22/06/2556 ********** ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านชอบฟังและชอบสังเกตมากกว่าชอบเขียนหรือบันทึก เวลาไปงานบุญและไปยังสถานที่ต่าง ๆ
มักจะได้ยินโฆษกพูดประกาศทางเครื่องขยายเสียงและเห็นป้ายที่เขียนข้อความต่าง ๆ ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตานิด ๆ ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า เผื่อจะมีบางท่านอาจจะกำลังใช้หรือกำลังจะเขียนกันอยู่ในขณะนี้
ก็ขอให้ได้ลองพิจารณาคำต่าง ๆ เหล่านี้ให้ละเอียดรอบคอบเพิ่มเติมกันอีกสักนิด กราบนิมนต์ มักพูดกันว่า กราบอาราธนานิมนต์ ควรใช้คำใดคำหนึ่ง กราบอาราธนา(อา-ราด-ทะ-นา) หรือ กราบนิมนต์ ก็ได้ ไม่นิยมใช้คู่กันเพราะความหมายเหมือนหรือคล้ายกัน คือ “เชิญ” หรือ “เชื้อเชิญ”
พระภิกษุและสามเณร เช่น
“กราบนิมนต์(ขอเชิญ)พระคุณท่านขึ้นบนศาลาการเปรียญได้แล้วครับ” กรณีที่ทำบุญที่วัดในวันพระเป็นตัวอย่าง (
ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://npt.onab.go.th/kamwat/k18.pdf ) กำหนดการ มักเขียนและพูดกันว่า หมายกำหนดการ ทั้งสองคำนี้เห็นโฆษกแถวบ้านผมใช้กันให้มั่วไปหมดเราน่าจะลองมาดูวิธีการหรือหลักในการใช้กันสักหน่อย
คำว่า
"กำหนดการ" ใช้เป็นเอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานทั่ว ๆ
ไปที่ทางราชการหรือส่วนเอกชนจัดขึ้นเอง แม้ว่างานนั้น ๆ
จะเป็นงานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน
แต่ถ้างานนั้นมิได้เป็นงานพระราชพิธีซึ่งกำหนดขึ้นโดยพระบรมราชโองการแล้ว เรียกว่า
กำหนดการ ทั้งสิ้น คำว่า "หมายกำหนดการ"
จึงใช้เป็นเอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานพระราชพิธีโดยเฉพาะ ลักษณะของเอกสารจะต้องอ้างพระบรมราชโองการ
และในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะต้องนำหมายกำหนดการดังกล่าวนี้เสนอนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เพื่อให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ (ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=965 ) เชิญจุดเทียนชนวน มักพูดว่า เชิญจุดเทียนสีนวน สายสีนวน เป็นภาษาพูดที่ใช้เรียกสายชนวนของทางภาคเหนือ ใช้สำหรับสอดเข้ากับรูในบั้งไฟ(บอกไฟ)
เอาไว้เพื่อจุดเป็นเชื้อไฟให้เข้าสู่บั้งไฟภายในแล้วขับพ่นไฟนำบั้งไฟทะยานสู่บนท้องฟ้า
ผู้ที่มักจะพูดผิดจึงมักจะเป็น “ปู่จารย์”
หรือ “มัคนายก” ผู้นำทำพิธีกรรมทางพระศาสนาเสียเอง ทีฆายุโก,ทีฆายุกา มักเขียนเป็น ฑีฆายุโก,ฑีฆายุกา (ทีฆะ+อายุโก) และ
(ทีฆะ+อายุกา) ซึ่งคำทั้งสองนี้ที่ถูกต้อง ต้องใช้ ท ทหาร แทน ฑ
นางมณโฑ “ทีฆะ”
แปลว่า ยาว หรือ ยืนยาว อายุกะ หรือ อายุโก แปลว่า ท่านผู้มีอายุ หรือ ขอให้(ท่าน)มีอายุ มักนำไปเขียนเป็นป้ายใหญ่ ๆ ติดตามหัวมุมถนน
