คำสอนของปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษแต่เดิมมานั้น ท่านสอนให้เรารู้จักคิดและสอนให้เราเกรงกลัวแบบไม่ต้องตบตีหรือใช้ไม้เรียว ขอยกตัวอย่างเรื่องการกินในบันทึกนี้เป็นสำคัญครับ

28/05/2556

***********

          ผมเป็นคนเมืองที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายาย ท่านอพยพมาจากทางเหนือของไทย  แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ปัจจุบันมีความรู้สึกว่าวัฒนธรรม ประเพณี และรวมถึงภาษาของบรรพรุษที่เคยสร้างไว้ก็ดูว่าจะ “ผิดเพี้ยน” ไปอย่างมากในกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ อาจเกี่ยวด้วยความทันสมัยของสื่อมัลติมีเดียและการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์  ผมชอบในภาษาคำสอนที่ตา(ป่อใหญ่,ปู่ใหญ่)ท่านได้เคยพูดและสอนไว้มาก  "ป่อใหญ่จื่น ชอบธรรม" (พ่อใหญ่ชื่น ชอบธรรม) ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่ท่านเสียชีวิตไปนั้น ท่านอายุได้  96 ปี คำสอนของท่านหลายคำที่ผมยังพอจดจำได้ เกี่ยวกับเรื่องการกินหรือการรับประทานอาหาร  เช่น

        “กินหื้อมันปอต๊อง  แต่งหย้องหื้อมันปอตั๋ว” ความหมายก็น่าจะหมายถึง อย่าเป็นคนที่เห็นแก่กิน กินแต่พอประมาณหรือพอดี ไม่เป็นคนตะกละมูมมาม  และการแต่งเนื้อแต่งตัวประดับประดาสิ่งของอะไรก็อย่าฟู่ฟ่าฟุ่มเฟือยเกินฐานะเกินตัว อย่าเลียนแบบคนที่เขามี(รวย)กว่าเรา

         “กิ๋นเข้าหื้อไว้ต่าน้ำ”  หมายถึง การกินอาหารให้กินแต่พอดีอย่ากินมากจนอิ่มแน่น จนจุก พอเราดื่มน้ำเข้าไปก็จะได้ไม่จุกเสียดแน่นท้องจนอึดอัดหายใจไม่ออก จนต้องพึ่ง อีโน

         “ยามป่อแม่ยังมี กิ๋นขว้างโบ๊ะขว้างบ๊ะ กันป่อแม่ต๋ายละ หม่าห่อยนอยจา”  หมายถึง เมื่อตอนที่เราอยู่กับพ่อแม่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก พ่อแม่ทำกับข้าว หาอาหารมาทำให้กินก็ฟุ่มเฟือยกินทิ้งกินขว้าง ไม่เห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหารที่มี  พอถึงคราวที่พ่อแม่เสียชีวิตหรือตายไปแล้วตัวเองรับผิดชอบชีวิตเต็มที่ก็รู้สึกเสียใจและเสียดายในภายหลัง  ถึงตอนนั้นข้าวของเงินทองก็แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว ต้องกระจัดกระจายเหมือนมะระขี้นกลูกเล็กๆ ที่ขึ้นระตามรั้วไปทั่ว

        อีกคำหนึ่งที่ “ป่อใหญ่จื่น” ท่านกล่าวให้ได้ฟังเหมือนจะเป็นปรัชญาว่า “กำกิ๋นอยู่บนฟ่า”  หมายถึง ของกินหรืออาหารที่ชาวบ้านส่วนใหญ่กินกันอยู่นั้นส่วนมากจะขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศเป็นสำคัญ หากว่าปีไหนเกิดฝนแล้ง อาหารการกินก็ลำบาก เช่นปีนี้ฝนแล้งจนถึงเดือนพฤษภาคม และนี่ก็พึ่งจะตกลงมาไม่กี่วัน นับว่าแล้งนานมากและปีนี้อากาศก็ร้อนมากผิดปกติด้วย

         และแล้วคำกล่าวที่ป่อใหญ่ผมกล่าวไว้ก็สำแดงผล  กำกิ๋นที่ว่าอยู่บนฟ้าก็คือ “ของกินที่มาจากฝน” นั่นเอง พอฝนตกอะไรๆ อาหารต่างๆ ก็เกิดตามมา  โดยเฉพาะหมู่บ้านของผมอยู่ใกล้ป่าเขา(ดอย)ซึ่งถึอเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติอยู่แล้ว 


