.
สำนักข่าวเดอะ ดิพโลแมท (The Diplomat) ตีพิมพ์เรื่อง 'The new prize: Asia's "fire ice" gas revolution'
= "รางวัลใหม่: "น้ำแข็งไฟ" ปฏิวัติแก๊สเอเชีย", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
.

.
ภาพที่ 1: น้ำแข็งไฟ (fire ice / methane hydrate) เป็นแก๊สมีเธน ไฮเดรตที่ติดไฟได้, รวมตัวกับน้ำแข็งใต้ทะเล พบมากบริเวณที่ลาดชันชายฝั่งมหาสมุทร (continental slope) ที่ความลึกประมาณ 1 กิโลเมตร หรือหลายร้อยเมตร
.

.
ภาพที่ 2: แก๊สมีเธนส่วนหนึ่งจะ "รั่ว (seep)" ออกจากใต้ดินส่วนลึกส่วนที่มีชั้นดินเลื่อน, ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ (แสดงด้วยฟองอากาศ ผุดขึ้น)
.
มีเธนเป็นแก๊สเรือนกระจก หรือแก๊สเครือญาติ หรือเป็นพี่ๆ น้องๆ กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก โลกร้อนขึ้นได้
.
มีเธนอีกส่วนหนึ่งมาจากใต้ทะเลหรือใต้ดินลึก สะสมอยู่ในก้อนน้ำแข็ง พบใต้ทะเลบริเวณไหล่ทวีป (ที่ลาดชัน) เป็นส่วนใหญ่, พบในดินแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสท์เขตหนาว เช่น ขั้วโลก ใกล้ขั้วโลก ฯลฯ เป็นส่วนน้อย
.
ปัจจัยที่จะทำให้แก๊สมีเธนไม่ระเหยเป็นไอหรือแก๊ส อยู่ในรูปของเหลว จับกับก้อนน้ำแข็งอยู่ในรูปไฮเดรต (methane hydrate) หรือน้ำแข็งไฟ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ
.
(1). แรงดันมากพอ > ต้องอยู่ใต้น้ำ หรือใต้ดินลึกมากพอ (ยิ่งลึก แรงกดดันยิ่งมาก)
.
(2). อุณหภูมิต่ำพอ หรือเย็นมากพอ
.

.
ภาพที่ 3: เปรียบเทียบพลังงานฟอสซิล หรือพลังงานจากซากสัตว์-พืชที่ตาย และถมทับอยู่ใต้ดิน (หน่วยพันล้านตันคาร์บอนหรือถ่าน) กับน้ำแข็งไฟได้แก่
  • (1). แก๊สธรรมชาติ = 96
  • (2). น้ำมัน = 160
  • (3). ถ่านหิน = 675
  • (4). น้ำแข็งไฟ = 3,000
น้ำแข็งไฟพบมากที่ชายฝั่งมหาสมุทร พบมากบริเวณที่เคยมีแผ่นดินไฟ หรือมีภูเขาไฟมาก่อน... ไม่พบในอ่าวไทย
.
ประเทศในเอเชียที่มีน้ำแข็งไฟสะสมมาก คือ ญี่ปุ่น รัสเซีย อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ติมอร์ตะวันออก
.
ทะเลจีนใต้ ซึ่ง "จีน-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย-บรูไน-ไต้หวัน" ยังตกลงอาณาเขตกันไม่ได้ เป็นเขตที่มีโอกาสพบน้ำแข็งไฟสูงเช่นกัน
.

.
ภาพที่ 4: กราฟแสดงความลึกในแนวดิ่ง (กิโลเมตร/km) - อุณหภูมิในแนวนอน (เซลเซียส/C), ช่วงที่มีเธนสะสมได้อยู่ในแถบสีน้ำเงิน
.
บริเวณที่แก๊สมีเธนจับกับน้ำแข็งได้ เรียกว่า "มีเธนไฮเดรต" คือ แถบสีน้ำเงิน ต้องมีความลึกในช่วง 0.2-1.16 กม. = 200 เมตร - 1.16 กม. และมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง -12C ถึง 15C (องศาเซลเซียส)
.
อ่าวไทยมีความลึกเฉลี่ย 45 เมตร (ลึกที่สุด 80 เมตร, ไม่ถึง 200 เมตร) = ตื้นเกินไป ไม่น่าจะพบน้ำแข็งไฟ [ wikipedia ]
.

