ชนชั้นตามแนวคิดของมาร์กซ์
2. ชนชั้นนายทุน
ชนชั้นนายทุนสมัย ร.4
ชนชั้นที่สำคัญและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมมากที่สุดในสังคมทุนนิยมก็คือ
"ชนชั้นนายทุน" แต่กล่าวสำหรับสังคมไทย แม้ว่าโดยข้อเท็จจริง
การผลิตแบบทุนนิยมจะเข้ามาในสังคมไทยตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อร้อยปีเศษที่ผ่านมา ภาคการผลิตในสังคมไทยยังล้าหลัง ด้อยพัฒนา
มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาที่ช้ามาก และต่อมาถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบ
ชนชั้นนายทุนlสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่พ.ศ. 2475 กลุ่มนายทุนซึ่งเป็นตัวแทนพลังการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า ก็มิได้ผลักดันพลังการผลิตของสังคมให้ก้าวหน้าไปมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 50 ปีแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลุ่มทุนภายในประเทศไม่ได้พัฒนาการผลิตของตัวเองให้เติบโต และสะสมทุนขึ้นมาตามลำดับแล้วค้าขายแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติ เหมือนการก่อกำเนิดของกลุ่มทุนชาติตะวันตก ทั้งยุโรปและอเมริกาในอดีต หากแต่กลุ่มทุนการผลิตของไทยถูกครอบงำและควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติมาตั้งแต่ต้น เกือบทั้งหมดจึงเป็นพียงกลุ่มทุนการค้าพาณิชย์ที่อยู่ในรูปของ "นายทุนขุนนาง" และ "นายทุนนายหน้า" มีบทบาทเป็นได้แค่เพียงส่วนหนึ่งของวงจรธุรกิจข้ามชาติของกลุ่มทุนต่างชาติ ซึ่งมีหน้าที่หลัก ๆ คือ
1. เป็น "นายหน้า" เอาสินค้าต่างชาติเข้ามาขาย
2. ช่วยหาซื้อและรวบรวมสินค้าพื้นเมืองไปขายให้กับกลุ่มทุนข้ามชาติ
3. ใช้ช่องทางต่าง ๆ สมคบและร่วมมือกับชนชั้นปกครองเอื้อประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบริการที่สำคัญบางอย่าง (เช่นเหมืองแร่ ธนาคาร รถขนส่ง-โดยสาร)
4. ผู้มีอำนาจในสังคม (บางส่วนของทหาร ข้าราชการระดับสูง และชนชั้นปกครอง) หาผลประโยชน์ด้วยการให้กลุ่มทุนต่างชาติยืมชื่อและอิทธิพลไปใช้ เพื่อให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถนำมาอ้างได้ว่ามีคนไทยเป็นหุ้นส่วนครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริง เพราะขาดทั้งความรู้ ทักษะที่สำคัญและจำเป็นในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี การผลิต การตลาด ฯลฯ
จึงทำให้บทบาททางการเมืองของกลุ่มนายทุนชาติ แทบจะไม่ได้ส่งผลสะเทือนอะไรกับสังคมโดยเฉพาะกับ "คนชั้นล่าง" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมเลย
นี่เป็นคำตอบที่ชัดแจ้งในเชิงปรัชญาที่ว่า ทำไมตัวแทนชนชั้นที่กำลังกลายเป็นอดีตในประวัติศาสตร์จึงยังคงมีอิทธิอย่างมากทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความคิด-จิตสำนึก และทางการเมือง สืบเนื่องมาได้เป็นเวลาช้านาน
ชนชั้นนายทุนสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มานี้เอง เมื่อจอมเผด็จการทหารถนอม-ประภาส-ณรงค์ถูกโค่นล้มลง การผูกขาดทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มนายทหารใหญ่ร่วมกับข้าราชการระดับสูงและชนชั้นปกครองที่เคยมีอำนาจ อันเป็นเสมือนโซ่ตรวนพันธนาการผูกมัดพลังการผลิตของสังคมมิให้เจริญก้าวหน้า ถูกทำลายลง สังคมไทยจึงเปิดทางให้ชนชั้นนายทุนชาติได้มีที่ยืน มีโอกาสสะสมทุน พัฒนาพลังการผลิต และสร้างความเข้มแข็งให้กับชนชั้นนายทุนทั้งระบบ บริษัทสัญชาติไทยจำนวนมากเกิดขึ้นและเติบโตเข้มแข็งเป็นอย่างมากก็ในช่วงนี้เป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มทุนสัญชาติไทยเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่สามารถเติบโตขึ้นจนเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มทุนที่นำเอาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์อย่างได้ผล ไม่ว่ากลุ่มชินวัตร กลุ่มซีพี กลุ่มซัมมิท ฯลฯ การนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นพลังการผลิตของสังคม จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงก้าวรุดหน้าไป สังคมไทยในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาได้ซื้อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการผลิต (และบริการ) เป็นจำนวนมาก ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กลุ่มทุนชินวัตรสามารถเติบใหญ่ได้เหนือกว่ากลุ่มทุนอื่นในเวลาอันสั้นก็คือการได้รับสัมปทานสัญญาณคลื่นโทรศัพท์มือถือ ตามด้วยสัมปทานดาวเทียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูง ส่วนกลุ่มซีพี ได้ซื้อเทคโนโลยีชั้นสูงสมัยใหม่ด้านการผลิตอาหารที่ครบวงจร ตั้งแต่พันธุ์ อาหาร วิธีเลี้ยง โรงเชือด การแยกชิ้นส่วน การปรุง การบรรจุ และการตลาด เป็นต้น กล่าวโดยทั่วไป กลุ่มทุนที่สามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูงมาใช้ได้ก่อนคู่แข่ง ก็จะได้เปรียบกว่า ทำกำไรได้มากกว่า เร็วกว่า จึงสามารถสะสมทุนและสร้างโอกาสในการหาผลประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้มากกว่าด้วย
ชนชั้นนายทุนสัญชาติไทยสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมไทยได้อย่างกว้างขวางภายในเวลาเพียง 20 กว่าปี (นับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ) ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของสังคมไทยให้กลายเป็นแบบทุนนิยมไปโดยพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ชนชั้นนายทุนชาติก็ไม่สามารถทำการผลิตได้อย่างอิสระ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาหรือร่วมทุนกับกลุ่มทุนข้ามชาติ เพราะด้อยกว่าทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และการจัดการ ทำให้ชนชั้นนายทุนชาติไทยไม่มีอิสระทางการเมือง ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของชนชั้นนำหรือศักดินา ช่วยเปิดทางให้กลุ่มทุนข้ามชาติรุกเข้ามายึดครองเศรษฐกิจของไทยได้อย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง และรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ (ทั้งการผลิตและบริการ) เช่น การเงิน การสื่อสาร โทรคมนาคม เหมืองแร่ เคมี ยา สิ่งทอ ก่อสร้าง การพิมพ์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ฯลฯ ชุดความคิดของกลุ่มทุนข้ามชาติเช่น โลกาภิวัฒน์ องค์การเหนือรัฐต่าง ๆ จึงได้รับการขานรับแซ่ซ้องยกย่องไปต่าง ๆ นานา และนำเข้ามาครอบงำสังคมไทยอย่างเบ็ดเสร็จ
พัฒนาการของกลุ่มทุนนิยมไทยตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน
ชนชั้นนายทุนชาติในอดีต เมื่อยังไม่เข้มแข็งพอที่จะยืนได้อย่างอิสระและมั่นคงในทางการเมือง ก็ใช้วิธีแอบอิงกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินเป็นสำคัญให้กับพรรคการเมืองใหญ่ ๆ ที่ตนมีเส้นสายเชื่อมโยงถึงและคาดว่าจะมีบทบาทเข้ามาเป็นรัฐบาลกุมอำนาจรัฐได้ หรือแม้แต่สนับสนุนคณะนายทหารใหญ่ที่ทำการรัฐประหารโค่นอำนาจของกลุ่มอื่น ทั้งนี้เพื่ออาศัยชนชั้นสูงผู้กุมอำนาจรัฐเหล่านี้ ช่วยปกป้องและเอื้อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับตนหรือกลุ่มตน จึงเกิดการแก่งแย่งแข่งขันและช่วงชิงผลประโยชน์เป็นระยะ ๆ เมื่อผู้ที่ตนสนับสนุนถูกโค่นล้มหรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นกลุ่มอื่น ผลประโยชน์ของตนก็เสียหาย จำเป็นต้องแสวงหาเส้นสายกันใหม่ ทำให้ไม่มั่นคงและเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของระบบทุน
รัฐบาลผสมหลายพรรคก็เป็นปรากฏการณ์ของการประสานแบ่งปันผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัด และเป็นเช่นนี้ติดต่อกันมากว่า 25 ปีนับจากการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนกระทั่งภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่กลางปี พ.ศ. 2540 กลุ่มทุนผูกขาดภายในประเทศที่รอดมาได้ไม่กี่ตระกูล (รวมกันไม่ถึง 5,000 คน น้อยกว่า 0.01% ของคนไทย 62 ล้านคน) ก็เติบโตขึ้นมาตามกระแสโลกาภิวัฒน์อย่างเข้มแข็ง ฉกฉวยโอกาสที่คู่แข่งล่มสลายหรือไม่ก็อ่อนแอลง สร้างความเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญไทยปัจจุบัน (เริ่มใช้เดือนตุลาคม พ.ศ. 2540) เปิดโอกาสให้กลุ่มนายทุนใหญ่ก้าวขึ้นมาควบคุมอำนาจรัฐได้ง่ายขึ้น บางส่วนที่เคยสนับสนุนกลุ่มการเมืองอื่น ๆ จึงได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น และสามารถก้าวเข้ามายึดอำนาจรัฐได้ตั้งแต่ต้นปี 2544