มองเห็นเขาอยู่ไม่ไกล ผมถ่ายจากหลังบ้านครับ

ของกินตามธรรมชาติที่เกิดมาจากฟ้า(ฝน)ก็ผุดตามกันมา เช่น 

“อึ่งเค่า”

       

                                                                       แกงคั่วอึ่งเค่า ฝีมือแม่ยายครับ อร่อยใช้ได้

แถวบ้านผมราคาอึ่งเค่าที่ออกใหม่ราคากิโลกรัมละตั้ง 30022/200 200๒๐๐ บาทแน่ะ

“กบนา”

    

กบนาทำอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ต้ม แกง หรือจะผัดเผ็ด ก็ได้ครับ คิดว่าคงเคยเห็นและรู้จักกบกันดีและเคยรับประทานอาหารที่ทำจากกบกันบ้างแล้วนะครับ


“แมงดานา”


แถวบ้านผมพอฝนตกน้ำเต็มหนอง ตอนหัวค่ำหนุ่มๆ และเด็กๆ จะพากันนำแบตเตอรี่และไฟแสงสีไปเปิดล่อกัน  ได้หลายอย่างรวมกัน ได้แมงต๊อบข็อบด้วย แมงจอน ตั๊กแตนด้วย อาหารทั้งนั้น

“แมงต๊อบข็อบ” สีดำ (บางหมู่บ้านเรียก “แมงเงี่ยง”)


“แมงต๊อบข็อบกับแมงจอน”

แมงดากับแมงต๊อบข็อบ ตำน้ำพริกกินกับผักสด ๆ อร่อยดีมาก


“แมงมัน”

   

แมงมัน คั่วให้สุกแล้วนำไปตำน้ำพริกก็ได้รสชาดดีไปอีกแบบครับ


“แมงนูน”

    

แมงนูนคั่วเกลือ ก็อร่อยเค็มมันไปอีกแบบเหมาะเป็นกับแกล้ม หรือจะนำไปตำน้ำพริกก็อร่อยเช่นกันครับ


“เห็ดถอบ” หรือ “เห็ดเผาะ”

"พี่อ้อย"  พี่สาวของผมเป็นมือหนึ่งในเรื่องการเก็บเห็ดวันหนึ่งเก็บได้ประมาณ ๖ ลิตร ตอนนี้ขายกันลิตรละ ๒๐๐ บาทครับ แต่ที่บ้านผมไม่ขายแจกพี่น้องและอัดตู้เย็นไว้กินนาน ๆ  นี่พึ่งเก็บมาใหม่ ๆ จากบนเขายังไม่ได้ล้างนะครับ


ภาพนี้เห็ดล้างแล้วเตรียมจะทำกับข้าว


เป็นแกงแล้วครับ ใส่ “แลน” (เป็นอาหารพื้นบ้านตามป่าที่หากินได้ยากตัวคล้ายตะกวด)  ด้วย ฝีมือแม่ของผมแกงด้วยตนเอง  มากินด้วยกันครับ


  นอกจากนี้ก็มีประเภทผัก  เช่น    “ผักบุ้ง”  ผักบุ้งหากินง่ายตามริมห้วยริมคลอง แต่ช่วงฝนตกใหม่ๆ จะออกยอดสวย น่ากินกว่าตอนฤดูแล้ง


ผัดผักบุ้ง 


“ผักเสี้ยว”  พอฝนตกลงมากผักเสี้ยวบ้านจะออกยอดอวบน่าเก็บมาแกงหรือลวกจิ้มน้ำพริกเป็นอย่างมาก


แกงผักเสี้ยวใส่เห็ดนางฟ้า


“ผักป่อก้าตี๋เมีย”

        

           

            บ้านเราอุดมสมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยอาหารการกินดีนะครับ ยังมีอาหารที่เกิดตามธรรมชาติอีกเยอะแยะที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น ผักหวาน หน่อไม้ เห็ดไข่ดงไข่เหลือง ผักกูด ผักสาบ ผักบอนเต่า ดอกก้าน ดอกอาว(กระเจียว) เป็นต้น   ถ้าตราบใดที่ป่าไม้ยังเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ คนไม่ทำลายป่า ตัดไม้ทำไร่กันมาก และฝนตกต้องตามฤดูกาล ตกมาเมื่อใดก็มีอาหารการกินเมื่อนั้น สมดังคำพ่อใหญ่ที่ว่า “กำกิ๋นอยู่บนฟ้า”แต๊ ๆ หนาครับ