หน้าตึกสูงๆ หรือหน้าที่ทำการของหน่วยงานราชการต่าง ๆ
เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของทั้งสองพระองค์ท่าน ที่ถูกต้องควรเขียนว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ
“ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี” สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถฯ เรื่องนี้อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ เคยได้เขียนอธิบายและชี้แจงมาครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
(ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.kroobannok.com/23946 ) ที่สาธารณประโยชน์ มักเขียนเป็น ที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งเป็นคำสมาสจะไม่เห็นรูปสระอะ
เช่น “ป่าช้าเป็นที่สาธารณประโยชน์” “ป่าชุมชนเป็นที่สาธารณประโยชน์” เป็นต้น
ยังมีคำอื่น ๆ อีกหลายคำ เช่น สาธารณสมบัติ, สาธารณสถาน,สาธารณสุข ก็มีลักษณะคล้ายกันไม่ใส่รูปสระเช่นกัน
ลองสังเกตกันให้ดีนะครับ บิณฑบาต(บิน-ทะ-บาด) มักเขียนเป็น บิณฑบาตร
ซึ่งคำนี้ที่ถูกต้องจริง
ๆ ไม่มี ร เรือต่อท้าย คำที่มี ร เรือ
ต่อท้ายคือคำว่า บาตร เฉย ๆ ซึ่งทั้งสองคำ มีความหมายต่างกัน คำว่า บิณฑบาต แปลว่าการตกลงของก้อนข้าว ถือเอาอาการที่มีคนใส่ข้าวหรือหย่อนข้าวเหนียวก้อนกลมๆ
ลงไปในบาตรเป็นสำคัญ
ส่วนความหมายในคำวัดอาจใช้ในลักษณะของการถวายอาหารให้กับพระสงฆ์ยามทำบุญก็ได้
เช่น "ขอนิมนต์พระคุณท่านรับอาหารบิณฑบาตด้วยครับ” หรืออาจใช้ในลักษณะของการออกรับอาหารในหมู่บ้านยามเช้าๆ
ของพระเณรด้วยก็ได้ เช่น “เจ้าอาวาสท่านไม่อยู่ออกไปบิณฑบาตยังไม่กลับมา” บางทีก็ใช้ในลักษณะของการร้องขอให้หยุดการกระทำที่โหดร้ายหรือรุนแรง
เรียกว่า “การขอบิณฑบาต” เช่น สมเด็จพระวันรัตขอบิณฑบาตชีวิตของราชองครักษ์หรือแม่ทัพนายกองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ไม่ให้ถูกประหารชีวิต เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.dailynews.co.th/article/44/199744 ) ก่อนหน้านั้นเราจะได้ยินและเห็นกล่าวถึงคำว่า โลกานุวัตร กันมากอยู่ มาปัจจุบันจึงหันมานิยมและใช้คำนี้แทน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ กำหนดความหมายของคำ โลกาภิวัตน์ เอาไว้ว่า น.(เป็นนามคือ) การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใดสามารถรับรู้สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น. ป.(เป็นภาษาปาลีหรือมาจากภาษาบาลีคือศัพท์ว่า)โลก + อภิวตฺตน; อ.