้าจะเข้าสมาธิน่ะเค้ามี วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข เอกัคตา

วิตกวิจารณ์ก็ได้แก่เราคิดว่าสิ่งนี้มันดี สิ่งนี้มันประเสริฐที่เราจะได้เอามาปฏิบัติ  ในชีวิตประจำวันของพวกเรา จิตใจของเราจะได้เบิกจะได้บาน มันจะไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ มันจะไม่ได้เป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เรามีความสุขในการประพฤติปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง ให้ถือว่าเป็นความดีถือว่าไม่มีปัญหาอย่างนี้นะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้

ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ จิตใจของเรามันจะบอบช้ำกว่านี้ กายของเรามันจะบอบช้ำกว่านี้ เรื่องที่มันเป็นทุกข์วิตกกังวลขุ่นมัวเศร้าหมองทางจิตใจน่ะพระพุทธเจ้าท่านให้เราทิ้งให้หมด ถือว่ามันเป็นบทเรียนถือว่ามันเป็นประสบการณ์ เราจะได้ไม่ทำอย่างนั้นอีก  เราจะไม่ได้ไปคิดอย่างนั้นอีกนะ เราไม่ต้องไปคิดว่าชีวิตของเราทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้  ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมมันมีบุญน้อยวาสนาน้อย เกิดมามันอาภัพอับจน ทุกคนไม่ต้องไปคิดอย่างนั้น คิดว่าดีมากที่จะให้เราทำใจพิจารณาใจ ทุกอย่างเราต้องมาแก้ที่ใจของเรา  ใจของเราต้องเข้มแข็ง ต้องแข็งแรง ต้องสลัดทิ้งอดีตไปให้ได้ เข้าถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในปัจจุบันให้ได้ คนเรามันชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนอย่างโบราณเค้าว่านั่นแหละ  แล้วก็แล้วไป ไม่ต้องเอามาคิดมาวิตกกังวล

เป็นคนขยันมาก ๆ รับผิดชอบให้มาก ๆ เสียสละให้มาก การใช้จ่ายก็ต้องประหยัด  ให้มากขึ้น “รายรับนี้ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่รายเหลือ”

ต้องมาแก้ที่ตัวเอง ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เอาตัวเองนี้ให้มันสงบ ไม่ให้มันมีตัวมีตน ไม่ให้มีเรามีเขา ไม่ให้มีผู้หญิงผู้ชาย ไม่ให้มีช้ามีเร็วมีกลางวันกลางคืน ไม่ให้มันมีอะไร ถ้าใจของเรามันมีอะไรมันก็มีอะไร ถ้าใจของเรามันไม่มีอะไรมันก็ไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ เราไม่ต้องไปอยากรวยมีหน้ามีตามีเกียรติมียศ เราพัฒนาตัวเองเข้าถึงความสงบ “นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง เพราะสุขอันใดก็สู้ความสงบนั้นไม่มี” ที่เรามีทุกข์เราไม่สบายทั้งกายทั้งใจนี้ก็คือจิตใจของเราไม่สงบ

พระพุทธเจ้าท่านให้เราฝึกพัฒนาใจอย่างนี้แหละ พัฒนาไปเรื่อยเราอย่าไปอยากให้มันสงบ เพราะความสงบนั้นมันเป็นผล ความสงบมันนั้นต้องปราศจากนิวรณ์ ถ้าเรามีความโลภความโกรธความหลงอยู่มันไม่สงบ เราต้องไม่มีตัวไม่มีตัวมันถึงสงบ

การศึกษาของเราน่ะมันกำลังผิดทาง มันไปในทางวัตถุอย่างเดียว มันไม่เน้นมาหา  เรื่องจิตเรื่องใจ อันนี้มันเป็นมรดกที่บรรพบุรุษเราประพฤติปฏิบัติมานะ เรื่องทำใจให้สงบ ผู้ที่แก่เรียนทั้งหลายน่ะ ถ้าเค้าไม่คิดว่าอันนี้เป็นของสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเค้าพากันทิ้งไปหมดแล้ว คงไม่มีวิชาคุณธรรมศีลธรรมห้อยไว้นิด ๆ ให้ทุกคนเข้าใจว่า ส่วนที่สำคัญในชีวิตของเราคือจิตใจสงบ

การบรรยายพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย ให้ทุกท่านทุกคนได้พัฒนาในเรื่องจิตเรื่องใจให้เข้าถึงความสงบ ไม่หลงไปทางวัตถุอย่างเดียว ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

เช้าวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 540330เขียนเมื่อ 23 มิถุนายน 2013 22:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มิถุนายน 2013 06:01 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี