ท่านที่รักครับ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงมีความรู้สึกคล้าย ๆ กันว่า ทำไมเรื่อง“การวางแผนกลยุทธ์” มันถึงได้เข้าใจยากนัก ยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งฟังมาก ก็ยิ่งสับสนมาก เหตุผลก็เพราะว่าตำราแต่ละเล่ม อาจารย์แต่ละคน มักให้ข้อมูลที่แตกต่างกัน(ในความรู้สึกของคนอ่านและคนฟัง) นี่ขนาดยังไม่นับความยาก อันเนื่องมาจากการที่มันเป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน แถมยังมีลักษณะเป็นนามธรรมอีกต่างหาก  

         ก่อนอื่น ผมว่าเราน่าจะมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า...

         1.การที่ท่านไม่เข้าใจ ไม่ใช่ความผิดของท่าน (มันเป็นเรื่อง...ธรรมชาติ!!!)

         2.ท่านไม่สามารถเข้าใจเรื่อง “การวางแผนกลยุทธ์”ได้ด้วยการอ่านหนังสือหรือแค่ฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คน โดยไม่ลงมือปฏิบัติ(อย่าคิดว่า “อ่านมาก ๆ ฟังบ่อย ๆ แล้วจะเข้าใจดีขึ้น”)

         3.อย่าคาดหวังว่าเมื่อเราส่งตัวแทนของหน่วยงานไปฟังการบรรยายเรื่องนี้มาแล้วเขาควรจะต้องกลับมาถ่ายทอดให้คนอื่นในหน่วยงานฟังได้ (ลำพังตัวเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว และถ้าทุกคนที่ไปฟังการบรรยายมา  สามารถกลับมาสอนต่อได้ ป่านนี้บรรดาวิทยากรทั้งหลายคงจะตกงานกันหมด)

         4.การที่ท่านจะเข้าใจเรื่อง “การวางแผนกลยุทธ์” ได้อย่างลึกซึ้งนั้น ท่านจะต้องผ่านการวางแผนกลยุทธ์ ไม่น้อยกว่า 10 แผน (นับเฉพาะแผนที่ท่านอยู่ร่วมทุกขั้นตอนของการจัดทำแผนนะครับ ที่อยู่ร่วมแบบครึ่งๆกลางๆไม่นับ)

         5.อย่ากังวลว่าเราจะต้องได้แผนกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบเสียก่อนจึงจะนำแผนฯไปใช้งาน (เพราะท่านจะไม่มีวันได้เจอสถานการณ์แบบนั้นแน่นอน) สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ“การนำแผนไปปฏิบัติ” เพราะนั่นจะทำให้แผนกลยุทธ์ได้รับการตรวจสอบและประเมิน ถึงตอนนั้นเราก็จะได้รู้ว่าแผนของเรานั้นมีข้อดีและข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง ซึ่งจะทำให้เราสามารถแก้ไขปรับปรุงแผนฯให้ดีขึ้นได้ในภายหลัง

         6.การจัดทำแผนกลยุทธ์ควรมีขั้นตอนที่เรียบง่ายไม่สลับซับซ้อนเกินไป เพราะจะทำให้ขาดความคล่องตัวและต้องใช้ระยะเวลาวางแผนฯมากขึ้น  ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเบื่อหน่ายหรืออาจท้อใจไปก่อนที่แผนกลยุทธ์จะเสร็จสมบูรณ์  หนำซ้ำเรายังต้องทบทวนและปรับปรุงแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอีกด้วย(ยิ่งยาก ก็ยิ่งยุ่งครับ)

         7.ไม่มีใครเข้าใจเรา(องค์กรของเรา)ได้ดีเท่าพวกเรากันเอง ที่ปรึกษาภายนอกช่วยท่านได้แค่เรื่องกระบวนการ(Process) ในการจัดทำแผนฯเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจในประเด็นใดใด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในองค์กรของท่านต้องตัดสินใจร่วมกันเอง

         หวังว่าจะทำให้ท่านสบายใจขึ้นนะครับ โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้เรื่อง“การวางแผนกลยุทธ์”ได้ไม่นาน หรือเรียกได้ว่า “มือใหม่หัดขับ”  แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมเข้าใจสถานการณ์ของท่านดีครับ ทำใจสบายๆเราจะเริ่มการผจญภัยในดินแดนพิศวงกันแล้ว

         ในเบื้องต้นผมคิดว่าผมน่าจะช่วยให้สถานการณ์ของท่านดีขึ้นได้บ้าง ด้วยนิทานเรื่องหนึ่งที่น่าจะเข้ากันได้กับสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี เรื่องมีอยู่ว่า...

         กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมี “อาก๋ง ที่ชาญฉลาดอยู่คนหนึ่ง แกมีหลานอยู่ 4 คน  วันหนึ่งอาก๋งเกิดนึกอยากจะสอนบทเรียนบางอย่างให้แก่หลานๆ เลยเรียกหลานทั้ง 4 มานั่งล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสตัวหนึ่ง

         “หลานรัก วันนี้ก๋งมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะสอนพวกเจ้า แต่ตอนนี้ขอให้ทุกคนหลับตาซะก่อน” ในขณะที่หลานทุกคนหลับตาอยู่นั้น อาก๋งก็เดินไปที่ห้องเก็บของใต้บันไดแล้วหยิบโคมไฟมา 1 ใบ เปิดฝาครอบ..จุดไฟ.. ปิดฝาครอบ แล้วจึงนำโคมไฟไปวางไว้กลางโต๊ะ

         “เอาล่ะทุกคน...ลืมตาได้แล้ว” อาก๋งบอก “ตอนนี้ก๋งอยากให้พวกเจ้ามองดูโคมไฟบนโต๊ะอย่างตั้งใจ แล้วช่วยตอบก๋งหน่อยซิว่า โคมไฟที่เจ้าเห็นนั้นสีอะไร ?

         “สีเหลืองครับก๋ง” หลานคนแรกตอบ
         “สีแดงต่างหากครับ” หลานคนที่สองแย้ง
         “ใครบอก สีเขียวชัด ๆ” หลานคนที่สามไม่เห็นด้วย
         “เอ๊ะ..นี่พวกเจ้าเป็นอะไรไปกันหมด สีน้ำเงินเห็น ๆ” หลานคนสุดท้ายตะโกนเสียงดัง

         หลังจากนั้นหลานทุกคนก็นั่งโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สักพักก็มีหลานคนหนึ่งหันไปถามอาก๋งด้วยความสงสัย
         “ก๋งครับ ทำไมพวกเรานั่งดูโคมไฟอันเดียวกัน ถึงเห็นไม่เหมือนกันครับ

         อาก๋งยิ้มอย่างมีเมตตา แล้วพูดกับหลานๆว่า...
         “มานี่ซิ ก๋งจะให้ดูอะไร” ว่าแล้วอาก๋งก็หยิบฝาครอบโคมไฟออกมาแล้วหมุนฝาครอบโคมไฟไปรอบๆ ปรากฏว่าฝาครอบอันดังกล่าวมีสี่ด้าน ด้านละ 1 สี เหลือง..แดง..เขียว..และน้ำเงิน

         “คราวนี้ พวกเจ้าลองมองที่โคมไฟอีกครั้งซิว่าสีอะไร?” อาก๋งถามต่อ
         หลานทุกคนก็ตอบเหมือนกันว่า “สีส้มครับ”ซึ่งเป็นสีของเปลวไฟนั่นเอง

         “ทีนี้ เจ้าลองตอบก๋งซิว่า ทำไมในครั้งแรกเจ้าถึงเห็นสีไม่เหมือนกัน” อาก๋งตั้งคำถามต่อ
         ถ้าท่านเป็นหลานของอาก๋ง ท่านจะตอบอย่างไรครับ ส่วนหลาน ๆ ของอาก๋งตอบว่า
         “ที่เป็นแบบนั้น เพราะพวกเราต่างนั่งมองอยู่ในมุมของตัวเองครับ

         “ดีมาก” อาก๋งชม แล้วสอนต่อ
         “นี่ขนาดพวกเจ้านั่งมองสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เจ้ายังเห็นต่างกันได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะมีความคิดหรือความเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่นในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระในชีวิตเรา เพราะแต่ละคนก็มีมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เจ้ามีความเห็นไม่เหมือนคนอื่น จงอย่ากลัวว่าตัวเองผิด และถ้าผู้อื่นมีความเห็นไม่เหมือนเจ้า จงอย่าโกรธว่าเขาผิด เพราะทุกคนก็มีสิทธิที่จะคิดแตกต่างกัน”  

         “ถ้าอย่างนั้น เราจะต้องทำยังไงถึงจะรู้ว่า ทำไมคนอื่นถึงเห็นสีไม่เหมือนเรา? อาก๋งเปิดประเด็นใหม่
         “เราก็ลุกจากเก้าอี้ของเรา แล้วเดินไปมองในมุมของเขาครับ” หลานคนหนึ่งตอบ

         “ถูกต้อง” อาก๋งสนับสนุน พร้อมกับตั้งคำถามต่อ...
         “แล้วถ้าเรายอมที่จะเดินไปมองในมุมของเขาก่อนล่ะ เป็นไปได้มั้ย...ที่เขาจะยอมมามองในมุมของเราบ้าง
         หลาน ๆ ผงกศรีษะรับ

         อาก๋งจึงสอนต่อว่า “เพราะฉะนั้น หากเจ้าต้องการสิ่งใด จงให้ก่อนรับ

         “แล้วทำไมในครั้งที่สอง พวกเจ้าถึงเห็นเหมือนกันล่ะ ?” 
         หลานแต่ละคนมีสีหน้าอึดอัด ต่างคนก็ต่างหันไปมองหน้ากันเอง อาก๋งก็เลยต้องช่วยตอบ

         “การที่พวกเจ้ามองโคมไฟในครั้งแรกแล้วเห็นสีแตกต่างกัน ก็เพราะพวกเจ้าไปมองที่ฝาครอบซึ่งเปรียบเสมือนเป็น เปลือกของมัน  ส่วนในครั้งที่สอง ที่เจ้าเห็นเป็นสีเดียวกันก็เพราะว่าพวกเจ้าล้วนมองไปที่เปลวไฟ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น แก่น’ของมัน 

         “เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ ต่อไปนี้เวลาที่เจ้าเห็นอะไร จงอย่ามองในสิ่งที่เห็น แต่จงเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น ” ก๋งสรุปในที่สุด

         ในเรื่อง “การวางแผนกลยุทธ์” ก็เช่นกัน เราจะสับสนไม่เลิกถ้าเราไปยึดติดกับตัวอักษรหรือคำศัพท์ต่าง ๆ บ้างก็ใช้เหมือนกัน บ้างก็ใช้ต่างกัน โดยไม่เข้าใจถึงสาระสำคัญที่อยู่ข้างใน เพราะอันที่จริงแล้วในความแตกต่างหลากหลายเหล่านั้นมันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ ผมขอสรุปไว้อย่างนี้แล้วกันครับ

         ไม่ว่าหนังสือเล่มใดจะเขียนแตกต่างกันอย่างไร ไม่ว่าอาจารย์คนใดจะพูดแตกต่างกันแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น “แก่นหรือหลักการ” ของมันก็ได้ ท่องให้ขึ้นใจเลยนะครับ...

         แก่นของการวางแผนกลยุทธ์ ก็คือ การตอบคำถาม 3 ข้อนี้...

         1. ขณะนี้เราอยู่ที่ใด? (Where are we now?)
         2. ที่ไหนคือที่ๆเราจะไป? (Where do we want to go?)
         3. เราจะจัดการทรัพยากรของเราอย่างไรจึงจะไปถึงที่นั่น? (How do we organize our resources to get there?)

  ภาพที่ 1.1 คำถาม 3 ข้อสำหรับ“นักวางกลยุทธ์”

 1. ขณะนี้เราอยู่ที่ใด?

        การตอบคำถามข้อแรก ก็คือ เราจะต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งที่เราเป็นหรือสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร เราจะได้รู้ว่าจุดเริ่มต้นของการเดินทาง(Starting Point)ของเราอยู่ตรงไหน

  2. ที่ไหนคือที่ๆ เราจะไป?

        ส่วนการตอบคำถามข้อที่สอง ก็คือ การบอกให้ได้ว่า สิ่งที่เราต้องการจะเป็นหรือสถานการณ์ที่เราต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร เพื่อที่เราจะได้รู้จุดหมายปลายทาง(End Point)ของเราว่าอยู่ที่ไหน

 3. เราจะจัดการทรัพยากรของเราอย่างไรจึงจะไปถึงที่นั่น?

        การตอบคำถามข้อสุดท้าย ก็คือ การที่เราจะต้องตอบให้ได้ว่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่และด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เราจะต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้ตัวเราหรือองค์กรของเราสามารถเดินทางไปจนถึงเส้นชัยที่เรามุ่งหวังได้

        ถ้าท่านตอบคำถาม 3 ข้อนี้ได้ แสดงว่า ท่านได้เริ่มก้าวเท้าก้าวแรกเข้าสู่โลกของ “นักกลยุทธ์”เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

(โปรดติดตามต่อใน บทที่ 2 ความสับสนอลหม่าน..)