ผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ที่ข้าพเจ้าเสนอเพื่อขอรับการประเมินเป็นผลงานดีเด่นที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับรางวัลสูงสุดระดับชาติ จำนวน 4 รางวัล คือ

    2.1  ชื่อ : รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม เหรียญทองด้านบริหารจัดการยอดเยี่ยม  ตามโครงการประกวดหน่วยงานและผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ประจำปีการศึกษา 2555

           หน่วยงานที่ให้รางวัล : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

           ปี พ.ศ. ที่ได้รับรางวัล:1 เมษายน 2556 ตามประกาศของ สพฐ.

           ลักษณะการจัดทำ จัดทำร่วมกับผู้อื่นในรูปคณะทำงาน ปริมาณที่มีส่วนร่วมคิดเป็น ร้อยละ  100

    2.2  ชื่อ : รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม เหรียญทองด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน  ตามโครงการประกวดหน่วยงานและผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ประจำปีการศึกษา 2554

          หน่วยงานที่ให้รางวัล : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

          ปี พ.ศ. ที่ได้รับรางวัล:17 กุมภาพันธ์ 2555 ตามประกาศของ สพฐ.

          ลักษณะการจัดทำจัดทำร่วมกับผู้อื่นในรูปคณะทำงาน ปริมาณที่มีส่วนร่วมคิดเป็น ร้อยละ  100

    2.3  ชื่อ : โล่เกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมระดับประเทศด้านรูปแบบการบริหารและจัดการคุณภาพสถานศึกษา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษาที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

           หน่วยงานที่ให้รางวัล : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับสำนักทดสอบทางการศึกษา 

           ปี พ.ศ. ที่ได้รับรางวัล: 7 กันยายน 2553

           ลักษณะการจัดทำจัดทำร่วมกับผู้อื่นในรูปคณะทำงาน ปริมาณที่มีส่วนร่วมคิดเป็น ร้อยละ  100

  2.4 ชื่อ : สถานศึกษาแบบอย่างการจัดกระบวนการเรียนการสอนและ 

การบริหารจัดการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (สถานศึกษาพอเพียง) ปีการศึกษา 2554

        หน่วยงานที่ให้รางวัล : กระทรวงศึกษาธิการ 

        ปี พ.ศ. ที่ได้รับรางวัล24 กรกฎาคม 255 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ

        ลักษณะการจัดทำจัดทำร่วมกับผู้อื่นในรูปคณะทำงาน ปริมาณที่มีส่วนร่วมคิดเป็น ร้อยละ  100

ผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับรางวัลสูงสุดระดับชาติ 

1. รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม เหรียญทอง ด้านบริหารจัดการยอดเยี่ยม ประจำปีการศึกษา 2555

2. รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม เหรียญทอง ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนยอดเยี่ยม ปีการศึกษา 2554

3. โล่เกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมระดับประเทศด้านรูปแบบการบริหารและจัดการคุณภาพสถานศึกษา ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานศึกษาที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ปีการศึกษา 2553