หลังจากนั้นก็แปรเปลี่ยนกลไกอำนาจรัฐให้รับใช้ชนชั้นนายทุนอย่างเต็มที่ ด้านหนึ่งก็ต่อสู้กับอิทธิพลเก่าด้วยบทบัญญัติทางกฎหมาย สลับสับเปลี่ยนโครงสร้างระบบราชการเพื่อบั่นทอนอิทธิพลเก่าและอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนต่างๆ เช่น ระบบศุลกากร ฯลฯ รวมทั้งสร้างกลไกรัฐใหม่ ๆ ขึ้นมาพิทักษ์รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของตนและชนชั้นนายทุน ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงด้วยนโยบายประชานิยม เพื่อให้ชนชั้นล่างที่ยากจนข้นแค้นคอยค้ำจุนอำนาจของพวกเขา
กลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐเหล่านี้ ใช้ความได้เปรียบในการกุมอำนาจรัฐ แสวงหาผลประโยชน์มากมายมหาศาลโดยใช้กลไกที่ถูกกฎหมายเช่น ตลาดหลักทรัพย์ การแปรรูปขายรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดและทำกำไรมหาศาลในแต่ละปี แล้วเข้าไปซื้อหุ้นราคาถูก หลังจากนั้นก็ใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่กำกับและกำหนดนโยบายให้กลุ่มทุนของตนเข้าไปฉกฉวย แสวงหาผลประโยชน์จากขุมทรัพย์ล้ำค่าเหล่านั้นต่อไป (รูปแบบหนึ่งของการคอรัปชั่นเชิงนโนบาย) พวกเขาจึงสามารถเบียดขับกลุ่มทุนเก่าและกลุ่มทุนอื่นจนผงาดขึ้นมาครองความมั่งคั่งติดอันดับโลกได้ภายในเวลาไม่กี่ปีต่อชนชั้นอื่น รัฐบาล "กลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐ" ใช้รูปแบบหลากหลายทั้งการใช้กำลังบังคับ การบังคับให้ยอมทำตามด้วยกลไกทางกฎหมายและระเบียบสังคม การมึนชาทางความคิด เบี่ยงเบนความสนใจไปอยู่กับวัฒนธรรมเพ้อฝัน ตลอดจนชักจูงให้บริโภคในสิ่งที่พวกเขาหยิบยื่นให้ภายใต้ผลประโยชน์ที่แอบแฝง เป็นต้น
แม้ว่า "กลุ่มทุนผูกขาดแห่งรัฐ" จะมีบทบาทที่เป็นคุณในการผลักดันพลังการผลิตของสังคมไทยให้ก้าวหน้ากว่ายุคก่อน แต่อีกด้านหนึ่งก็กอบโกยโภคทรัพย์ กดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม สร้างความร่ำรวยให้กับคนในวงศ์ตระกูลและคนใกล้ชิดเพียงน้อยนิดอย่างมหาศาล (เช่น รัฐบาลทักษิณ) นี่เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยจะต้องสามัคคีกันคัดค้านและต่อสู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ปราศจากการกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบในที่สุด
หนังสืออ้างอิง
อรทัย ปิ่นเก็จมณี.ชนชั้นและรัฐในสังคมไทย ตอนที่ 1. http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=101:--1&catid=1&Itemid=19 เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
อรทัย ปิ่นเก็จมณี.ชนชั้นและรัฐในสังคมไทย ตอนที่ 2.http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=119:--2&catid=1&Itemid=19 เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
นิธิ เอียวศรีวงศ์. พลวัตของชนชั้นนำไทย (2). http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1349659365&grpid=03&catid=12. เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
ศศิริษา.ความสัมพันธ์ทางแนวคิดและทฤษฎี ประวัติศาสตร์ของสังคมทุกสังคมที่เคยมีอยู่ ล้วนคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางชนชั้น”Karl Marx. http://apinan.orgfree.com/resource.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2556
ภีรเดช อเนกพิบูลย์ผล.ไพร่’ และ ‘สงครามชนชั้น’ สะท้อนความขัดแย้งในทางวัฒนธรรม-การเมือง. http://prachatai.com/journal/2010/04/28945 เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2556
Faris Yothasamuth. อะไรคือสลิ่ม? ว่าด้วยที่มา บริบทความหมาย และคุณลักษณะเฉพาะ. http://prachatai.com/journal/2011/11/37957
เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2556