(เป็นภาษาอังกฤษคือ) globalization ( ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp ) ส่วนคำว่า โลกาภิวัฒน์ มาจากการสนธิคำ 3 คำ คือ โลก+อภิ+วัฒน เข้าด้วยกัน ซึ่งหากให้ความหมายตามความเข้าใจของผมตามรูปศัพท์แล้ว หมายถึง การพัฒนาโลกนี้อย่างยิ่งใหญ่ หรือการทำให้โลกเกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ (อภิ:ยิ่งใหญ่,จำเพาะ,ข้างหน้า)(วัฒน:พัฒนา,ทำให้เจริญ) จะพัฒนากันอย่างไรก็แล้วแต่ละครับ (ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่
http://www.learners.in.th/blogs/posts/76863) ขอเพิ่มเติมท่านอาจารย์ที่ให้ความหมายเดิมไว้นิดหนึ่งที่ว่า มาจากคำว่า “สำ+มนา” ความจริงมาจากรากศัพท์ว่า “สํ+มน” ตามหลักไวยากรณ์ภาษาบาลี สํ (อ่านว่าสัง) เป็นคำอุปสัค แปลได้ว่า พร้อม กับ ดี มน (อ่านว่า มะนะ) แปลว่า ใจ ใช้หลักการสนธิ สงฺ(สัง) มาเป็น สมฺ(สำ) รวมกันแล้วเกิดเป็น สมฺมน หรือเป็น สัมมนา ในรูปภาษาไทย หมายถึง การพร้อมใจกัน หรือ การร่วมใจกัน(ใจกับใจ) หรือการทำใจ(ของแต่ละคน)ให้ดีให้ตรงกัน ข้อสังเกตคำนี้ต้องมี ม ม้า สองตัว นะครับ ยินยอม ยอมให้
หรือตกลง ก็ได้ แปลตามศัพท์ของภาษาบาลีว่า รู้แล้ว
หรือ อันเขารู้แล้ว มักเห็นผู้คนทั่วไปเขียนติดตามประตูทางเข้า ประตูห้องเช่า หน้าบ้าน และตามโกดังเก็บของทั่วไป เขียนผิดกันแทบจะทุกแห่งเท่าที่พบมา (ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://www.oknation.net/blog/print.php?id=133671 )
มุทิตา(มุ-ทิ-ตา) มักเขียนเป็น มุฑิตา
การแสดงความยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นหรือใครๆ ได้ดี อยู่ในหลักสี่พี(4 P)
พรหมวิหาร 4 (ไม่ใช่หลักการค้า 4 ประการนะครับ) ประกอบด้วย เมตตา ความรักเอื้อเฟื้อมีไมตรีจิตต่อกัน กรุณา ความสงสารเห็นใครเขาลำบากเดือดร้อนก็ให้ความช่วยเหลือเหมือนกรณีน้ำท่วมปีที่ผ่านมาเป็นต้น มุทิตา ไม่อิจฉาหรือริษยาเมื่อเห็นเพื่อนผู้ร่วมงานได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแสดงให้เขาเห็นว่าเราชื่นชมและยินดีด้วย และ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลางเมื่อเห็นว่าคนหรือสัตว์นั้นๆ เราช่วยเหลืออะไรเขาไม่ได้แล้วเต็มที่ของเราแล้ว ก็ให้ปล่อยวางที่จิตไม่ให้คิดยินดียินร้ายไปกับเขา
ภาพนี้ผมถ่ายตอนที่ทำงานอยู่บนดอย
มัคนายก,มรรคนายก(มัก-คะ-นา-ยก)
มักเขียนและใช้เป็น มัคทายก,มรรคทายก
สองคำนี้ความหมายต่างกัน คำแรกหมายถึง ผู้นำทาง “มัค” หรือ “มรรค” แปลว่า ทาง หรือ หนทาง เช่น หลักธรรมสำคัญทางพุทธศาสนาว่า มรรค 8 หรือมรรคมีองค์ 8 แปลกันว่า ทางสายกลาง 8 เป็นตัวอย่าง คำว่า “นายก” แปลว่า ผู้นำ ในที่นี้รวมกันแล้วหมายถึง เป็นผู้นำทางศาสนาหรือเป็นผู้นำทำพิธีกรรมต่างๆ ทางพระศาสนา ตัวอย่างเช่น “ขอเชิญมัคนายกได้นำไหว้พระรับศีลได้แล้วครับ”