  ผลงานทั้ง 3 รางวัล เป็นผลงานที่ข้าพเจ้ายังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสวนพล (ปี 2551-2555) เริ่มต้นด้วยโล่เกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมระดับประเทศปีการศึกษา 2553 เรื่อง การพัฒนาครูด้วยรูปแบบ “SWIPPACA” ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดสวนพล ซึ่งผลงานนี้ได้รับการยอมรับ และผ่านการคัดเลือกเป็นตัวแทนของเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 1 (ยังเป็นสพท.นศ.1) เข้าแข่งขัน 185 เขตพื้นที่การศึกษาในประเทศไทย โดยจัดทำวีดีทัศน์นำเสนอ พร้อมจัดนิทรรศการ เอกสาร เผยแพร่ผลงาน ณ โรงแรมอู่ทองอิน จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2553 เกณฑ์การคัดเลือกให้ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารโครงการเขตพื้นที่การศึกษาละ 1 คนฟัง ชม ดูนิทรรศการ ตรวจสอบผลงานของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดให้คะแนน นำคะแนนมารวมเฉลี่ย คัดสรรผลงานที่ยอดเยี่ยมระดับชาติ 3 รางวัลเพื่อรับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล 45,000 บาท ทั้งยังจัดทำหนังสือเผยแพร่ผลงานทั่วประเทศจำนวน 29 ผลงานยอดเยี่ยมและดีเด่น ซึ่งผลงานวิจัยเรื่องที่ 1 ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับโล่เกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมด้านรูปแบบการบริหารและจัดการคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งเป็นฐานการคิดและการนำรูปแบบเรื่องที่ 1 มาพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเรื่องใหม่ในรูปแบบเดิมจนได้รางวัลทรงคุณค่าสพฐ. (OBEC AWARDS) ในปีการศึกษา 2554 เหรียญทอง ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม ด้านนวัตกรรมเพื่อการเรียนการสอน เรื่องรูปแบบการพัฒนางานวิชาการด้านการสอนประดิษฐ์ของเล่นทางวิทยาศาสตร์พื้นบ้านของโรงเรียนวัดสวนพล หลังจากนั้นได้นำมาปรับปรุงพัฒนาเป็นรูปแบบการบริหารจัดการคุณภาพสถานศึกษาจนได้รางวัลทรงคุณค่าสพฐ.(OBEC AWARDS) ปีการศึกษา 2555 เหรียญทอง ประเภทผู้อำนวยการสถานศึกษายอดเยี่ยม ด้านบริหารจัดการยอดเยี่ยม ซึ่งข้าพเจ้าขอรายงานทั้งสามเรื่องใน 4 หัวข้อ ตามลำดับของรางวัลและปีที่ได้ดังนี้ 1) สภาพปัญหา แนวคิด หรือแรงจูงในการจัดทำผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ 2) วิธีดำเนินการจัดทำผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ 3) ผลที่เกิดจากการนำผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ไปใช้ 4) แนวคิดในการพัฒนาต่อไป 

รางวัลที่ 1 โล่เกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมระดับประเทศ

ด้านรูปแบบการบริหารและจัดการคุณภาพสถานศึกษา ปีการศึกษา 2553

1. สภาพปัญหา แนวคิด หรือ แรงจูงใจในการจัดทำผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์



มาทำความรู้จักกับโรงเรียนวัดสวนพลก่อนนะคะ….

  โรงเรียนวัดสวนพล  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต  1  ตั้งอยู่หมู่ที่ 2  ตำบล กำแพงเซา  อำเภอเมือง  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จัดการศึกษาระดับปฐมวัยถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6  ปีการศึกษา  2553  มีนักเรียนทั้งหมด  84 คน  ผู้บริหาร 1 คน  ครู  8  คน

  บริบทของชุมชนรอบโรงเรียนมีลักษณะเป็นกึ่งเมืองกึ่งชนบท  การคมนาคมและการสื่อสารสะดวก มีประชากรในเขตบริการประมาณ 1,300 คน ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีอาชีพหลัก คือ การทำสวนผลไม้  ทำสวนยางพารา และปลูกผัก

