วิสาขบูชาปีนี้ ถ้าจะคิดกันแบบคนธรรมดาทั่วไป ก็เป็นเพียงวันพระใหญ่อีกวันหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานถึง 2,600 กว่าปีมาแ้ล้ว แต่ถ้าคิดให้พิเศษก็จะบอกได้ว่าวันวิสาขบูชาปีนี้ เป็นวันพระใหญ่ที่พิเศษเพราะเป็นปีพุทธชยันตี ของพุทธศาสนา
สำหรับผม วันนี้เป็นอีกหนนึ่งวัที่มีโอกาสไปทำบุญที่วัดพร้อมกับคนที่บ้าน และป้า เป็นอีกวันที่จะได้ทำบุญที่เรียกว่าการถวายสลากภัตทุเรียน...
สลากภัต ตามข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามาแบบรวดเร็วนั้น กล่าวกันว่า เป็นการถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ในลักษณะการถวายแบบเผดียงสงฆ์ กล่าวคือ ถวายแบบไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าจะถวายแก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง นั้นคือ ถวายแก่คณะสงฆ์ แต่จะใช้วิธีการจับสลากว่าโยมนำของ ของตนไปถวายแด่พระสงฆ์รูปใด หรือให้สงฆ์จับสลากว่า รูปใดจะได้รับของที่โยมนำมาถวาย... หาความรู้เพิ่มเติมเกียวกับสลากภัตได้ที่นี่
สำหรับวัดบางขวาง นนทบุรี มีประเพณีการถวายสลากภัตทุเรียน ในวันวิสาขบูชา มาทุกปี (เท่าที่ผมเคยมาทำบุญ) "โดยเริ่มต้นจาก ตอนเช้า ญาติ โยม จะนำอาหารมาใส่บาตรพระ ที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ด้านล่าง ศาลาโรงธรรม จากนั้น เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่วัดก็จะจัดเตรียมอาหารที่โยมมาใส่บาตรเพื่อถวายพระตอนพระสวด
พระสงฆ์ทั้งวัดจะขึ้นศาลาโรงธรรม แล้วสวดมนต์ โยมก็จะนั่งฟังพระสวด เมื่อพระสวดมนต์เสร็จ เจ้าหน้าที่จะนำถวายอาหารบิณฑบาตร และถวายทาน (สังฆทาน) เมื่อถวายเสร็จแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่นำ หมายเลข ไปวางไว้หน้าพระสงฆ์แต่ละรูป เรียงตามลำดับตั้งแต่รูปแรกจนถึงสามเณร รูปสุดท้าย ซึ่งปีก่อน ๆ จะพระสงฆ์และสามเณร รวมกันประมาณ เกือบ 30 รูป เมื่อวางหมายเลขเสร็จแล้ว และกล่าวถวายสังฆทานเสร็จแล้วก็จะให้โยมที่นำทุเรียน ผลไม้ หรือของที่จะถวายมานั้น จับสลากที่ทางวัดทำเตรียมไว้ โดยสลากที่ให้โยมจับ จะมีหมายเลขเท่ากับ หมายเลขที่วางอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์ และสามเณร
เมื่อโยมแต่ละคนรู้ว่าตนได้รับหมายเลขอะไรแล้ว ก็จะไปนำทุเรียนหรือของที่ตัวเองเตรียมมาไปถวายพระสงฆ์หรือสามเณรที่มีหมายเลขตรงกับที่ตัวเองจับได้ เป็นอันเสร็จสิ้น แล้วก็จะมานั่งรอกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล และรับพรจากพระ เป็นอันเสร็จสิ้นการทำบุญ จากนั้น ทุกคนก็จะลาพระกลับบ้าน
แต่ปีนี้ ทีแรกที่สอบถามมาทางวัดว่า จะมีการทำบุญสลากภัตทุเรียนหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า มีเหมือนเดิม แต่เมื่อมาถึงวัดก็มีกระแสกันว่า เนื่องจากปีนี้ทุเรียนไม่มี อาจจะงดการทำบุญสลากภัตทุเรียน เป็นการทำบุญถวายสังฆทานปกติ
แต่ด้วยความคิดว่า ประเพณี น่าจะไม่เปลี่ยนแปลง ป้าจึงออกมาซื้อทุเรียนในตลาดเจ้าประจำที่เคยซื้อทำบุญทุกปี ปรากฎว่า ปีนี้ ราคาทุเรียนแพงขึ้นกว่าเท่าตัว จากเดิมที่เคยซื้อ 2 ลูกใหญ่ ๆ ประมาณ 300 กว่าบาท ปีนี้ ได้ของเ่ท่าเดิม แต่ต้องจ่ายไปถึง 800 กว่าบาท ... แต่เพื่อการทำบุญ และประเพณี และความสุขและความตั้งใจทำบุญตามประเพณี จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร...
