เมืองไทย..ถ้ามีหัว แม้มันสำปะหลังเพียงอย่างเดียวก็รวยเละแล้ว
เมื่อวาน (๓๐ เมย. ๒๕๕๖) ควบรถทางไกล ฝ่าอันตรายบนถนนโหลยโท่ย ๒๕๐ กิโล เข้าร่วมประชุมวางแผนปฏิบัติการเพื่อสนองยุทธศาสตร์ “พลาสติกชีวภาพ” ของไทย ที่สนช. (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) กระทรวงวิทย์ฯ
มันเหมือนมาเจอเพื่อนเก่าหลังจากพลัดหลงกันไป ๑๐ ปี เพราะจำได้ว่า ปีพศ. ๒๕๔๕ ผมเป็นรองอธิการ ฝ่ายวิชาการ มีเพื่อนเป็นใหญ่ในกระทรวงวิทย์พอดี เลยได้จับเข่าคุยกันว่าเรื่องนี้ประเทศไทยแจ้งเกิดในเวทีโลกได้เลย ถ้าเราเอามันสำปะหลังมาเพิ่มมูลค่าให้เป็นพลาสติก (ตอนนั้นในประเทศยังไม่มีใครรู้เบาะแสเรื่องพลาสติกชีวภาพเลย แม้บริษัทผู้เล่นรายใหญ่ในวันนี้)
ท่านก็ตื่นเต้นมาก แต่แล้วก็เลือนหายไปตามประเพณีราชการไทย จากนั้นมาผมก็เขียนจดหมาย (อีเมล์) ถึงนายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมา ให้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ไทยเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แข่งกับฝรั่งได้ สร้างรายได้ ศักดิ์ศรี ความมั่นใจมหาศาลให้กับประเทศ จนอาจเป็นจุดพลิกผลันของประเทศได้
โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ของม.ผมเอง มีโนวฮาวที่สามารถทำได้หมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ
ต้นน้ำคือการหมักมันให้กลายเป็นสารตั้นต้น Lactic Acid (เรียกว่ามอนอเมอร์) กลางน้ำคือการทำมอนอเมอร์ให้กลายเป็นพอลิเมอร์และทำเป็นเม็ดพลาสติก ปลายน้ำคือการสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก วัสดุทางการแพทย์
มันสปล. ๕ กก. ราคา ๑๐ บาท สามารถผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพได้ประมาณ ๑ กก. ซึ่งมีหลายเกรด เกรดดีๆ อาจขายได้ กก. ละ ๒๐๐๐ บาท เพิ่มมูลค่าได้ ๒๐๐ เท่า !!!
มันสปล.ไทยผลิตได้ปีละ ๓๐ ล้านตัน ถ้าทำเป็นพลาสติกชีวภาพให้หมด กก.ละ ๑๐๐๐ บาท จะขายได้เงิน ๓๐ ล้านๆ บาท ซึ่งมากกว่ารายได้ประชาชาติไทยในขณะนี้สามเท่า โดยไม่ต้องเอาชาติไปขายให้นายทุนต่างชาติมาย่ำยีอย่างน่าทุเรศแบบทุกวันนี้
เมื่อวานผมไปประชุม เห็นเขาวางแผนกันไว้ในส่วนหนึ่งว่าจะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ และ ผลิตสินค้าต่างๆขายทั้งในและต่างประเทศ
หลังจากเม้นท์เรื่องระดับย่อยไมโครแล้ว สุดท้ายผมปิดฉากด้วยการเม้นท์ระดับมาโครมหภาคว่า
นิคมอุตฯ ที่คิดจะตั้งนั้น มาตั้งในอีสานกลางทุ่งมันได้ไหม จะได้เป็นการกระจายรายได้ พัฒนาชนบท ไม่ใช่ว่าอึกอักอะไรก็เอาไปถมระยองหมด ซึ่งจะเป็นการช่วยชาติทางอ้อมอีกประการคือ พอคนอีสานมีรายได้มากขึ้น ก็จะได้เลิกรับจ้างเดินขบวนเสียที (ไม่วายแขวะ อิอิ)