.
ภาพที่ 5: กราฟแสดงน้ำแข็งไฟที่น่าจะขุดมาใช้ได้จริงๆ อยู่ที่ระดับ 1.2-1.6 กิโลเมตร (แถบสีน้ำเงิน)
.
แก๊สมีเธนมีโอกาสรั่ว หรือซึมออกจากดิน-น้ำที่ระดับความลึกน้อยกว่า 1.2 กม. ทำให้ความเข้มข้นไม่สูงพอ และไม่เกิด "น้ำแข็งไฟ" มากพอที่จะขุดมาใช้ได้

สำนักสำรวจภูมิศาสตร์สหรัฐฯ (USGS) ประมาณการณ์ว่า น้ำแข็งไฟที่สะสมอยู่ใต้ทะเล อาจมีขนาดรวม = 100,000 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
.
กล่าวกันว่า โลกพลังงานมักจะมีการประกาศข่าว "ปฏิวัติวงการ) ทุกๆ 20-30 ปี เช่น ที่เริ่มจากถ่านหิน ไขมันปลาวาฬ น้ำมัน ฯลฯ ในช่วงปี 1900-1950/2443-2483
.
ช่วงปี 1960s-1970s = 1960-1979/2503-2522 มีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ และหลังจากนั้นพบพลังงานทางเลือก ซึ่งดี แต่แพง
.
3-5 ปีที่ผ่านมา, เป็นยุคทองของการฉีดน้ำ ทราย สารเคมีเข้าไประเบิดชั้นหินน้ำมัน (shale gas) ในสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก๊ส ส่วนน้อยได้น้ำมัน
.

.
มีนาคม 2556 บรรษัทน้ำมัน-แก๊ส-โลหะแห่งชาติญี่ปุ่น (JOGMEC) รายงานการสกัด "น้ำแข็งไฟ (fire ice)" หรือมีเธน ไฮเดรต (methane hydrate) มาใช้สำเร็จ
.
ญี่ปุ่นตั้งเป้าจะนำน้ำแข็งไฟมาใช้จริงๆ ในปี 2018/2563
.
มีเธน ไฮเดรต เป็นแกีสที่ถูกกัก-สะสมไว้ในน้ำแข็ง พบในชั้นดินแข็ง (permafrost) ในเขตหนาว-ขั้วโลก, ที่ลาดชันชายฝั่งทวีป-มหาสมุทรที่ลึกเกิน 1,600 ฟุต = 500 เมตร
.
ปริมาณรวมน่าจะอยู่ที่ 100,000 ล้านล้่านลูกบาศก์ฟุต โดยอยู่ใต้ทะเล 99%, อยู่บนบก 1%
.

.
แหล่งสำรวจแรกอยู่นอกชายฝั่งญี่ปุ่น ห่างจากคาบสมุทรอัตสึมิ 80 กม.ที่ระดับความลึก 300 เมตร
.
การนำขึ้นมาจากทะเลลึกทำให้ความดันของน้ำแข็งไฟลดลง แก๊สมีเธนส่วนหนึ่งจะ "รั่วซึม" ออกมา
.
ประเทศอื่นๆ ที่น่าจะพลังงานสะสมในรูปน้ำแข็งไฟมากได้แก่ จีน นอร์เวย์ รัสเซีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี บราซิล ชิลี เกาหลีใต้ แคนาดา อินเดีย และสหรัฐฯ
.
ประเทศที่ตกลงว่า จะทำการสำรวจร่วมกัน-แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
.

.
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แรงขับใหญ่ที่ทำให้ญี่ปุ่น "ห้าว" ตอนก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเข้าร่วมสงคราม... และแพ้ คือ ความต้องการแหล่งพลังงาน
.
เรื่องนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การที่จีน "ห้าว" มากขึ้นเรื่อยๆ ในทะเลจีนใต้ น่าจะมีเรื่องพลังงานเป็น 1 ในแรงขับสำคัญ และอาจเกิดสงครามแบบ "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ได้เช่นกัน
.
หลังเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิชิรั่วในปี 2011/2554, ญี่ปุ่นต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยุ่ 54 โรงเป็นส่วนใหญ่
.
ทางออกตอนนี้ คือ ใช้แก๊ส-น้ำมันปั่นไฟทดแทน ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นำเข้าแก๊สธรรมชาติ (LNG) มากเป็นอันดับ 1 และน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลก
.