ปรากฎว่า ปีนี้ โยมเตรียมทุเรียนมาถวายสลากภัตน้อยมาก ทางวัดจึงต้องเปลี่ยนแปลงจากการถวายสลากภัตทุเรียนมาเป็นการถวายสังฆทานธรรมดาแทน
ผมจึงเห็นว่าด้วยสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะก่อให้เิกิดความเปลี่ยนแปลงทางประเพณีไปได้ เช่นเหตุการณ์ในวันนี้เป็นต้น
คำว่าประเพณี ต้องมีการปรับ เปลี่ยน ปรับ ปรุง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ควรจะหายไป จริงไหมครับ

สวัสดีค่ะ...คุณnobita...วันวิสาขบูชาที่วัดราชธรรม วิริยาราม เมืองคัลการี่่ ทำบุญวันวิสาขบูชา ไปตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพราะที่แคนาดาวัดราชธรรม วิริยาราม มี 4 แห่ง พระเทพเจติยาจารย์ หรือ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ต้องเดินทางไปประกอบพิธีวันวิสาขบูชายังวัดต่างๆเพื่อให้คนไทยในเมืองที่มีวัดไทยอีก 3 แห่งได้ทำบุญวันวิสาขบูชา...ประเพณีวันวิสาขบูชาที่นี่จึงเป็นไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์นะคะ
ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ
วรรคสุดท้าย เข้าใจได้หลายทาง (อนุมานจากตัวหนังสือ ที่มีคำว่า แต่ไม่ควรจะหายไป)
1 ประเพณี หายไปแล้ว ซึ่งบทความได้มีความเห็นว่าควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเนื้อบทความก็มีรายละเอียดแล้วว่ามีการปรับวัตถุทาน จากทุเรียน เป็น สังฆทานทั่วไป (จึงดูเหมือนขัดแย้งกับคำว่าไม่ควรจะหายไป ซึ่งการถวายสังฆทานไม่ได้หาย แต่ปรับเปลี่ยนไป)
2 หากคำว่า ไม่ควรจะหายไป คือ การถวายทานด้วยทุเรียน (ก็จะแย้งกับที่ว่า ประเพณี ควรมีการปรับเปลี่ยน ตามสังคม ซึ่งก็ได้ปรับเปลี่ยน ทุเรียน เป็นสังฆทานทั่วไปแล้ว)
ทั้งสองข้อนี้ จะล้อกันเอง ดังนั้น บทสรุปของบทความ จึงมีความขัดแย้งกันเอง จึงตอบคำถามของบทความไม่ได้ ว่าจะจริง หรือไม่จริง
ความเห็นส่วนตัว บทความนี้แสดงให้เห็นถึงคำสอนของศาสนา ถึงความไม่เที่ยง ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสิ้นไป เปรียบเหมือนประเพณี นี้ เป็นการปฏิบัติของศาสนิกชนหมู่หนึ่ง ที่ได้เริ่มต้นปฏิบัติกันมา และสืบต่อเนื่องกันมา แต่เมื่อถึงเวลา ก็ต้องมีวันสูญไป (ซึ่งในบทความได้ระบุถึง สภาพทางเศรษฐกิจ ... แต่เพื่อการทำบุญ และประเพณี และความสุขและความตั้งใจทำบุญตามประเพณี จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร... สำหรับคนอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่โตได้ ) ดังนั้น ต่อคำถามที่ว่า ไม่ควรจะหายไป จริงไหมครับ นั้น ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนความต้องการส่วนตนมากกว่า อยากให้ดำรงคงอยู่อย่างที่ตนเองเคยรู้ เคยเห็น เคยสัมผัส ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย นี่แค่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้าเกิดมีปัญหาธรรมชาติขึ้นมาอีก ปีใด สวนทุเรียนล่ม ไม่มีผลผลิต ต่อให้มีเงินซื้อทุเรียนลูกละ 1000 ก็อาจจะไม่มีทุเรียนให้ซื้อหา มาถวายตามประเพณี ก็ได้ ถึงเมื่อนั้น จะยังยืนยันความคิดเดิมอีกหรือไม่ว่า ประเพณี ไม่ควรจะหายไป
....สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ..... อาจจะก่อให้เิกิดความเปลี่ยนแปลงทางประเพณีไป ....เห็นด้วย นะคะ ....... ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณทุกกำลังใจและความคิดเห็นครับผม