ผมเคยเรียนจิตวิทยามา 4 วิชาครับ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างวันก่อนผมได้อ่านเรื่องกามวิตถาร (sexualdeviation) มีความสนใจมากเพราะเรื่องของเพศเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์การกระทำบางอย่างนั้นเรามองว่าเป็นปกติแต่ในทางวิชาการแล้วกลับมองว่านั่นเป็นกามวิตถาร ผมก็เลยค้นหาในอินเตอร์เน็ทและได้ข้อมูลมามากพอสมควรความดีจากบันทึกนี้ผมขอยกให้ ดร.สมทรัพย์ สุขอนันต์ส่วนความผิดพลาดจากบันทึกนี้ผมขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว
พฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ที่แสดงออกมีความหลากหลายและแตกต่างกันในแต่ละสังคมและปัจเจกบุคคล แต่สังคมมักจะยึดถือเอาพฤติกรรมที่ประพฤติปฏิบัติโดยคนส่วนใหญ่ ว่าเป็นพฤติกรรมปกติของสังคมนั้นๆ และมักจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินพฤติกรรมของคนในสังคมพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออกมาแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ จึงมักจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติไม่เหมาะสม หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบน
ความหลากหลายของพฤติกรรมทางเพศ (Sexual variation)
ความหมายของ “พฤติกรรมผิดปกติทางเพศ”คือ ลักษณะของคนที่มีความรู้สึกทางเพศ ทัศนคติ ค่านิยม และพฤติกรรมทางเพศที่แสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เบี่ยงเบนไปจากสามัญชนในสังคมนั้นพึงปฏิบัติความเบี่ยงเบนดังกล่าวเกิดเนื่องจากความผิดปกติของสภาพจิตใจที่บุคคลนั้นไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ความเบี่ยงเบนทางเพศ (Sexual Deviation) จึงมีมากมายหลายชนิด บางชนิดขัดต่อศีลธรรมของสังคม และบางประเภทมีความรุนแรงถึงอาจก่ออาชญากรรมทางเพศได้อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมผิดปกติทางเพศ หรือความเบี่ยงเบนทางเพศของสังคมหนึ่งอาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดปกติหรือเบี่ยงเบนสำหรับสังคมอื่นก็ได้ หรือแม้แต่ในสังคมเดียวกัน แต่ต่างกาลเวลาความหมายของพฤติกรรมทางเพศอาจเปลี่ยนไปได้สังคมจึงมีส่วนสำคัญที่จะตีตราว่าพฤติกรรมใดผิดปกติหรือไม่ผิดปกติ
เนื่องจากความหมายของพฤติกรรมทางเพศ มีลักษณะลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตามค่านิยมของสังคมการตีตราพฤติกรรมทางเพศพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งว่าผิดปกติหรือเบี่ยงเบน เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นิยมโดยคนจำนวนน้อยของสังคมน่าจะเป็นการไม่ยุติธรรมนัก และเพื่อความเข้าใจถึงความแตกต่างของพฤติกรรมทางเพศเหล่านั้นผู้ศึกษาพฤติกรรมทางเพศน่าจะมองสิ่งเหล่านั้นเป็น “ความหลากหลายของพฤติกรรมทางเพศ”(Sexual variation) ที่ปรากฏในสังคม ซึ่งอาจแบ่งได้ 20 ชนิด ดังนี้
1. การร่วมเพศทางปาก (Oral love หรือ Oral sex)
การร่วมเพศทางปากหรือ โอรัลเซ็กส์ เป็นการใช้ปากกระตุ้นอวัยวะเพศ เพื่อให้เกิดอารมณ์เพศ ซึ่งมี 3 รูปแบบ
1.1 เฟลลาชิโอ(Fellatio) คือ การใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้น หรือฟัน กระตุ้นองคชาต(Penis) เพื่อให้ความสุขทางเพศ อาจจะเป็นหญิงทำให้ชาย หรือชายทำให้ชายก็ได้(Hirsch, E. et al. 1994). คำว่า fellatio แปลว่า ดูด พฤติกรรมทางเพศแบบเฟลลาชิโอนั้น เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนานตั้งแต่สมัยโบราณบางสังคมและบางศาสนาถือว่าการมีเพศสัมพันธ์แบบเฟลลาชิโอเป็นความลามกวิตถาร ในปัจจุบันพฤติกรรมทางเพศแบบ เฟลลาชิโอ(fellatio) มีการปฏิบัติกันแพร่หลาย ส่วนในประเทศไทยนั้น การร่วมเพศแบบนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มรักร่วมเพศและในสถานบริการทางเพศ เช่น อาบอบนวด อาจมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น สเปร์(spray) สโมก (smoke) เป็นต้น
1.2 คันนิลิงกัส(Cunnilingus) คือ การใช้ปาก ริมฝีปาก ลิ้น และฟัน กระตุ้นอวัยวะเพศหญิงซึ่งเป็นชายทำให้หญิง หรือหญิงทำให้หญิงก็ได้ วิธีนี้เป็นการทำให้ผู้หญิงมีความสุขทางเพศได้โดยไม่ต้องอาศัยอวัยวะเพศชายจากการศึกษาในอเมริกา พบว่าผู้หญิงอเมริกันร้อยละ 50 มีประสบการณ์ทางเพศแบบเลียอวัยวะเพศหญิง(cunnilingus) และการมีพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ทำให้ผู้หญิงบรรลุถึงจุดสุดยอด(orgasm) แต่มีข้อควรระวังเพราะเคยมีรายงานว่าหญิงเสียชีวิตหลายรายจากฟองอากาศอุดตันเส้นเลือด (airembolism) เพราะการใช้ปากเป่าลมเข้าในช่องคลอดขณะที่ทำการเลียอวัยวะเพศหญิง (cunnilingus)
