วรรคสุดท้าย เข้าใจได้หลายทาง (อนุมานจากตัวหนังสือ ที่มีคำว่า แต่ไม่ควรจะหายไป)
1 ประเพณี หายไปแล้ว ซึ่งบทความได้มีความเห็นว่าควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งในเนื้อบทความก็มีรายละเอียดแล้วว่ามีการปรับวัตถุทาน จากทุเรียน เป็น สังฆทานทั่วไป (จึงดูเหมือนขัดแย้งกับคำว่าไม่ควรจะหายไป ซึ่งการถวายสังฆทานไม่ได้หาย แต่ปรับเปลี่ยนไป)
2 หากคำว่า ไม่ควรจะหายไป คือ การถวายทานด้วยทุเรียน (ก็จะแย้งกับที่ว่า ประเพณี ควรมีการปรับเปลี่ยน ตามสังคม ซึ่งก็ได้ปรับเปลี่ยน ทุเรียน เป็นสังฆทานทั่วไปแล้ว)
ทั้งสองข้อนี้ จะล้อกันเอง ดังนั้น บทสรุปของบทความ จึงมีความขัดแย้งกันเอง จึงตอบคำถามของบทความไม่ได้ ว่าจะจริง หรือไม่จริง
ความเห็นส่วนตัว บทความนี้แสดงให้เห็นถึงคำสอนของศาสนา ถึงความไม่เที่ยง ของสรรพสิ่ง ทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสิ้นไป เปรียบเหมือนประเพณี นี้ เป็นการปฏิบัติของศาสนิกชนหมู่หนึ่ง ที่ได้เริ่มต้นปฏิบัติกันมา และสืบต่อเนื่องกันมา แต่เมื่อถึงเวลา ก็ต้องมีวันสูญไป (ซึ่งในบทความได้ระบุถึง สภาพทางเศรษฐกิจ ... แต่เพื่อการทำบุญ และประเพณี และความสุขและความตั้งใจทำบุญตามประเพณี จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร... สำหรับคนอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเรื่องใหญ่โตได้ ) ดังนั้น ต่อคำถามที่ว่า ไม่ควรจะหายไป จริงไหมครับ นั้น ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนความต้องการส่วนตนมากกว่า อยากให้ดำรงคงอยู่อย่างที่ตนเองเคยรู้ เคยเห็น เคยสัมผัส ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย นี่แค่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว ถ้าเกิดมีปัญหาธรรมชาติขึ้นมาอีก ปีใด สวนทุเรียนล่ม ไม่มีผลผลิต ต่อให้มีเงินซื้อทุเรียนลูกละ 1000 ก็อาจจะไม่มีทุเรียนให้ซื้อหา มาถวายตามประเพณี ก็ได้ ถึงเมื่อนั้น จะยังยืนยันความคิดเดิมอีกหรือไม่ว่า ประเพณี ไม่ควรจะหายไป