  เมื่อมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนวัดสวนพลได้  3 เดือนได้จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) ที่ประกอบด้วยผู้บริหาร 1 คน ครู 9 คน ตัวแทนคณะกรรมการสถานศึกษา 4 คน ตัวแทนผู้ปกครอง 3คน และตัวแทนนักเรียน 3 คน รวมทั้งหมด 20 คน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ห้องสำนักงานโรงเรียนวัดสวนพล เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุของปัญหา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาโรงเรียน นำข้อมูลมาวิเคราะห์  ความต้องการจำเป็น (Need Assessment) พบสภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหาในโรงเรียนที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก็คือ ผลการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ.) รอบที่สอง ปีการศึกษา 2549  ที่พบว่า ในมาตรฐานที่ 4  ผู้เรียนมีการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์  คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ไม่ได้มาตรฐาน กล่าวคือ ระดับปฐมวัยมีค่าเฉลี่ย  2.20  อยู่ในระดับพอใช้ ระดับประถมศึกษามีค่าเฉลี่ย 1.74 อยู่ในระดับปรับปรุง เมื่อได้ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาและสาเหตุของปัญหา พบว่า ปัญหา คือ ครูไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานที่กำหนดได้นั้นเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกันคือ 1) ครูได้รับการพัฒนาไม่ตรงกับสภาพปัญหาและความต้องการของโรงเรียนอย่างแท้จริง 2) การพัฒนาครูแต่ละครั้งมักเป็นการอบรมที่ให้ฟังการบรรยาย ผู้เข้าอบรมไม่มีส่วนร่วมศึกษาปัญหาของโรงเรียน ร่วมคิด ร่วมวางแผน และพัฒนาจากสภาพปัญหาที่เกิดจริง 3) การพัฒนาครูเกิดจากความไม่สมัครใจ เป็นการบังคับโดยผู้บังคับบัญชาชั้นต้น 4) การพัฒนาครูส่วนใหญ่ไม่เน้นการปฏิบัติจริงที่โรงเรียน ครูไม่สามารถนำความรู้สู่ห้องเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนได้อย่างแท้จริง 5) การพัฒนาครูเป็นการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่องหลากหลายกิจกรรม ไม่มีการพบปะเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่วมกันแก้ปัญหา และพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 6) การพัฒนาครูเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ไม่เป็นกระบวนการ ไม่มีการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลหลังการพัฒนาอย่างเป็นระบบทำให้ครูไม่ได้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 7) ครูมีภารกิจการสอนมากทำให้ไม่มีเวลาในการจัดทำสื่อและแบบฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ 8) ครูไม่มีเวลาสร้างเครื่องมือวัดความคิดสร้างสรรค์เฉพาะด้านได้ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเป็นเพราะผู้บริหารไม่มีรูปแบบวิธีการพัฒนาครู ไม่มีการกระตุ้นขับเคลื่อนการพัฒนาความคิดทั้งระบบและต่อเนื่อง 

  ข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้บริหารมีความมั่นใจว่าความคิดสามารถพัฒนาได้ด้วยการสอน ฝึกฝน ฝึกปฏิบัติที่ถูกวิธีและต้องส่งเสริมแก่เด็กตั้งแต่เยาว์วัยตามลำดับ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประกอบกับผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการจำเป็นแล้ว พบว่า การพัฒนาครูเพื่อพัฒนาความคิดของผู้เรียนเป็นความต้องการจำเป็นที่โรงเรียนต้องดำเนินการเป็นอันดับแรก โดยเข้าร่วมโครงการผู้บริหารโรงเรียนทำวิจัยขอรับทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการและพาครูทั้งโรงเรียนทำวิจัย งานวิจัยที่ทำเป็นงานที่มุ่งแก้ปัญหาทั้งระบบที่ผู้บริหารคนเดียวหรือครูคนเดียวไม่สามารถทำได้สำเร็จ  แรก ๆ ท้อมากเพราะส่งข้อเสนอโครงการหลายครั้งมากจนได้โครงการพัฒนาครูด้วยรูปแบบ “SWIPPACAที่สกว.ยอมรับและให้ทุนโดยให้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนเป็นเรื่องแรก แล้วใช้รูปแบบเดียวกันพัฒนาเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ทำวิจัยมาเรื่อย ๆ จนถึงการรายงานความก้าวหน้าโครงการ ข้าพเจ้าได้เสนอโครงการในที่ประชุม น่าจะไปได้สวยแล้ว...แต่รู้สึกตกใจมาก เนื่องจากมีรองศาสตราจารย์ที่จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมวิพากษ์ แต่...ด้วยใจรัก กับความมุ่งมั่นในการพัฒนายกระดับโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศให้ได้ สามารถรับฟังการวิพากษ์ โดยมีความเชื่อมั่นว่า การวิจัยเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างองค์ความรู้ ขณะเดียวกันก็เป็นกระบวนการพัฒนาผู้วิจัยเองให้เป็นคนที่มีหลักการ มีเหตุมีผล มีกระบวนการอย่างเป็นระบบที่แท้จริง ข้าพเจ้าจึงหาหลักการในการบริหารจัดการคุณภาพสถานศึกษาโดยการเลือกใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนซึ่งเกิดแรงจูงใจภายใต้แนวคิดที่ว่าไม่มีก้าวแรก...ก็ไม่มีก้าวที่สอง..ก้าวที่สามอย่างแน่นอนซึ่งสรุปปัญหาเป็นแผนภูมิภาพได้ดังนี้ 