1.3ซูเซ็นนูฟ (Soixante–neuf) เป็นการร่วมเพศโดยที่ชายและหญิงนอนหัวกลับกันหรือจะนอนตะแคงทั้งคู่หรือคนหนึ่งอยู่เหนืออีกคนหนึ่งก็ได้ โดยให้อวัยวะเพศของฝ่ายหนึ่งตรงกับปากของอีกฝ่ายหนึ่งแบบตัวเลข69 ให้สะดวกในการทำเฟลลาชิโอ (fellatio) และคันนิลิงกัส(cunnilingus) ให้กันและกัน
2.การร่วมเพศทางทวารหนัก (Sodomy)
การร่วมเพศทางทวารหนัก โดยที่ชายสอดใส่องคชาตเข้าไปในทวารหนักของหญิงหรือชายในปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ในอเมริกายังถือว่าการร่วมเพศทางทวารหนักเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษด้วยส่วนในประเทศไทย การร่วมเพศทางทวารหนัก เป็นที่นิยมในกลุ่มชายรักร่วมเพศ (homosexuals) และแบบทั้งสองเพศ(bisexuals) ซึ่งมักจะเรียกว่า “อัดถั่วดำ”หรือเมื่อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา คำว่า “ตุ๋ย” ได้ถูกนำมาใช้เรียกการร่วมเพศทางทวารหนักด้วยโดยสื่อมวลชนบัญญัติศัพท์จากชื่อเล่นของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเคยใช้บริการทางเพศจากเด็กชายหลายคน
3.การรักร่วมเพศ (Homosexuality)
การรักร่วมเพศ คือ การมีความสุขทางเพศกับคนในเพศเดียวกัน ถ้าเป็นชายต่อชายมักเรียกว่า homosexuality โดยคนทั่วไปเรียกว่าGay คนที่เป็นผู้แสดงหรือเป็นผู้กระทำเรียกว่าเกย์คิงส่วนคนที่เป็นผู้ถูกกระทำเรียกว่าเกย์ควีน คนที่เป็นเกย์มักจะชอบเข้าข้างหลัง (sexual anlism) บางคนที่ชอบทำแบบนี้อาจเป็นเพราะตอนเด็ก ถูกห้ามไม่ให้จับต้องอวัยวะเพศถือว่าเป็นของต่ำหรือสกปรก ดังนั้นจึงต้องใช้สิ่งอื่นทดแทนอาจเกิดขึ้นสำหรับคู่ระหว่างชายกับหญิงได้ด้วย ส่วนหญิงต่อหญิงเรียก lesbianism หญิงที่กระทำตนเป็นชายนั้นเรียกว่าทอม (Tom) และจะมีคู่ที่เรียกว่า ดี้ ซึ่งมาจากคำว่า Lady หากบุคคลใดที่สามารถมีความสุขทางเพศทั้งกับเพศเดียวกันและกับเพศตรงข้ามกันจะเรียกว่า bisexuality โดยส่วนใหญ่พวกรักร่วมเพศนี้แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ รุก รับ และทั้งสองแบบส่วนมากที่พบจะเป็นพวกที่ 3 สาเหตุ มีอยู่หลายประการอาจเป็นเพราะความผิดปกติทางฮอร์โมน สิ่งแวดล้อมทางสังคม เช่นการบังเอิญเกิดไปมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันขึ้นมาแล้วติดใจ หรืออยู่กับคนเพศเดียวกันมานาน เช่น ในคุก ร.ร ประจำ เป็นต้น อีกสาเหตุที่สำคัญคือการเลี้ยงดูของครอบครัว โดยทั่วไปมักพบว่า มารดาไม่มีความสุขในชีวิตสมรสหรือสนิทกับลูกชายเป็นพิเศษ พอเด็กโตขึ้นมา ก็เลยไม่อยากมีอะไรกับ ญซึ่งเป็นเพศเดียวกับมารดา เด็กชายบางคน อาจเกิดความรู้สึกกับมารดา ต่อมาเกิดความรู้สึกละอายจึงหลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงทุกคน เพราะคิดว่าการไปมีอะไรกับหญิงอื่นเป็นการนอกใจมารดา อีกประการคือ เด็กชายที่เกลียดเพศของตนเองอยากเกิดเป็นเพศตรงข้าม คือ พ่ออาจรักแต่ลูกสาว ไม่สนใจตัวเอง หรือพ่อเป็นคนเข้มงวด เจ้าระเบียบเกินไป ทำให้ลูกเกลียดพ่อ และเกลียดเพศตัวเองไปด้วยสิ่งที่ทำให้คนกลายเป็นพวกรักร่วมเพศได้มากที่สุด คือการเลี้ยงดูของครอบครัวช่วงหนึ่งของชีวิตวัยเด็ก เรียกว่า ระยะโอดิปัส (oedipus period) คือ เด็กจะรักพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศตรงข้ามกับตน เลยทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองต้องแข่งขันความเป็นพ่อหรือแม่ของตนแต่ความรู้สึกนี้จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ กลัวว่าพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นเพศเดียวกันกับตน จะลงโทษ หากเด็กไม่สามารถทำความเข้าใจได้โตมาก็จะกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ นอนกจากนี้ ยังรวมไปถึง ค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อความเข้าใจผิดต่างๆ ทำให้คนกลัวที่จะมีอะไรกับฝ่ายตรงข้ามจึงหันมาสนใจพวกเพศเดียวกัน
พฤติกรรมแบบรักร่วมเพศ (homosexuality) นั้นมีมานานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานภาพวาดในถ้ำของมนุษย์หิน ภาพสลักในหิน ภาพสลักบนแผ่นโลหะ ในสมัยอียิปต์ กรีก และโรมัน พฤติกรรมแบบรักร่วมเพศยังถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในหลายประเทศส่วนในประเทศไทย การร่วมประเวณีผิดธรรมชาติมนุษย์กับคนเพศเดียวกันหรือกับสัตว์เดียรฉาน ถือเป็นความผิดมีโทษจำคุก3 เดือน ถึง 3 ปี ปรับ 50-500 บาท แต่ในปัจจุบันตามประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทบัญญัติเรื่องนี้ เพราะถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเรื่องในมุ้ง ถ้าเขาสมัครใจจะทำอะไรกับคนเพศเดียวกันไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด
4.ความสุขทางเพศกับส่วนของร่างกายหรือวัตถุ (Fetishism)
พฤติกรรมแบบเฟติสชิสึม (fetishism)เป็นความสุขความต้องการทางเพศที่เกิดจากการได้ใช้วัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ทางเพศหรือส่วนของร่างกายที่ไม่ใช่อวัยวะทางเพศโดยตรงของเพศตรงข้าม เช่น ชุดชั้นใน กระโปรงหมวก รองเท้า ถุงมือ หรือผม ต้นขา เท้า หู ตา โดยการจับ จ้องมอง หรือ ช่วยให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองและสามารถถึงจุดสุดยอดได้ด้วยการสัมผัส กอดจูบ หรือการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองกับสิ่งของเหล่านั้น ส่วนใหญ่พบพฤติกรรมแบบเฟติสชิสึม(fetishism) ในเพศชายเท่านั้น
ในผู้หญิงมักจะเป็นแบบเคลบโตแมนเนีย(kleptomania) คือภาวะที่ได้รับความตื่นเต้นพอใจจากการได้ขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
ส่วนพฤติกรรมแบบพิกมาเลี่ยนนิสึม(pygmalionism) เป็นภาวะที่บุคคลมีความสุขทางเพศกับตุ๊กตายางขนาดเท่าคนจริง
5.การลักเพศ (Transvestism)
การลักเพศหมายถึง การมีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้แต่งตัว แต่งหน้า สวมเสื้อผ้าหรือแสดงท่าทางของเพศตรงข้ามกับตน เช่น ชายที่แต่งตัวเป็นหญิง หรือหญิงแต่งตัวเป็นชาย ซึ่งอาจเป็นไปอย่างเปิดเผยหรือแอบซ่อนก็ได้การแต่งตัวเป็นเพศตรงข้ามจะทำให้ได้รับความตื่นเต้น หรือมีอารมณ์ทางเพศจากการกระทำเช่นนั้นอาจมีทั้งลักษณะเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ สาเหตุมักมาจากการเลี้ยงดูสมัยเด็กกรณีพ่อแม่อยากได้ลูกชาย แต่ลูกเกิดมาเป็นผู้หญิง เลยให้แต่งตัวเป็นเด็กชาย หรือแต่งตัวลูกชายด้วยเสื้อผ้าของเด็กผู้หญิง เป็นต้นบุคคลประเภทนี้สามารถแต่งงานและมีความสุขได้หากมีคู่สมรสที่เข้าใจ
6. การแปลงเพศ (Transexuality)
การแปลงเพศ คือภาวะทางเพศที่บุคคลไม่ยอมรับเพศที่แท้จริงโดยกำเนิดของตนเองและใช้ชีวิตแต่งตัว และมีพฤติกรรมหรือบทบาทของเพศตรงข้ามกับลักษณะเพศทางร่างกายของตนเองตลอดเวลาเพราะมีความฝังใจว่าอารมณ์และจิตใจของเขาเป็นเพศตรงข้ามกับร่างกายและอวัยวะเพศในร่างกายนอกจากนั้นยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะต้องการผ่าตัดเปลี่ยนเพศเป็นเพศตรงข้าม
6. ซาดิสสึมและมาโซคิสสึม (Sadism and masochism)
การชอบสร้างความเจ็บปวดและชอบรับความเจ็บปวด
ซาดิสสึม (Sadism) หมายถึงการมีความสุข ความตื่นเต้น พอใจทางเพศจากการทำให้คู่ร่วมเพศเกิดความเจ็บปวดทรมานทางร่างกายและหรือทางด้านจิตใจเช่น การตี โบย หรือใช้อาวุธของมีคมกรีดทำให้เกิดบาดแผล หรือการใช้คำพูด เสียดสี ดูถูกเหยียดหยามคู่ร่วมเพศเป็นต้น สาเหตุที่ชอบความรุนแรงอาจมาจาก ถูกอบรมมาว่าเรื่องทางเพศเป็นสิ่งน่ารังเกียจ สกปรก เป็นบาป ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องหาทางปลดปล่อยความโกรธแค้นที่ตนจะต้องมาทำบาป หรือทำสิ่งน่ารักเกียจ ด้วยการลงโทษคู่นอนแทนที่จะลงโทษตัวเองบางคนอาจเป็นเพราะว่าตัวเองมีความเกลียดชัง พ่อ แม่ ตั้งแต่เด็กๆและมีบางคนที่ชอบความรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุอีกด้วย
มาโซคิสสึม (Masochism) เป็นความสุข ความตื่นเต้น พอใจทางเพศจากการได้รับความเจ็บปวดทรมาน หรือความอัปยศอดสูดูถูกเหยียดหยามจากคู่ร่วมเพศ นัก จิตวิทยาบางคนบอกว่าการที่คนเหล่านี้ยอมถูกทารุณกรรมจากคู่นอน อาจมิใช่เพราะต้องการแต่ที่ยอมก็เพราะต้องการเอาใจฝ่ายตรงข้าม เกรงว่าตนจะถูกทอดทิ้ง
แฟลกเจลเลชั่น(Flagellation) คือการเฆี่ยนด้วยไม้หรือแส้ ให้เกิดความเจ็บปวดเพื่อความสุขทางเพศ เช่น คนที่เป็นซาดิสท์(Sadist) เฆี่ยนตีคนที่เป็นมาโซคิสท์ (Masochist) ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ จากการศึกษารายงานว่าชายร้อยละ 10 และหญิงร้อยละ 3 มีความรู้สึกทางเพศเมื่อถูกกระตุ้นโดยได้ฟังเรื่องแบบซาโดมาโซคิสสึม(Sadomasochism)