.
อินเดียใช้พลังงานจากถ่านหิน แก๊ส และน้ำมันรวมกัน ได้ประกาศว่า จะทำการระเบิดชั้นหินน้ำมันใหม่แล้ว (shale gas policy)
.
การมีน้ำแข็งไฟบริเวณใกล้อินเดีย-ศรีลังกา-บังคลาเทศ-พม่า เป็นความหวังใหม่ของกลุ่มประเทศที่อยู่ใกล้อินเดีย
.
การมีอาณาเขตทางทะเลค่อนข้างชัดเจน ยกเว้นบังคลาเทศ-พม่ามีพื้นที่ทับซ้อนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทำให้การสำรวจน้ำแข็งไฟบริเวณใกล้อินเดียน่าจะทำได้ง่าย (ถ้ามีเงินลงทุน)
.
ปี 1997/2540 อินเดียเริ่มโครงการวิจัยน้ำแข็งไฟ (มีเธน ไฮเดรต)
.
.
ปี 2006/2549 สหรัฐฯ ทำการสำรวจแอ่งน้ำแข็งไฟ 4 แห่งใหญ่ได้แก่ แอ่งกฤษณะ-โกดาวารี (Krishna-Godavari basin/KGB), แอ่งมาฮานาดี (มหานที), เกราลา-คอนแคน (Kerala-Konkan; ชื่อหลังคล้าย "ขอนแก่น"), และหมู่เกาะในทะเลอันดามัน (ใกล้พม่า)
.
ผลสำรวจพบว่า แอ่ง KGB น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีน้ำแข็งไฟมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทว่า... ปัญหาใหญ่ คือ อินเดียไม่มีเงินพอซื้อเทคโนโลยีในการขุดเจาะ ทำให้ต้องวิจัย-พัฒนาขึ้นเอง หรือไม่ก็ร่วมลงทุนกับสหรัฐฯ-อินเดีย
.
 
.
ภาพที่ 6: หมู่เกาะอันดามัน (ด้านซ้ายของเส้นสีแดง) และนิโคบาร์ทางใต้ของอินเดีย ทำให้อินเดียมีน้ำแข็งไฟสำรองเพิ่มขึ้นมาก
.

.
ภาพที่ 7: ยุคไดโนเสาร์ (Deccan phase-2) = 67.5 ล้านปีจนถึง 300,000 ปีก่อน, ทางตะวันตกของอินเดียเป็นแหล่งภูเขาไฟระเบิดซ้ำซาก (แต้มสีแดง) [ princeton.edu ]
.
ปริมาณลาวา หรือหินละลายสะสมมากจนไหลข้ามประเทศไปทางตะวันออก ไกลกว่า 1,500 กม. (ลูกศรสีแดง)
.
ปัจจุบันเป็นทางไหลของแม่น้ำกฤษณะ-โกดาวารี และแอ่ง KGB ที่มีน้ำแข็งไฟสะสมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
.

.
มีเธนเป็นแก๊สเรือนกระจกที่มีความแรง = 21 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์, การพบน้ำแข็งไฟใต้ทะเล 1.2 กม. โดยเฉพาะพบมากในเขตที่มีรอยเลื่อนเปลือกโลก ทำให้ขุดเจาะได้ยาก แถมยังเสี่ยงอันตรายจากแผ่นดินไหวสูง
.
แนชนัล จีโอกราฟฟิค รายงานว่า การเผามีเธนที่รั่วจากแผ่นดินแข็ง หรือเพอร์มาฟรอสท์ ซึ่งจะได้คาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังอันตรายน้อยกว่าการปล่อยให้แก๊สนี้รั่วไปในชั้นบรรยากาศ
.
ประเทศที่น่าจะได้รับประโยชน์จากน้ำแข็งไฟ (ถ้าใช้ได้จริง) มากเป็นพิเศษ คือ
  1. ญี่ปุ่น ซึ่งหันไปใช้ถ่านหินมากขึ้นเพื่อประหยัด (หลังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่ว)
  2. เกาหลีใต้
  3. อินเดีย ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานมากเกิน 1/2
  4. จีน +/- กลุ่มประเทศผู้ต่อรองหมู่เกาะทะเลจีนใต้กับจีน (เวียดนาม-ฟิลิปปินส์-อินโดฯ-มาเลเซีย-บรูไน)
ประเทศที่คงจะไม่ดีใจกับน้ำแข็งไฟมากนัก คือ ประเทศผู้ส่งออกแก๊สธรรมชาติ โดยเฉพาะรัสเซีย และกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC)
.
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า กว่าโลกจะได้ใช้น้ำแข็งไฟ, ต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างน้อย 5-10 ปี
.
ถ้าทำได้จริง, ขนาดเศรษฐกิจของเอเชีย โดยเฉพาะ "ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-จีน-อินเดีย" จะใหญ่กว่านี้มากมาย
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

 > [ Twitter ]

  • ขอขอบพระคุณ / Thank The Diplomat > http://thediplomat.com/2013/05/11/the-new-prize-asias-fire-ice-gas-revolution/?all=true
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์. 13 พฤษภาคม 56. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.