[img src="file:///C:\Users\User\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image010.gif" height="22" width="29">

[img src="file:///C:\Users\User\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image011.gif" height="274" width="629">

  จากสภาพปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าวเมื่อวิเคราะห์สาเหตุ พบว่า ทัศนะต่างมุมระหว่างครูกับครู ครูกับผู้บริหารคนก่อน ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งทั้งทางวิชาการและส่วนตัว ครูขาดขวัญกำลังใจ ท้อถอย จึงปฏิบัติงานไม่เต็มศักยภาพ จัดการเรียนการสอนไปเรื่อย ๆ ไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่รักการแสวงหาความรู้ มีทักษะการคิดที่ต้องปรับปรุง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ทั้งนี้เพราะระบบการบริหารจัดการขาดประสิทธิภาพ จึงไม่ได้รับรองคุณภาพการศึกษาจาก สมศ. ในรอบที่ 2 ข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้บริหารคนใหม่ เร่งหาทางแก้ไข สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงานและระบบการทำงาน ซึ่งผู้บริหารคนเดียวหรือครูคนเดียวไม่สามารถทำได้สำเร็จ ผ่านกระบวนการวิจัยที่ทั้งผู้บริหารและครูเป็นผู้วิจัย โดยขอสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้ได้ข้อค้นพบที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารและจัดการคุณภาพสถานศึกษาและการพัฒนาด้านความคิดของผู้เรียน รวมทั้งได้เอื้อต่อการปรับปรุงพัฒนางานอื่น ๆ ของโรงเรียนได้อีกด้วย วันนี้จึงมีแต่ความสำเร็จและความภาคภูมิใจที่เกิดแก่คณะครู นักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน

 

  พัฒนาครูด้วยรูปแบบ SWIPPACA
  เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
  ของนักเรียนปี
2551-2552

 



[img src="file:///C:\Users\User\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image016.gif" height="111" width="179">

[img src="file:///C:\Users\User\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image018.gif" alt=""SWIPPACA"" height="453" width="626">

2. วิธีดำเนินการจัดทำผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์

  การศึกษารูปแบบการพัฒนาครูที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนโรงเรียนวัดสวนพล โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา  (Research and Development) ซึ่งข้าพเจ้าได้กำหนดกรอบแนวคิดใน  การดำเนินการตามขั้นตอนปรากฎดังนี้ 

[img src="file:///C:\Users\User\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image024.gif" height="324" width="553">

 


กรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัย

 

ขั้นตอนที่  1  การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครู  SWIPPACA และ ชุดการเรียนรู้เรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์  พรสวรรค์ที่พัฒนาได้ด้วยครู

  1.  การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครู  SWIPPACA 

  การพัฒนารูปแบบการพัฒนาครู  SWIPPACA  ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังนี้

    1.1  ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของโรงเรียนวัดสวนพล  จากเอกสารรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดสวนพล พ.ศ. 2549 โดยสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ด้านผู้เรียน มาตรฐานที่  4  ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ และคิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ตัวบ่งชี้ที่ 4.4 ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดีและมีจินตนาการ  และรายงานการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดสวนพล

  1..2  การประชุมกลุ่มย่อย (Focus  Group)  เรื่องสภาพปัญหา  และปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดสวนพล  ดำเนินการดังนี้

  กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  โดยกำหนดเกณฑ์การเลือกไว้ดังนี้คือ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน  มีประสบการณ์ด้านการสอนและมีความเต็มใจให้ความคิดเห็นในเรื่องที่ทำวิจัยประกอบด้วยครู 9 คน  คณะกรรมการสถานศึกษา 4 คน ผู้ปกครองนักเรียน 4 คน และตัวแทนนักเรียน 3 คน รวม 20 คน 

