วิวัฒนาการของสังคมตามแนวคิดของมาร์กซ์

การที่มาร์กซ์มองว่าในทุกสังคมนั้นชนชั้นถูกเอาเปรียบมักเป็นคนที่ชนชั้นล่าง เช่น ทาส ไพร่ และแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเป็นผู้ถูกขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ในวิถีการผลิตแบบนี้จะนำไปสู่การสร้างความกดดันให้กับโครงสร้างทางสังคม และนำไปสู่การปฏิวัติสังคมในที่สุดนั้น มาร์กซ์ไม่ได้อธิบายไว้อย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนนี้เองเกลส์จึงอธิบายความคิดเครื่องวิวัฒนาการของสังคมในความคิดของมาร์กซ์ว่า สังคมของมาร์กซ์มีวิวัฒนาการด้วยกัน 6 ขั้น แต่บางตำรานับเอาสังคมเอเชียเข้าไปด้วยในที่นี้จึงเสนอวิวัฒนาการของสังคมเป็น 7 ขั้น โดยยึดเอาโครงสร้างส่วนล่างและโครงสร้างส่วนบน ดังนี้

1. การผลิตแบบเอเชีย (Asiatic) ในวิถีการผลิตแบบเอเชียนั้นจะมีคนประกอบอยู่ 2 พวก ได้แก่ 1. ประชาชนทั่วไป หรือไพร่ 2. คนมีอำนาจรัฐ หรือกษัตริย์-เจ้า-ขุนนาง ความขัดแย้งระหว่างคน 2 กลุ่มนี้คือประชาชนทั่วไปหรือไพร่จะเป็นผู้ถูกกดขี่และรู้สึกไม่พอใจ เพราะโดนกลุ่มที่สองเป็นผู้กดขี่ เนื่องจากพัฒนาการของเอเชียไม่เหมือนกับยุโรป มีสายการพัฒนาหลายสายตามขั้วของอารยธรรมต่างๆ มาร์กซ์จึงเสนอว่าในสังคมเอเชียจะไม่มีความขัดแย้งทางชนชั้น เพราะคนที่ถูกกดขี่เป็นไพร่หรือประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่มีการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรกร

2. สังคมคอมมิวนิสต์โบราณ (primitive communism) เป็นสังคม

โบราณของมนุษย์ที่มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ภายใต้เงื่อนไขพลังการผลิตที่ต่ำมาก เพราะเครื่องมือการผลิตที่ใช้จะเป็นเครื่องมือหิน กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของเผ่า (Tribal ownership) ต่อมาเผ่าต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเป็นเมืองและรัฐ ทำให้กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปเป็นของรัฐแทน

3.สังคมทาส (slave society) เป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับการที่มนุษย์เริ่มร่วมกันสร้างสังคมในลักษณะของเมือง เมื่อพลังการผลิตพัฒนาขึ้น เกิดการเลี้ยงสัตว์ และเกษตรกรรมขนาดใหญ่ จึงมักมีผลิตผลเหลือเฟือ ทำให้บุคคลกลุ่มหนึ่งที่แข็งแรงกว่ายึดเอาแรงงานของผู้อื่นมาเป็นของตน โดยให้แรงงานเหล่านั้นส่งผลผลิตให้แก่ตน ซึ่งในตอนเริ่มแรกได้มีการบังคับเอาเชลยศึกมาเป็นทาส ต่อมาก็ได้มีการนำเอาคนในสังคมเดียวกันมาเป็นทาส จึงทำให้เกิดระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและชนชั้น ตลอดจนการขูดรีด

ในสังคมเช่นนี้คนที่มีอำนาจคือเสรีชนหรือรัฐ และทาสเป็นผู้ถูกรับใช้ สมาชิกในสังคม เสรีชน หรือรัฐได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งได้แก่ เครื่องใช้ส่วนตัว และทาส ดังนั้นทาส (Slavery)  พวกทาสจึงมีความขัดแย้งกับเสรีชน ต้องพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้รับอิสรภาพ ทาสจึงเป็นกำลังสำคัญในการระบบการผลิตทั้งหมด และ ต่อมาระบบการผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทาสและทาส

4. สังคมศักดินา (feudalism) เป็นวิวัฒนาการขั้นที่สามซึ่งมนุษย์เริ่มจัดการให้เกิดการปกครองที่เป็นระบบขึ้นโดยผู้ปกครองมักเป็นอภิสิทธิ์ชน (aristocracy) เนื่องจากการปรับปรุงเครื่องมือโลหะให้ก้าวหน้าไป โดยเฉพาะเทคโนโลยี "การหลอมเหล็ก" ทำให้พลังการผลิตเกษตรกรรมและหัตถกรรมได้รับการพัฒนาให้เติบโตขึ้น ทำให้ "ความสัมพันธ์การผลิตระบอบทาส" ถูกแทนที่ด้วย "ความสัมพันธ์การผลิตระบอบศักดินา" ในที่สุด ในสังคมศักดินา  ชนชั้นเจ้าที่ดินอยู่ในสถานะผู้ปกครองและควบคุมทางด้านเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของโครงสร้างชั้นบนในระบอบศักดินา ที่ยอมรับอำนาจการปกครองแบบเผด็จการของชนชั้นเจ้าที่ดิน และรูปลักษณ์จิตสำนึกของชนชั้นเจ้าที่ดินเป็นเนื้อหาสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับลักษณะสังคมแบบศักดินา

5.สังคมทุนนิ ยม (capitalism) เป็นวิวัฒนการของสังคมที่ผู้ปกครองคือพวกผู้สะสมทุน (capitalists) ที่เป็นนายจ้างและเจ้าของกิจการ ที่มักเป็นชนชั้นกลาง (bourgeois) การก้าวผ่านจากการใช้เครื่องมือการผลิตแบบหัตถกรรมไปสู่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุสำคัญที่ "ความสัมพันธ์การผลิตระบอบทุนนิยม" เอาชนะ "ความสัมพันธ์การผลิตระบอบศักดินา" ดังที่ มาร์กซ ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่เกิดจากการโม่ด้วยมือ คือสังคมที่มีเจ้าศักดินาเป็นใหญ่  สิ่งที่เกิดจากการโม่ด้วยเครื่องจักรไอน้ำ คือสังคมที่มีนายทุนอุตสาหกรรมเป็นใหญ่"

ในสังคมทุนนิยม ชนชั้นนายทุนอยู่ในสถานะผู้ปกครองและควบคุมทางด้านเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของโครงสร้างชั้นบนในระบอบทุนนิยม ที่ยอมรับอำนาจการปกครองแบบเผด็จการของชนชั้นนายทุน และรูปลักษณ์จิตสำนึกของชนชั้นนายทุนเป็นเนื้อหาสำคัญ จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับลักษณะสังคมทุนนิยม เช่นการเข้ามาปั่นหุ้นโกยกำไร ในตลาดหลักทรัพย์ จึงเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทย หรือการที่กองทุนปีศาจข้ามชาติ (Hedge Fund) ซื้อน้ำมันปั่นราคาให้สูงขึ้นกว่าเท่าตัว และคนทั่วโลกต้องจ่ายเงินเพิ่มให้ตลอดเวลา ก็ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องยอมรับได้

6.สังคมสังคมนิยม (socialism) เป็นวิวัฒนาการที่เกิดจากการปฏิวัติทางสังคมของชนชั้นกรรมาชีพผู้ที่ถูกขูดรีด (proletariat) ให้กลายมาเป็นผู้ปกครองแบบ "เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ" (diktatur des proletariats) และมีการพิจารณาวิธีแห่งการผลิตใหม่เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วิวัฒนาการขั้นสุดท้าย

ระบบสังคมสังคมนิยม คือ การที่เจ้าของปัจจัยการผลิต เปลี่ยนจากคนส่วนน้อยมาเป็นรัฐ ไม่มีผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ สินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะถูกจำหน่ายจ่ายแจกตามแรงงานที่ทำลงไป ไม่มีการขูดรีดระหว่างกัน ทั้งนี้ เพราะลักษณะทางสังคมของการผลิต สอดคล้องกับการที่สังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน ความสัมพันธ์ทางการผลิต พลังทางการผลิต (Productive farce) ในทางสังคมเรียกว่า ฐานทางเศรษฐกิจ (Economic Base) หรือโครงสร้างส่วนล่าง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดสภาวการณ์ทางสังคม เช่น ระบบการปกครอง ศิลปวัฒนธรรม กฎหมาย ปรัชญา และศาสนา เป็นต้น เรียกว่า โครงสร้างส่วนบน โครงสร้างส่วนบนจึงเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างส่วนล่าง