กาม วิตถาร ทั้ง 2 ประเภทนี้ (sadism+maso)อาจเกิดขึ้นในคนคนเดียวกันในขณะเดียวกันหรือคนละคราวก็ได้ จึงรวมเรียกว่า (Sadomasochism)
ทั้งซาดิสสึมและมาโซคิสสึมแม้ฟังดูแล้วอาจเหมือนเป็นสิ่งทารุณโหดร้าย แต่พวกมาโซฯ และซาดิสไม่เคยทำร้ายผู้อื่น หรือ ได้รับการทารุณจนเกิดอันตรายต่อตัวเองการเข้าใจบุคคลทั้ง 2 ประเภท มักจะจำมาจากการพบเห็นในหนังหรือโทรทัศน์เสียมากเกินความเป็นจริง
8. เอ็กฮิบิชั่นนิซึม(Exhibitionism)
การชอบอวดอวัยวะเพศ
พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศชนิดชอบอวดอวัยวะเพศเรียกว่า exhibitionism มักเริ่มต้นเป็นตั้งแต่วัยรุ่นตอนต้น แต่จะปรากฏอาการชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้นและโดยทั่วไปอาการจะเป็นเรื้อรัง สาเหตุที่แน่นอนยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานของโรคต่างๆกันเช่น ผู้ป่วยถูกประทุษร้ายในวัยเด็ก เป็นอาการทางระบบประสาท เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เป็นสารสื่อประสาทหรือในบางรายพบว่าเป็นลักษณะหนึ่งของโรคย้ำคิด ย้ำทำ อาการของผู้ป่วยจะเป็นมากขึ้นเวลาเครียด หรือมีช่องทางและโอกาสที่จะแสดงพฤติกรรมได้โดยง่าย
ลักษณะที่สำคัญของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยมีความสุข และความตื่นเต้นจากการได้เปิดเผยอวัยวะเพศของตนเองให้คนแปลกหน้าดูผู้ป่วยจงใจเปิดเผยอวัยวะเพศของตนให้คนแปลกหน้าเห็นและเกิดความตกใจ โดยไม่มีการข่มขู่ผู้เคราะห์ร้ายโดยมากเป็นเด็กหญิงวัยเยาว์ ผู้ป่วยจะไปสถานที่เดิมๆ ซึ่งอาจเป็นสถานที่เปลี่ยวหรือสถานีขนส่งมวลชน เมื่อได้เห็นภาพเด็กตกใจกลัว ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจ บางรายทำการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองไปด้วยพร้อมๆกัน บุคลิกภาพของผู้ป่วยมักเป็นแบบเก็บกดความรู้สึก และมีความรู้สึกฝังใจว่าตนไม่มีความเป็นผู้ชายดูจากภายนอกจะเป็นคนเรียบร้อย ระมัดระวัง ประหม่าง่าย บางรายเป็นคนอ่อนโยน ทำงานจริงจังมีความเป็นอยู่ปกติ เป็นผู้มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ปัญหาบุคลิกภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญในผู้ป่วยกลุ่มนี้
9. วอยริสซึม (Voyeurism)
การชอบถ้ำมอง หมายถึงการมีความสุข ความพอใจทางเพศจากการแอบดูร่างเปลือยหรือการร่วมเพศของคนอื่น อาจมีได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่ส่วนใหญ่พบในผู้ชายและมักจะเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวมากกว่าโดยจะแอบดูตามรูห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องนอนตามบ้าน หรือเจาะรูตามฝาผนังห้องน้ำ เมื่อได้แอบดูสมความตั้งใจแล้วจะเกิดความรู้สึกทางเพศอย่างรุนแรงและมักสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองขณะแอบดู รูปแบบของถ้ำมองมี 3 ประเภทได้แก่
ชอบถ้ำมอง (scoptoplilia) คนพวกนี้มีพฤติกรรมผิดปกติ ชอบแอบดูเวลาผู้อื่นมีเพศสัมพันธ์กันแม้แต่ชอบแอบดูคนแก้ผ้า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะทำแล้วจะมีความสุขส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชาย สาเหตุอาจมาจากเมื่อสมัยเด็กเคยแอบเห็นพ่อกับแม่มีอะไรกันหรือเห็นพี่สาวพี่ชายเปลือยกายอาบน้ำ เปลี่ยนเสือ้ผ้า บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกชอบโชว์แต่ตรงข้ามกันคือ ชอบแอบดูคนอื่น
ชอบเปลือย(trolism) พวกนี้มักเป็นพวกต่อต้านสังคมอาจะเคยเห็นพวกที่ แก้ผ้าประท้วง พวกเค้าไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์บางอย่างหรือ ทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีอิสระเสรีภาพ ต่างประเทศจะมีพวกนิคมอาบแดด หรือสถานที่สำหรับเปลือยกายเพื่อบุคคลประเภทนี้ และก็มีหลายคนอ้างว่าการเปลือยกายจะทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขมากขึ้น
พวกชอบให้ผู้อื่นดูตนเองมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น พวกนี้จะชอบให้บุคคลที่3 เฝ้าดูขณะที่ตนเองกำลังมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนบางครั้งให้ดูเฉยๆ แต่ส่วนมากจะให้เข้าร่วมด้วยจิตแพทย์บอกว่าคนประเภทนี้มีความผิดปกติ 2 แบบ อยู่ในตัวเองคือ ชอบแอบดูคนอื่น และชอบที่จะให้คนอื่นแอบ
10. โฟรเทริสซึม (Frotteurism)