  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกสภาพปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนโรงเรียนวัดสวนพล

  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการประชุม  ซึ่งจัดในวันที่ 2 มกราคม 2552  ณ ห้องสำนักงานโรงเรียนวัดสวนพล โดยผู้วิจัยได้ส่งหนังสือเชิญประชุม สรุปความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัยให้ผู้ประชุมศึกษาล่วงหน้า 3 วัน ลักษณะการประชุมกลุ่มย่อยนั้นผู้วิจัยนำเสนอความเป็นมาและเปิดอภิปรายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะรายบุคคลทีละประเด็นแล้วจดบันทึกเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูล

  วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เพื่อนำมาสรุปสภาพปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนเพื่อยกร่างรูปแบบการพัฒนาครูที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน

  1.3  การยกร่างรูปแบบการพัฒนาครู  SWIPPACA

  ในการพัฒนาครูด้วยรูปแบบ  SWIPPACA ที่ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนนั้นผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครู แล้วนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดรูปแบบการพัฒนาครูที่ส่งผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน โดยได้นำรูปแบบการพัฒนาครูของคณะวิจัยครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี ปี 2545 ที่ได้ทำการวิจัยและพัฒนาครูและชุดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานและนำ  แนวทางการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมาเป็นแนวคิดและพัฒนาครูด้วยรูปแบบ SWIPPACA  ซึ่งได้ใช้เวลาในการยกร่างตั้งแต่ กรกฎาคม 2551 – มกราคม 2552 มีรายละเอียดดังนี้

  1  ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูเนอร์

  ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูเนอร์ (Bruner, 1971) เป็นทฤษฎี  การเรียนรู้ซึ่งมีความเชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อนําไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา บรูเนอร์ เรียกว่า เป็นวิธีการเรียนรู้โดยการค้นพบ (Discovery Approach) แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบ คือ

  1)  การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง  การเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลของการปฏิสัมพันธ์ นอกจากจะเกิดขึ้นในตัวของผู้เรียนแล้ว ยังเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมด้วย

  2)  ผู้เรียนแต่ละคนมีประสบการณ์และพื้นฐานความรู้แตกต่างกัน การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบใหม่กับประสบการณ์เดิมแล้วกลายเป็นความรู้ใหม่จากทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ จะเห็นว่าการเรียนรู้ของบุคคลมีลักษณะสําคัญคือ ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Learning) โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบใหม่กับประสบการณ์เดิม

  2  ทฤษฎีการเรียนรู้ Constructionism ของ Papert

  ทฤษฎีนี้ยึดหลักการว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งที่มีความหมายต่อตนเองและสร้างสิ่งที่ผู้เรียนชอบและสนใจ ดังนั้น การที่ผู้เรียนมีโอกาสได้เลือกว่าจะสร้างอะไรได้มากเท่าใด ผู้เรียนก็จะเต็มใจมีส่วนร่วมและทํางานนั้น นอกจากนั้นการที่ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ลงมือทําได้เท่าใด ผู้เรียนก็จะสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมมากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นความรู้ที่มีความหมายและยาวนาน (ชัยอนันต์ สมุทวณิช,  2541) แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ Constructionism มาจากทฤษฎีของพีอาเจต์(Piaget) และวิก็อทสกี (Vygotsky) ที่ให้ความสํ าคัญแก่ผู้เรียนว่าจะต้องเป็นผู้ลงมือกระทําเองจึงจะเกิดการเรียนรู้ นอกจากนี้ พีอาเจต์และวิก็อทสกีต่างก็เห็นว่า การเรียนรู้มีคุณลักษณะทางสังคมเกิดขึ้น เพราะมีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในเรื่องนี้มีการเสนอให้ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ในห้องเรียน จากทฤษฎีการเรียนรู้ Constructionism จะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ของบุคคลจะเกิดขึ้นได้ บุคคลนั้นต้องเป็นผู้ลงมือกระทํ าด้วยตนเองตามความชอบและความสนใจ(Self Learning) และในกระบวนการเรียนรู้จะมีลักษณะทางสังคมเกิดขึ้นโดยการมีปฏิสัมพันธ์(Interaction) กับสิ่งแวดล้อม และมีการร่วมมือกับบุคคลอื่น (Participation)