7.  สังคมคอมมิวนิสต์ (communism) เป็นวิวัฒนาการทางสังคมสูงสุด

ของมนุษย์ ที่สังคมสามารถกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น มนุษย์ทุกคนสามารถใช้ชีวิตตามใจปรารถนาโดยมีมีเพียงความรับผิดชอบต่อตนเอง และชุมชนโดยรวม

มาร์กซ์ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยถือเอาเศรษฐกิจเป็นตัวนำ ทั้งนี้ เพราะมาร์กซ์มองการเมืองว่าเป็นการต่อสู้ของชนชั้น(social class) อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขัดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และในทรรศนะของมาร์กซ์นั้น การต่อสู้ระหว่างชนชั้นได้แก่ ผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองเท่านั้น สำหรับในสังคมนายทุน (capitalist) นั้น มาร์กซ์กล่าวว่า มีคนอยู่ 2 ชนชั้น ได้แก่ นายทุน หรือกระฎุมพี (capitalists or bourgeoisie) กับผู้ใช้แรงงาน หรือชนชั้นกรรมาชีพ (proletariat) ซึ่งมาร์กซ์มีความเห็นว่าต้องล้มล้างระบบนายทุน และเมื่อปราศจากนายทุนแล้ว สังคมคอมมิวนิสต์ ตามที่มาร์กซ์คิดก็จะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นสังคมที่ไม่มีการแบ่งชนชั้น และการขัดแย้งอีกต่อไป เพราะชนชั้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจจะสูญหายไป ทรัพย์สินจะตกเป็นของส่วนกลาง และแต่ละคนจะได้รับผลประโยชน์จากการทำงานตามความจำเป็นในการยังชีพของตน โดยไม่คำนึงว่าใครจะทำงานมาก หรือทำงานน้อย และในที่สุดระบบเศรษฐกิจในสังคมคอมมิวนิสต์จะไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ (exploitation)โดยชนชั้นหนึ่งจากอีกชนชั้นหนึ่ง มาร์กซ์อธิบายต่อไปว่า เมื่อสังคมปราศจากเสียซึ่งชนชั้นแล้ว คือเมื่อไม่มีชนชั้นปกครองกับชนชั้นผู้ถูกปกครอง รัฐก็จะสลายตัวไป เพราะไม่มีความจำเป็นต้องมีการปกครองต่อไปอีก และกระบวนการสลายตัวของรัฐแบบนี้ มาร์กซ์เรียกว่า “รัฐจะร่วงโรยหมดสิ้นไปเอง” (the state will wither away)
  คาร์ล มาร์กซ์ มีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของทุกๆ สังคม จะมีขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ 5 ขั้น โดยแต่ละขั้นจะมีวิถีการผลิต (Mode of Production) ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของ พลังของการผลิต (Forces of production) ซึ่งได้แก่ การจัดการด้านแรงงาน ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยีกับความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต (Social relation of production) ซึ่งได้แก่ เจ้าของปัจจัยการผลิต และคนงานที่ทำหน้าที่ผลิต แต่ในระบบการผลิตแต่ละระบบจะมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงานในการผลิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม (Substructure) และเมื่อโครงสร้างส่วนล่างมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลทำให้เกิดการผันแปรและเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างส่วนบนของสังคม (Superstructure) ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม เช่น รัฐบาล ครอบครัว การศึกษา ศาสนา และรวมถึงค่านิรม ทัศนคติ และบรรทัดฐานของสังคม

กล่าวโดยสรุปลักษณะของความสัมพันธ์การผลิตในสังคมยุคหนึ่ง ๆ จะเป็นแบบไหน จึงกำหนดจากด้านที่เป็นธาตุแท้ของสังคมนนั้น ๆ ซึ่งแบ่งออกตามรากฐานได้  2 ชนิด คือ