การชอบถูอวัยวะเพศกับเพศตรงข้าม(Frotteurism) หมายถึงการมีความสุขความพอใจทางเพศ ด้วยการเบียด เสียดสีหรือถูไถกับร่างกายคนอื่น พบในชายมากกว่าหญิง เกิดขึ้นในขณะที่มีคนเบียดกันหนาแน่นเช่น งานวัด ตลาดนัด บนรถเมล์ ในลิฟท์ การกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงจนสำเร็จความใคร่ได้
11. อินเซสต์ (Incest)
การมีเพศสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว(Incest) คือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือสายเลือดเดียวกันเช่น ระหว่างพ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่ชายกับน้องสาว พี่สาวกับน้องชาย เป็นต้น ส่วนพฤติกรรมรักร่วมเพศในสายเลือด(Homosexual incest) คือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเพศเดียวกันในครอบครัวที่สืบสายเลือดเดียวกันระหว่างพ่อกับลูกชาย พี่ชายกับน้องชาย แม่กับลูกสาว พี่สาวกับน้องสาว
12. เพดโดฟิเลีย (Pedophilia)
ความต้องการทางเพศกับเด็ก(Pedophilia) เป็นภาวะของคนที่ได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับเด็ก ที่เป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้ซึ่งจะพบในชายมากกว่าหญิง ผู้ชายที่เป็นเพ็ดโดฟิเลีย (Pedophilia) มักเป็นผู้มีปมด้อย ไม่ชอบหรือไม่สามารถมีความสุขทางเพศกับหญิงสาวได้ แต่มีความรู้สึกทางเพศกับเด็กๆ ที่ไร้เดียงสาที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี จะไม่ทำอันตรายต่อเด็ก มักจะล่อเด็กด้วยเงินหรือขนมตลอดจนของเล่นจนเด็กสนิทสนมด้วย จึงจับหรือลูบคลำอวัยวะเพศเด็ก หรือให้เด็กทำสำเร็จความใคร่(masturbate) หรือเอาองคชาติของตัวเองถูไถภายนอกของอวัยวะเด็กจนสำเร็จความใคร่ หรือบางรายอาจจะมีการข่มขืนกระทำชำเราหรือฆ่าปิดปากถ้ามีการขัดขืน
ผู้ป่วยมักมีความเชื่อในเรื่องของพรมจรรย์ชอบดูถูกเพศหญิง อยากมีอะไรกับหญิงบริสุทธิ์เท่านั้น ซึ่งเป็นเด็กวัย 11-12 บางคนอาจมีความเชื่อว่าการมีอะไรกับเด็กหรือสาวบริสุทธิ์ จะทำให้อายุยืน สำหรับเด็กที่เป็นเหยื่อไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่มักเป็นเด็กที่มีปัญหาทางบ้าน เช่น พ่อแม่เลิกกัน หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาทางจิตพวกขี้กลัว ตกใจง่าย ต้องการผู้ให้ความคุ้มครอง ความอบอุ่น ฯลฯ
13. เจอรอนโตฟิเลีย(Gerontophilia)
ความต้องการทางเพศกับคนแก่(Gerontophilia) เป็นภาวะที่คนต้องการได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุหรือคนแก่ ความผิดปกตินี้อาจเป็นผลมาจากความผูกพันทางอารมณ์กับปู่ย่าตายาย หรือเกิดจากการมีบิดามารดาเป็นคนสูงอายุอย่างไรก็ดีการแต่งงานระหว่างคนสูงอายุกับคนอายุน้อยอาจไม ่ใช่ความวิปริตทางเพศแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจก็เป็นได้
14. เซเตอเลียซีส (Satyriasis)
ภาวะชายตัณหาจัด(Satyriasis) หมายถึง ภาวะที่ชายมีความต้อการทางเพศสูงมากจนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนได้มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา
15. นิมโฟเมเนีย(Nymphomania)
ภาวะหญิงตัณหาจัด (Nymphomania) หมายถึง ภาวะที่หญิงมีความต้องการทางเพศสูงมากจนไม่สามารถยับยั้งควบคุมอารมณ์เพศของตนเองได้มีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลา บางครั้งสามารถมีอะไรกับชายได้หลายคนหลายครั้งติดต่อกัน สาเหตุอาจมาจากต้องการชดเชยความต้องการทางเพศของตนซึ่งได้รับไม่เพียงพอเมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่น หรือต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดทางจิตหรืออาจกลัวว่าตนจะเป็นพวกกามตายด้าน รวมทั้งสมัยเด็กมีความเกลียดชังบิดา เลยต้องการแก้แค้นเพศตรงข้ามเป็นพฤติกรรมของคนที่มีสภาวะไม่ได้รับความรักที่สมบูรณ์หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย
16. ค็อพโพรเลเลีย (Coprolalia) โทรศัพทย์ลามก
การพูดลามก (Coprolalia) คำว่า coprolalia มาจากภาษากรีกว่า kopros แปลว่า อุจจาระ และ lalia แปลว่า พูด ดังนั้นcoprolalia หมายถึง การที่มีความสุขความพอใจทางเพศจากการได้พูดเรื่องลามกอนาจารให้เพศตรงข้ามฟังโดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จะพบในชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะโทรศัพท์แล้วพูดลามกหรือขอร่วมเพศ หยาบคาย อนาจาร และมักจะสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองขณะพูดโทรศัพท์ด้วย การโทรศัพท์ที่ทำโดยชายเป็นส่วนใหญ่ก็เพื่อจะทำให้ตกใจและสร้างความรำคาญให้แก่เราและบ่อยครั้งเป็นความสนุกสนาน แต่ที่กระทำโดยความจงใจเพราะความกดดันทางเพศการได้รับโทรศัพท์ลามกอาจทำให้ตกใจและรำคาญ แต่ผู้กระทำก็มักใช้วิธีโทรศัพท์อย่างเดียวโดยไม่ติดต่อกับผู้รับด้วยวิธีอื่น