  3 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

  ทฤษฎีนี้ใช้หลักการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสําคัญ โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้

จากประสบการณ์เดิม การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) มีหลักสําคัญ 5 ประการดังนี้

  3.1  เป็นการเรียนรู้ที่อาศัยประสบการณ์เดิมของผู้เรียน

  3.2  ทําให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องและเป็นการเรียนรู้ที่เรียกว่า Active Learning

  3.3  มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง

  3.4 การมีปฏิสัมพันธ์ทําให้เกิดการขยายเครือข่ายขององค์ความรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง

  3.5  มีการสื่อสารโดยการพูดหรือการเขียนเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนการ

วิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ (กรมสุขภาพจิต,  2541 : 15)

  อาจกล่าวโดยสรุปว่า การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการสร้างเจตคติและฝึกทักษะโดยใช้ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเป็นพื้นฐานในการแลกเปลี่ยนความรู้สึกความคิดเห็นต่อประเด็นนั้น และอภิปรายความคิดเห็นของผู้เรียนในกลุ่มย่อย ทําให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดในกลุ่ม และได้แนวคิดหรือความคิดรวบยอด ซึ่งสามารถนําไปใช้ได้จริง หรือประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่อย่างไรก็ตามการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมนี้ มีกระบวนการเรียนรู้ที่สําคัญ 3 วิธี ดังนี้ (สุมณฑา พรหมบุญ,  2541 : 25)

  1) กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็นกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มผู้เรียนตั้งแต่ 2  คนขึ้นไปผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีแรงจูงใจร่วมกันในการทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยที่แต่ละคนในกลุ่มมีอิทธิพลต่อกันหลักการสําคัญของกระบวนการกลุ่มประกอบด้วย ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้จากกลุ่มให้มากที่สุดโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ความรู้โดยกลุ่ม

  2) การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative Learning) เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะต้องมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และในความสําเร็จของกลุ่ม ทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งการเป็นกําลังใจแก่กันและกัน สมาชิกแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองพร้อม ๆ กับการดูแลเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสําเร็จของแต่ละบุคคลในกลุ่มคือความสําเร็จของกลุ่ม ความสําเร็จของกลุ่มคือความสําเร็จของทุกคน

  3) การเรียนรู้แบบสรรค์สร้างความรู้ (Constructivism) เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้ และสร้างความรู้ความเข้าใจขึ้นด้วยตนเอง ความเจริญงอกงามในความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่น ๆ หรือได้พบสิ่งใหม่ๆ แล้วนําความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยง ตรวจสอบกับสิ่งใหม่ ๆจากทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จะเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ของบุคคลมีลักษณะสำคัญ มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง มีการสื่อสารด้วยการพูด หรือการเขียน (Interaction) และเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มโดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นกําลังใจแก่กันและกันมีความสําเร็จร่วมกัน (Participation) นอกจากนี้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จะทําให้เกิดการขยายเครือข่ายของความรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง เกิดความเจริญงอกงามในความรู้สามารถนําความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยง ตรวจสอบกับสิ่งใหม่ ๆ (Application)

  4.  การเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ (Process Learning)

  นอกจากทฤษฎีการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้ว  ชัยอนันต์  สมุทวณิช (2541 : 5 ) ยังได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ (Process Learning) ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีการเชื่อมโยงระดับการเรียนรู้ตั้งแต่การรู้จํา รู้จัก รู้แจ้ง ซึ่งหมายถึง