คำที่สอง มรรคทายก หมายถึง ผู้นำในการให้ “ทายก” หรือ “ทายโก” แปลว่า ผู้ให้ ตัวอย่างเช่น “ท่านกำนันเป็นมัคทายก(นำให้)ในการตักบาตรเทโวเช้าวันนี้” แบบนี้เหมาะสมและถูกต้อง
ลายเซ็น หรือ ลายมือชื่อ คำที่ถูกต้องไม่มี ต เต่า การันต์ มักใช้กับการทำธุรกรรมที่มีผลในทางกฎหมายเช่น เซ็น สำเนาถูกต้องพร้อมลายเซ็นกำกับทับสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชน เป็นต้น แต่ถ้าคำว่า เปอร์เซ็นต์ ถึงจะมี ต เต่า การันต์ ใช้กันมากในวงการธุรกิจ การค้าขายที่พูดถึงเรื่องกำไรขาดทุนกันอยู่บ่อย ๆ เหล่านี้เป็นคำใกล้ตัวของเราที่ใช้หรือพูดกันอยู่ประจำและมักใช้ผิดเป็นประจำเหมือนกัน
สัมมนา มักเขียนเป็น สำมะนา หรือ สัมนา
คำนี้ดูเหมือนว่าจะอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดเหมือนกันโดยเฉพาะท่านที่เป็นนักศึกษา ท่านที่ทำงานราชการหรือทำงานกับรัฐวิสาหกิจ ก็อย่าลืมทำความเข้าใจกันไว้บ้างก็ดี บางทีเราก็มองข้ามไปไม่ให้ความสนใจสักเท่าไหร่
อนุญาต มักเขียนเป็น อนุญาติ
ซึ่งที่ถูกไม่มีสระ อิ เหนือ ต เต่า แปลว่า

http://www.thaicattle.net/webboard/index.php?topic=7186.0
ซึ่งคำที่ถูกต้องใช้ ส เสือ การันต์ ไม่ใช่ ฆ ระฆัง อานิสงส์ แปลว่า คุณเป็นที่ไหลออกเนือง ๆ แห่งผล คือให้ผลที่น่าชื่นใจโดยยิ่ง หมายถึงประโยชน์ที่เกิดจากการทำบุญ หรือผลที่ได้จากการทำบุญทำกุศล มีความหมายคล้ายกับคำว่า ผลานิสงส์ ( ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://npt.onab.go.th/kamwat/k33.pdf )
ขอบคุณโกทูโนว์ที่เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ได้อย่างกว้างขวางขอให้อานิสงส์ที่เกิดจากกุศลจิตจงบังเกิดมีแด่ทีมงานทุกท่านครับ
ขอบคุณค่ะ'พี่หนาน' เผลอๆมีเขียนผิดเหมือนกันในคำที่ไม่ค่อยได้เขียน แต่ถ้าไม่แน่ใจเดี๋ยวนี้ก็ต้องเปิดพจนานุกรมก่อนนะคะ ...ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ ดร.พจนา แย้มนัยนา เป็นธรรมดาที่คนเราก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้าง บางทีผมก็เขียนผิดบ่อยๆ เหมือนกัน ในเมื่อเราเรียนรู้แล้วก็อยากจะแนะนำและถ่ายทอดให้ผู้ที่ยังไม่รู้ได้รู้อย่างที่เรารู้แล้วบ้าง ใช่ไหมครับ ถือเป็นการเสริม ๆ กันไป เรื่องแบบนี้ไม่ต้องคิดมาก ผิดเป็นครู แต่ถ้าผิดบ่อยๆ อาจเป็นภารโรงก็ได้ใช่ไหมครับ อิอิอิ
โดยส่วนตัวผมมักใช้นิมนต์กับพระสงฆ์
อาราธนากับพระพุทธรูปพระเครื่อง
ได้ความรู้ดีๆจากบทความนี้
ขอบคุณมากค่ะ กระตุกตัวเองอยู่หลายคำ บางตัวเห็นน้อย แล้วยังไปเห็นในคำที่ผิดเสียอีก ไปกันใหญ่เลยค่ะ
นิมนต์ใช้กับพระสงค์และเรียก รูป ส่วนพระพุทธรูป เรียก องค์ อาราธนาใช้กรณี อาราธนาศีล อาราธนาธรรม อาราธนาประปริตร และกรณีพิเศษ ใช้กับสำหรับพระราชาคณะชั้นสมเด็จ