1. ความสัมพันธ์การผลิตที่ถือระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมในปัจจัยการผลิตเป็นรากฐาน ได้แก่ ความสัมพันธ์การผลิตที่ถือระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมแบบคอมมูนบรรพกาลเป็นรากฐานในสังคมบุพกาล ความสัมพันธ์การผลิตของสังคม "สังคมนิยม" ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์การผลิตของสังคม "คอมมิวนิสต์" ในอนาคต ภายใต้ความสัมพันธ์การผลิตชนิดนี้ ฐานะและความสัมพันธ์ในกระบวนการผลิตเป็นแบบเสมอภาคต่างช่วยเหลือร่วมมือซึ่งกันและกัน  ส่วนรูปแบบการแบ่งปันผลผลิตนั้นสังคมบุพกาล เป็นการแบ่งปัน "โดยเฉลี่ยกันไป"  สังคม "สังคมนิยม" เป็นแบบ "ทุกคนทำตามความสามารถ ต่างแบ่งปันไปตามการใช้แรงงาน"  ส่วนสังคม "คอมมิวนิสต์" ในอนาคต  ก็จะเป็นแบบ "ทุกคนทำตามความสามารถ ต่างแบ่งปันไปตามความต้องการ"

2. ความสัมพันธ์การผลิตที่ถือระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนตัวในปัจจัยการผลิตเป็นรากฐาน ได้แก่ ความสัมพันธ์การผลิตของสังคมระบอบทาส สังคมศักดินา และสังคมทุนนิยม

ฐานะและความสัมพันธ์ของคนเราในกระบวนการผลิต เป็นแบบที่มี "ผู้ปกครอง" และ "ผู้ถูกปกครอง"  กลุ่มสังคมหรือชนชั้นที่ครอบครองปัจจัยการผลิตอยู่ในฐานะผู้ปกครอง กลุ่มสังคมหรือชนชั้นที่มิได้ครอบครองปัจจัยการผลิตถูกบังคับให้ตกอยู่ในฐานะเชื่อฟังทำตาม  เนื่องจากฝ่ายแรกครอบครองปัจจัยการผลิตและอยู่ในฐานะปกครอง  จึงใช้วิธีการต่าง ๆ นานามาครอบครองผลผลิตจากการใช้แรงงานของฝ่ายหลัง ครอบครองดอกผลของการใช้แรงงานส่วนข้างมากไป เหลือให้ผู้ใช้แรงงานแค่พอมีปัจจัยในการยังชีพให้พอมีชีวิตอยู่รอด จึงกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ขูดรีดและถูกขูดรีดระบอบขูดรีด เป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์การผลิตที่ถือระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ในปัจจัยการผลิตเป็นรากฐาน

หนังสืออ้างอิง

จักวัน แก้วจันดา,กนิษฐา หอมกลิ่น,ประภัสสรา คงศรีวรกุลชัย.สังคมนิยมและคอมมิวนิสม์. http://www.baanjomyut.com/library_2/socialist_and_communist_zionist/02.html  เข้าถึงเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ลัทธิมาร์กซ์ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

อรทัย  ปิ่นเกตุมณี. พลังการผลิต และ ความสัมพันธ์การผลิต 1. http://firelamtung.com/index.php?option=com_content&view=article&id=28:---1&catid=1&Itemid=19  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556

ไม่มีชื่อผู้แต่ง. บทที่ 4 ทฤษฎีความขัดแย้ง (conflict theory). http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:Rv3Dzkug3TMJ:e-learning.crma.ac.th/claroline2555/claroline/backends/download.php%3Furl%3DLzJf4LmA4LiZ4Li34LmJ4Lit4Lir4LiyLzMuX%252BC4l%252BC4pOC4qeC4juC4teC4geC4suC4o%252BC4guC4seC4lOC5geC4ouC5ieC4h19vay5kb2M%253D%26cidReset%3Dtrue%26cidReq%3DSS2302+&cd=4&hl=th&ct=clnk&gl=th  เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556