  การรู้จํา  เป็นการเรียนรู้เพราะคนบอก คนสั่งสอน 

  การรู้จัก เป็นการเรียนรู้จากการรู้จักคิดหาเหตุผล หรือพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นการเรียนรู้ที่ถ้าใช้ความคิดจะยิ่งคิดเป็น คิดบ่อย ๆ ไตร่ตรอง ทบทวนอยู่เรื่อย ๆ ความรู้ก็จะยกระดับขึ้นไป

  การรู้แจ้ง เป็นการเรียนรู้ซึ่งมีการค้นพบด้วยตนเอง เป็นการสร้างความรู้ และความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง โดยตัวผู้เรียนเอง

  จากแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ สรุปได้ว่าการเรียนรู้ของบุคคลมีลักษณะเป็นกระบวนการ (Process) โดยมีการเชื่อมโยงขั้นตอนการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระบบประกอบด้วยกระบวนการสําคัญ ๆ ได้แก่

  (1) Self Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้และสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นด้วยตนเอง และมีการใช้กระบวนการเดิมเพื่อเชื่อมโยงให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

  (2) Interaction เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกันเองหรือบุคคลอื่น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแบ่งทรัพยากรการเรียนรู้ ทําให้เกิดความเจริญงอกงามในความรู้ และเกิดการขยายเครือข่ายความรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง

  (3) Participation เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ สมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในความสําเร็จของกลุ่ม จึงนับได้ว่าเป็นกระบวนการที่เน้นการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ความรู้โดยกลุ่ม

  (4) Process เป็นการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ โดยมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน

ระหว่างขั้นตอนการเรียนรู้ ตั้งแต่ต้นจนจบการเรียนรู้

  (5) Application เป็นการเรียนรู้โดยมีการนําประสบการณ์เดิมมาสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งที่พบใหม่ ทําให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ หรือเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับผู้อื่นแล้วนําความรู้ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงตรวจสอบกับสิ่งใหม่ ๆ และสามารถนําองค์ความรู้ หรือกระบวนการที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินชีวิต

  5.  แนวทางการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  (Guideline  for School Base Training (SBT) for In-service Teacher Development)

  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547 : 15)  การพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  หมายถึง  การฝึกอบรมหรือการพัฒนาครูที่จัดขึ้นในโรงเรียนโดยโรงเรียนเป็นเจ้าของโครงการหรือแผนการฝึกอบรม  มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของครูในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนเป็นการฝึกอบรมที่ตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการของโรงเรียนและผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีครูผู้นำการปฏิรูปการเรียนรู้เป็นหลักในการจัดฝึกอบรมเน้นการฝึกปฏิบัติจริงที่นำลงสู่ห้องเรียน มีการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ระหว่างผู้ให้และผู้รับการฝึกอบรม มีการนิเทศ  ติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในลักษณะ กัลยาณมิตรนิเทศ การอบรมใช้กระบวนการประเมินครบวงจร (PDCA) ที่ทำให้เกิดวัฏจักรของ การพัฒนาครูแบบยั่งยืนจากทฤษฎีการเรียนรู้ทั้งหมด

  6.  การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและการพัฒนาครู

  นอกจากกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ยังพบว่าในการดําเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สถานศึกษาควรกําหนดให้เป็นเรื่องของทุกคนและทุกฝ่ายที่อยู่ในกระบวนการจัดการ ต้องมีการปฏิบัติงานร่วมกันทุกฝ่ายทั่วทั้งสถานศึกษา (Whole School) ซึ่งจําเป็นต้องมีการฝึกอบรมร่วมกันเพื่อให้ได้ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่จําเป็นต่อการดําเนินงานพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา ตลอดจนสร้างจิตสํานึก เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทํางานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ (สํานักทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ,  2544 : บทนำ)

  นอกจากนี้ในส่วนของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ยังพบว่าสถานศึกษาต้องการพัฒนาครูให้มีศักยภาพในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์  เพราะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันของผู้บริหารสถานศึกษา ครู พ่อ แม่ ผู้ปกครองและชุมชน

  จากแนวคิดและทฤษฎีข้างต้น  สังเคราะห์ลักษณะของกระบวนการเรียนรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒน