บทวิเคราะห์แนวคิดของรัฐไทยในการจัดการสิทธิในสัญชาติของมนุษย์ : ข้อกฎหมาย ข้อนโยบาย และความเป็นไปได้ในการป้องกันและเยียวยาปัญหาความไร้สัญชาติหรือปัญหาความหลายสัญชาติที่เกิดขึ้น โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๖

             แม้ว่าสังคมไทยรู้จักคำว่า “สัญชาติ (nationality)” เมื่อ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ถูกประกาศใช้ในวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ แต่ความเป็นคนสัญชาติไทยก็น่าจะมีอยู่ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผล ดังที่ปรากฏตามอารัมภบทของพระราชบัญญัตินี้ที่ว่า “มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า สมควรจะประกาศมูลนิติธรรมประเพณี ให้แจ้งชัดว่า บุทคนจำพวกใดควรเข้าในลักษณะอันพึงนับว่าเปนคนไทยได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บุทคนจำพวกใดควรเข้าในลักษณอันพึงนับว่าเปนคนไทยได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติโดยบทมาตราสืบไปดังนี้”  เมื่ออารัมภบทของพระราชบัญญัตินี้พูดถึง “มูลนิติธรรมประเพณี” ก็แสดงว่า กฎหมายนี้ยอมรับว่า มีกฎหมายสัญชาติที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แม้ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติไทยแม่บทที่เป็นลายลักษณ์อักษร เราเชื่อกันว่า สิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตเป็นเรื่องที่เป็นไปตามกฎหใยธรรมชาติ กล่าวคือ หลักสืบสายโลหิตจากบิดาและมารดา ดังนั้น หากเราเชื่อว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และนางเสืองเป็นมนุษย์ที่เป็นต้นตระกูลของชาติไทย พ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดที่สุโขทัยในราว พ.ศ.๑๗๘๐[1]  ก็ย่อมมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิต หากเราใช้แนวคิดเรื่องสัญชาติที่เกิดขึ้นภายใต้ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ ย้อนหลังกลับไปอธิบายสิทธิในสัญชาติของท่านพ่อขุนฯ ผู้นี้

              นักนิติศาสตร์ไทยไม่สงสัยเลยว่า คนในสุโขทัยหรืออยุธยาหรือธนบุรีหรือพระนคร เป็นคนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดาหรือมารดา แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนนั้น นักประวัติศาสตร์กฎหมายไทยดูไม่อยากเชื่อว่า มีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนในประเทศไทยก่อน พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖[2] ทั้งนี้ เพราะสัญชาติโดยหลักดินแดนน่าจะมาจากเหตุผลของกฎหมายบ้านเมืองของรัฐาธิปัตย์มากกว่าเหตุผลตามกฎหมายธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ก็ไม่น่าจะมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน ดังนั้น สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดในยุคก่อนกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรว่าด้วยสิทธิในสัญชาติไทยจึงมีอยู่เพียง ๒ ประเภท กล่าวคือ (๑) สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากบิดา และ (๒) สิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา

                แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นไทยนั้น ก็น่าจะมีอยู่แม้ก่อนจะมี พ.ร.บ.แปลงชาติ ร.ศ.๑๓๐/พ.ศ.๒๔๕๔[3] เช่นกัน หากเราเข้าใจว่า การให้สัญชาติโดยการแปลงสัญชาติ (Naturalization) เป็นไปโดยเจตนาของรัฐ เราก็พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ปรากฏมีเหตุการณ์ที่มีคนนอกสังคมที่เข้ามาสวามิภักดิ์ และได้รับพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์เป็นข้าราชการไทย อันน่าจะสรุปได้ว่า เป็นคนที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตัวอย่างที่ชัดเจน ก็คือ นายคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine Phaulkon) ซึ่งเป็นคนสัญชาติกรีกโดยการเกิด และต่อมา เดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุยาใน พ.ศ.๒๒๑๘ และน่าจะได้รับพระราชทานให้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติโดยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา[4] โดยให้ชื่อไทยว่า “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์”[5]

                ดังนั้น แม้ความคิดทางกฎหมายในวงการนิติศาสตร์ไทยจะเริ่มต้นในราว พ.ศ.๒๔๕๔ – ๒๔๕๖ แต่ก็มีความพยายามที่จะอธิบายการจัดการประชากรบนแผ่นดินไทยโดยหลักกฎหมายสัญชาติย้อนหลังกลับไปจนถึงยุคสุโขทัย ผ่านยุคอยุธยา จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ และนักนิติศาสตร์ด้านกฎหมายสัญชาติก็เข้าใจว่า สิทธิในสัญชาติไทยในยุคนี้จึงทั้งที่เป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด และสัญชาติไทยภายหลังการเกิด สัญชาติไทยโดยการเกิดเป็นไปตามหลักสืบสายโลหิต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายธรรมชาติ ในขณะที่สัญชาติไทยภายหลังการเกิด เป็นไปตามหลักสมบูรณาญาสิทธิราช (Absolutism) โดยพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งจะใช้อำนาจปกครองสูงสุดในการให้สัญชาติไทยแก่คนที่ทำคุณงามความดีต่อประเทศไทย เราพบหลักฐานชัดเจนมากขึ้นในสมัยของในหลวงรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทรงพระราชทานความเป็นขุนนางไทยหลายครั้งแก่คนจากประเทศจีน หรือคนกะเหรี่ยงแห่งไทรโยค

                 สัญชาติซึ่งถูกเข้าใจในอารยธรรมทางกฎหมายในโลกตะวันตกว่า เป็นเครื่องชี้สัมพันธภาพที่ชัดเจนและเหนียวแน่นระหว่างรัฐและมนุษย์ ก็ได้ถูกใช้เช่นกันในสังคมไทยในยุคที่รับอารยธรรมกฎหมายจากตะวันตก เราจะพบคำว่า “สัญชาติ (Nationality)” ในตำราสอนกฎหมายไทยในยุคที่สร้างระบบกฎหมายเพื่อรองรับบทบาทของรัฐไทยในรูปแบบของรัฐชาติสมัยใหม่ (Period of Modern Nation State)

                  ข้อสรุปที่ชัดเจนในวงการนิติศาสตร์ไทย ก็คือ คนที่มีเชื้อสายไทยที่เกิดก่อนวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ ย่อมมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตโดยผลของมูลนิติธรรมประเพณี แต่อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงทางวิชาการในยุคปัจจุบัน ก็คือ คำว่า “เชื้อสายไทย” หมายถึงใครบ้าง ? ไทยใหญ่จัดเป็นเชื้อสายไทยหรือไม่ ? กะเหรี่ยงจัดเป็นเชือสายไทยหรือไม่ ? ซาไกหรือมานิจัดเป็นคนเชื้อสายไทยหรือไม่ ? ตองเหลืองจัดเป็นคนเชื้อสายไทยหรือไม่ ? มอแกนหรือมอแกลนจัดเป็นคนเชื้อสายไทยหรือไม่ ?



[1]http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A (เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖)

[2] แม้กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรฉบับที่สอง เพราะประกาศใช้ในวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จึงมีผลหลังจาก พ.ร.บ.แปลงชาติ ร.ศ.๑๓๐  ซึ่งมีผลในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ร.ศ.๑๓๐/พ.ศ.๒๔๕๔ แต่ด้วยทำหน้าที่กฎหมายสัญชาติที่มีลักษณะทั่วไป จึงถูกกล่าวถึงว่าเป็น กฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรทั่วไปฉบับแรกที่ว่าด้วยสิทธิในสัญชาติไทยของบุคคลธรรมดา และทำหน้าที่ประมวลกฎหมายจารีตประเพณีไทยว่าด้วยสัญชาติของบุคคลธรรมดา 

[3] กฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นกฎหมายไทยลายลักษณ์อักษรฉบับแรก ซึ่งมีผลในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ร.ศ.๑๓๐/พ.ศ.๒๔๕๔ แต่มิใช่กฎหมายสัญชาติที่มีลักษณะทั่วไป ดังเช่น พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๔๕๖ 

[4]http://en.wikipedia.org/wiki/Narai  (เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖)

[5]http://en.wikipedia.org/wiki/Constantine_Phaulkon  (เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๖)