ผู้ชายบางคนไม่กล้าพูดคุยกับผู้หญิง เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือไม่มีความสามารถที่จะทำให้ผู้หญิงคนใดสนใจในตัวเขาดังนั้นเขาจึงอาจใช้วิธีพูดโทรศัพท์ลามกกับผู้หญิงที่เขาสนใจซึ่งอาจเป็นผู้หญิงที่ทำงานแห่งเดียวกันหรือคนที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น เพื่อนบ้านแต่ถ้าไม่มีผู้หญิงคนใดที่เขาสนใจเป็นพิเศษ เขาอาจโทรศัพท์ถึงผู้หญิงคนใดคนหนึ่งที่เขาค้นพบเลขหมายจากสมุดโทรศัพท์
17. ค็อพโรฟิลเลียหรือค็อพโรแล็กเนีย (Coprophilia หรือ Coprolagnia)
เวจกาม (Coprophilia หรือ Coprolagnia) หมายถึง ภาวะที่คนได้รับความสุข ความพอใจทางเพศโดยมีอุจจาระเป็นองค์ประกอบ เช่น การถ่ายอุจจาระบนร่างของคู่ร่วมเพศ หรือให้คู่ร่วมเพศถ่ายอุจจาระบนร่างของตนหรือ อาจกินอุจจาระ (Coprophagia) ของคู่ร่วมเพศด้วย ด้วยความรู้สึกบูชานับถือการกระทำเช่นนี้มีอันตรายต่อสุขภาพกายด้วย
ยังไม่ทราบสาเหตุหรือแรงจูงใจที่แน่ชัดของผู้ป่วยสันนิษฐานว่าอาจมีรากฐานมาจากการที่ทวารหนักเป็นช่องที่อยู่ใกล้กับอวัยวะเพศและมีประสาทที่ไวต่อการสัมผัส จึงอาจดึงดูดใจทางเพศและสำหรับคนบางคนส่งที่ออกมาจากทวารหนักก็พลอยดึงดูดใจทางเพศไปด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ อุจจาระของคนถือว่าเป็นสิ่งสกปรกและการล้างอุจจาระเป็นหน้าที่ของคนที่ต่ำกว่าดังนั้นคนที่ชอบทำร้ายตนเองหรือให้ผู้อื่นทำร้ายเพื่อความสุขทางเพศอาจพอใจที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ การชำระล้างอุจจาระหรือทาร่างกายด้วยอุจจาระจะทำให้คนพวกนี้รู้สึกว่าตนเองต่ำและอัปยศพร้อมกับมีความสุขทางเพศ
18. ยูโรแล็กเนีย (Urolagnia)
ปัสสาวะกาม(Urolagnia) หมายถึง ภาวะที่คนได้รับความสุขทางเพศโดยมีปัสสาวะเป็นองค์ประกอบเช่น การถ่ายปัสสาวะบนร่างของคู่ร่วมเพศ หรือให้คู่ร่วมเพศปัสสาวะบนร่างตน
การพอใจในปัสสาวะอาจมาจากรากฐานที่ว่าการถ่ายปัสสาวะเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศ และเป็นการกระทำที่เป็นส่วนตัวดังนั้นการกระทำดังกล่าวของคู่นอนจึงอาจทำให้ตื่นเต้นทางเพศหรือมิฉะนั้นก็อาจเกี่ยวข้องกับชีวเคมีเช่นเดียวกับในสัตว ์ กล่าวคือกลิ่นน้ำปัสสาวะของสัตว์จะดึงดูดคู่ของมันให้มาหาอีกประการหนึ่งปัญหานี้อาจเป็นผลของการติดแน่นอยู่กับการพัฒนาทางบุคลิกภาพในวัยเด็กซึ่งมีช่วงอายุหนึ่งที่เด็กจะพอใจการเล่นเกมส์ที่เกี่ยวกับปัสสาวะ เช่นเด็กชายอาจแข่งขันกันว่าใครจะปัสสาวะได้สูงหรือไกลที่สุดและอาจพอใจที่สามารถแอบดูผู้หญิงปัสสาวะได้หรือเกิดจากความพอใจในจิตไร้สำนึกที่จะทำให้ตัวเองต่ำทราม เหมือนกับพวกเมโซคิส์ม
19. เน็คโรฟิลเลีย (Necrophilia)
การชอบมีเพศสัมพันธ์กับศพ (Necrophilia) หมายถึง ภาวะที่คนได้รับความสุขความพอใจทางเพศจากการได้ร่วมเพศกับซากศพ พวกนี้มักจะทำงานที่เกี่ยวกับศพบางคนอาจมีความต้องการร่วมเพศกับศพที่ตายใหม่ ๆ จึงฆ่าเหยื่อของตนให้ตายเสียก่อนแล้วจึงร่วมเพศกับศพโดยเชื่อว่าความผิดปกติชนิดนี้เกิดจากความพยายามที่จะมีอำนาจเหนือคนอื่นแฝงอยู่ในจิตใจในสมัยอียิปต์โบราณ เมื่อหญิงสาวในตระกูลสูงและผู้หญิงที่สวยเป็นพิเศษตายจะเก็บศพไว้ก่อนประมาณ 3 หรือ 4 วัน ก่อนที่จะให้สัปเหร่อนำไปดำเนินการต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้สัปเหร่อมีเพศสัมพันธ์กับศพ
20. เบ็สทิแอ็ลลิทิหรือ โซฟิลเลีย (Bestiality หรือ Zoophilia)
การชอบสมสู่กับสัตว์ (Bestiality หรือ Zoophilia) หมายถึง ภาวะที่คนมีความสุข ความพอใจทางเพศจากการร่วมเพศกับสัตว์ซึ่งอาจเป็นการร่วมเพศด้วยองคชาติและช่องคลอดตามปกติการร่วมเพศทางทวารหนัก การดูดอมอวัยวะเพศผู้ หรือการเลียอวัยวะเพศเมียรวมทั้งอาจมีความสุขทางเพศจากการถูกสัตว์ (ที่ฝึกไว้สำหรับการนี้) เลียหรือถูอวัยวะเพศของตนก็ได้ จากการศึกษาข้ามวัฒนธรรมปรากฏว่ามีกรณีที่คนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์อยู่จำนวนมากซึ่งมีทั้งการสมสู่ระหว่าง คนกับสุนัข วัว ควาย แกะ ม้า และไก่ พบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิงโดยปกติจะเป็นการทดลองการมีเพศสัมพันธ์ และภาวะคับข้องใจเนื่องจากการขาดคู่ร่วมเพศมักจะเกิดในชนบทห่างไกลไม่มีโอกาสปลดปล่อยความต้องการทางเพศกับเพศตรงข้ามหรือมีน้อยไม่จำเป็นเสมอไปว่าคนที่มีพฤติกรรมสมสู่กับสัตว์จะต้องเป็นโรคจิต แต่ก็อาจจะพบในผู้ป่วยทางจิต(psychosis) หรือปัญญาอ่อน (mental retardation) ก็ได้
โดยมากผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับสัตว์แบ่งออกเป็น 2 จำพวก คนจำพวกแรกที่นิยมทำเช่นนี้คือพวกที่ทำงานเกี่ยวกับปศุสัตว์หรือผู้เลี้ยงสัตว์ซึ่งไม่ใคร่มีโอกาสร่วมเพศกับผู้หญิงคนพวกนี้เคยชินกับการดูแลสัตว์และกำจัดมูลสัตว์ จึงอาจฉวยโอกาสผ่อนคลายอารมณ์ทางเพศของตนกับสัตว์ที่ตนเลี้ยงพฤติกรรมนี้เกิดบ่อยในระยะเข้าสู่ พวกที่สองมักเป็นบุคคลจำพวกที่สองเป็นผู้ที่อยู่ในวงสังคมชั้นสูงซึ่งส่วนมากจะเป็นสตรี คนพวกนี้จะใช้สุนัขขนาดเล็กซึ่งได้รับการฝึกหัดให้ร่วมเพศโดยใช้ปากกับอวัยวะเพศ หรือใช้สุนัขตัวผู้ขนาดใหญ่เช่น อัลเซเชียนและสแปนเนียลให้ร่วมเพศกับเจ้านายโดยทั่วไปการกระทำดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดอันตรายสัตว์บางตัวอาจเพียงข่วนหรือกัดในขณะบรรลุจุดสุดยอด แต่มักไม่ทำให้บาดเจ็บรุนแรงและการติดเชื้อแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย
สาเหตุของความผิดปกติชนิดนี้เชื่อว่าอาจเกิดจากความกลัวการ ล้มเหลวในการร่วมเพศกับเพศตรงข้ามหรือเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางอารมณ์จากการร่วมเพศกับผู้หญิงซึ่งในจิตไร้สำนึกคิดว่าเป็นการร่วมเพศกับแม่ สำหรับผู้ป่วยบางคนการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการแสดงออกของความก้าวร้าวหรือการดูถูกผู้หญิงโดยเปรียบเธอเสมอกับสัตว์ หรือโดยการเลือกสัตว์แทนที่จะเลือกเธอและบางคนพฤติกรรมนี้เป็นผลมาจากการขาดคู่ร่วมเพศหรือเป็นความต้องการที่จะทำอะไรให้แปลกไปจากธรรมดา ในวัยรุ่นความผิดปกติชนิดนี้จะหายไปเองเมื่อเขาสามารถมีความสัมพันธ์กับเพศตรงกันข้ามได้แต่ถ้าอาการนี้ยังอยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่ควรจะต้องรักษาความผิดปกติทางจิตที่อยู่ภายใต้อาการนี้
21. ชอบแลกเปลี่ยนคู่นอน
ความจริงพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดามากในวัฒนธรรมชองชาวเอสกิโมเพราะพวกเขาจะยกภรรยาของตนเองให้หลับนอนกับแขกผู้มาเยือนคาดว่าสาเหตุอาจมาจากพวกเอสกิโมอาศัยอยู่ในถิ่นที่มีอากาศหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็งตลอดปี ต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ทำด้วยน้ำแข็ง ดังนี้การที่จะแสดงน้ำใจไมตรีต่อผู้มาเยือนก็คือ ยกภรรยาให้ไปนอนกกกอดและมีอะไรกับแขกเพื่อให้เกิดความอบอุ่นทางร่างกาย อย่างไรก็ดีพฤติกรรมนี้นิยมมากขึ้นกว่าเดิมโดนเฉพาในกลุ่มสังคมชั้นสูงของชาวตะวันตกอาจมีสาเหตุมาจากเบื่อหน่ายคู่สมรส เลยต้องการแสวงหาความสุขที่แปลกใหม่
22. ออโต้อีโรติก(Autoerotic asphyxiation) ซึ่งเป็นพฤติกรรมความเบี่ยงเบนของการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจด้านเพศผ่านการมีความสุขจากการทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน โดยการรัดคอหรือแขวนคอซึ่งจะไปเพิ่มความเข้มข้นของการบรรลุจุดสุดยอด ในการสำเร็จความใคร่ให้ตนเอง อาจเป็นเพราะกลัวผู้หญิง รังเกียจเพศตรงข้าม ชอบมีจินตนาการคนเดียวการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองจะไม่เรียกว่า ออโต้อีโรติก จะต้องมีเครื่องมือ อุปกรณ์ประกอบกามกิจด้วย เช่น อวัยวะเพศเทียม ก้อนเนื้อ แล้วแต่รสนิยมบางคนต้องการความเจ็บปวดก็จะใช้เชือก ที่ผ่านมาเคยมีคนไข้ผู้หญิง เป็นผู้หญิงโสดเรียนจบมาจากต่างประเทศ มาเข้ารับการบำบัดรักษาด้วยอาการนี้โดยเวลากลางคืนจะเปลือยกายเอาเชือกมาพันตามตัว ตั้งแต่ต้นขาจนถึงระดับอกโดยจะรัดบริเวณอวัยวะเพศและหัวนมแน่นเป็นพิเศษ แล้วไปนั่งแกว่งชิงช้าอยู่หน้าบ้านซึ่งเข้าข่ายพฤติกรรมออโต้อีโรติก
หนังสืออ้างอิง
ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง.ประเภทของกามวิตถาร(แปลกแต่จริง ขอบอก). http://board.postjung.com/451699.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมพ.ศ. 2556
ถือเป็นความรู้ด้านหนึ่งตามกฎของธรรมชาิติที่มนุษย์ควรเรียนรู้
ไม่ใช่เป็นเรื่องวัฒนธรรมที่ซ่อนเร้นในสังคม
ขอบคุณครับอาจารย์ ;)...
กระจ่างในความรู้ยิ่งขึ้นครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากกกกครับ น่าจะมีวิธีแก้ด้วยอะ
วิธีการแก้ต้องคนมีความรู้เรื่องจิตวิทยาครับ
ไม่รู้ว่าดิฉันเป็นโรคจิตรึป่าวคะ ดิฉันมีอารมรุนแรงมากและอยากโดนกระทำแบบรุนแรง ดิฉันจะออกนอกบ้านทุกวัน ชอบขับรถไปที่เปลี่ยวๆแล้วออกจากรถ แล้วจินตนาการว่าโดนรุมโทรม แต่พอจริงๆแล้วไม่กล้า กลัวไปหมด กลัวโดนทำร้าย บางวันก็จอดรถทิ้งไว้ปากซอยที่ไม่รู้จัก แล้วเดินเข้าซอยเปลี่ยวๆมันรู้สึกมีอารมณ์รุนแรงมาก แต่พอเจอคนจริงๆกลับกลัวแล้ววิ่งกลับขึ้นรถ บางครั้งก็ไปจอดที่มีเด็กแว้นแล้วดิฉันก็จิตนาการต่างๆนาๆ เวลาโดนพูดแทะโลมกลับมีอารมรุนแรงมากขึ้น ดิฉันเป็นแบบนี้ทุกวันไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี ดิฉันกลัวโดนฆ่าเข้าสักวัน แต่ให้หยุดทำแบบนี้ก็ไม่ได้
เรียนคุณ nutcha jiiis
ผมแนะนำว่าน่าจะปรึกษานักจิตวิทยาดีกว่าครับ
แล้วประเภทนั่งชักว่าวต่อหน้าผู้หญิงอยู่ในข้อใหนค่ะ
น่าจะชอบโชว์ (Voyeurism) นะครับ
ฉันอยู่ร่วมบ้านกับฌรคจิตถ้ำมอง สถานะคือพ่อผัว ฉันเล่าให้สามีฟัง และคนในบ้านรู้แต่ทุกคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อคืนนี้จับได้ว่ามาแอบมองที่หน้าห้องนอนพร้อมกับช่วยตัวเองไปด้วยฉันยังไม่มีหลักฐานแต่ฉันรู้และมั่นใจ ฉันควรทำอย่างไรคะ มันจะทำอะไรฉันมากกว่านี้หรือไม่
กรณีนี้น่าจะถามนักจิตวิทยาดีกว่าครับ แต่เท่าที่ผมเรียนมาพวกชอบโชว์จะเป็นคนขี้อายครับ โดยมากพวกนี้จะไม่กล้าทำอะไรอย่างตัวเองคิดนะครับ แต่ถึงอย่างไรน่าถามนักจิตวิทยาดีกว่าครับ
ขอบคุณค่ะ..
แล้วพวกที่ทำร้ายตัวเองแบบสุดขั้ว อย่างแทงตัวเอง ตัดเนื้อ ตัดนิ้ว ตัดอวัยวะเพศ หรือแทงอวัยวะเพศด้วยของแหลมต่างๆนี่เข้าข่ายจิตประเภทไหนครับ ดูในคลิปแล้วสยองมาก
น่าจะเป็นพวกทำร้ายตนเองนะครับ
พวกที่ชอบดูหนังโป๊ะ ชอบคุยไลน์chat onlineพวกนี้เป็นโรคจิตไหม
แล้วพวกที่ชอบดูคอ ผู้หญิงละค่ะ แบบคอที่หลอดลมโค้งออกมา เคยเห็นแฟนเข้าไปดูในยูทูป ในเฟสบุ๊คมันมีกลุ่มคนพวกนี้เยอะโชว์คอกัน ลูปไลคอกัน แล้วแฟนก็ชอบให้ดิฉันกดเส้นเลือดที่คอเค้า แต่กดไปนานพอทำแบบนั้นอวัยวะเพศเค้าจะแข็งขึ้นมาค่ะ เค้าชอบดูคลิปที่ผู้หญิงฝรั่งต่างชาติมาโชว์คอกันมากเลย ที่เขียนว่า love neck อะค่ะ ดิฉันไม่ชอบการกระทำแบบนี้เลยค่ะ?
ผมคิดว่าตัวเองต้องมีปัญหาแน่ๆเลย เวลาได้ยินข่าว หรือมีคนพูดเกี่ยวกับ คนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ จะทำให้ผมมีความตื่นเต้น และพยายามตามอ่านข่าว และจินตนาการ…ผมมีครอบครัว มีภรรยาและลูกแล้ว…ผมกลัวว่าสักวันจะเป็นแบบที่ผมจินตนาการ ควรทำไงดีครับ