ผมแถลงต่อว่า...กระทรวงวิทย์ควรชี้แจงให้นักการเมือง รัฐ เข้าใจว่า เราของบครั้งนี้สองปี ประมาณ ๑๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยปีละเพียง ๕๐๐ ล้าน เพื่อทำงานวิจัย สร้างโรงงานนำร่อง ทั้งสามระดับ นับเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งแรกที่ไทยเราจะทำงานไฮเทคเพื่อสร้างชาติด้วยมือของเราเอง ...เงินเพียงแค่นี้มันน้อยนิดมากในการลงทุนสร้างชาติอย่างเป็นรูปธรรม มีเป้าหมายชัดเจน อาจน้อยกว่างบไปดูงานต่างประเทศของสส. สว. เสียอีกกระมัง ดังนั้นขอเท่าไร ควรให้หมด ไม่ควรตัดแม้สลึง ว่าไปแล้ว ควรแถมเงินให้เสียอีก (ได้ข่าวว่ารัฐกำลังต่อรองให้ตัดงบที่ขอไป...ทำยังกะของบครุภัณฑ์ สำนักงาน หรือซื้อรถประจำตำแหน่ง)
อีกทั้งชี้แจงให้รัฐทราบว่าอย่าไปหลงใหลในการค้าเสรีแบบเป็นขี้ข้าฝรั่ง ที่ตอนนี้เปิดเสรีให้บริษัทต่างชาติมากินหัวคิวมหาศาล ให้มาเปิดโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว สนับสนุนแถมแจกโดยองค์การ BOI (บ๋อย) อีกต่างหาก แบบนี้เท่ากับว่ารัฐกำลังช่วยทำลายชาติใช่ไหม
เพราะถ้าเราวิจัยสำเร็จ สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาได้ สร้างนิคมอุตฯ เพื่อผลิตสินค้า แล้วถามว่า บริษัทต่างชาติ มันครองตลาดหมดแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ แล้วเราจะเอาพลาสติกชีวภาพไปขายสู้มันได้หรือ ไม่เจ๊งกันหมดหรือ
ผมบอกให้พวกเขารู้ด้วยว่า อย่าคิดนะว่า บ.ตปท. มันคิดตื้นๆ แค่มากินแรงงานถูกๆ และวัตถุดิบถูกๆ (หัวมันสปล. โลละเพียง ๒ บาท) ของเรา แต่มันคิดไกลกว่านั้น คือมันมากินโควตาส่งออกของเราด้วย (ไอ้พวกนี้แม้มันโง่ แต่ก็ฉลาดกว่านักการเมืองไทยเรามากนัก)
ทีนี้พอไทยเราผลิตบ้าง ขายในสู้มันไม่ได้ แต่พอจะขายนอกก็ถูกจำกัดโควตาเพราะบ.นอกมันยึดโควตาไว้หมดแล้ว แบบนี้เจ๊งทั้งขึ้นทั้งล่องไหมพี่น้อง ....จัดให้โดยรัฐบาลไทย ผ่านองค์การ บ๋อย
เรื่องนี้ยาว..วันนี้เหนื่อย (อีก)แล้ว ไปละ
...คนถางทาง (๑ พค. ๒๕๕๖)
สวัสดีค่ะ อ.คนถางทาง
ขอบคุณ ท่านอาจารย์ สำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์ เห็นคุณค่าในมิติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม "พลาสติกชีวภาพ" .. เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์มากหลาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย โลกในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญมากๆๆ... พลาสติกชีวภาพ..
ได้แต่หวังว่ารัฐ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบควรจะฟัง และนำไปขบคิด.. จากข้อเสนอแนะของอ. คนถางทางบ้างนะค่ะ เทคโนโลยี know how ก็มีแล้ว วัตถุดิบก็มีแล้ว ปล่อย ให้ " ชั่งหัวมัน " ขายถูกๆ นี่น่าเสียใจจริงๆ ทั้งๆที่ทำให้มีมูลค่าเพิ่ม เราทำได้ โรงงานฯอยู่ใกล้กับแหล่งปลูก
ทางปักษ์ใต้... เราใช้วัตถุดิบต่างกันค่ะ... มีน้องๆนักวิจัย ทางเคมีและพอลิเมอร์ สนใจงาน. พลาสติกชีวภาพ.. และ ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น " แป้งสาคู (sago palm)" เพราะเป็นพืชพื้นถิ่นที่นี่ พบได้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ แป้งจากต้นสาคูมีปริมาณคาร์โบไฮเดรทสูงมาก..คุณสมบัติของ starch ก็ดี เท่าที่คุยกันทราบว่าในเบื้องต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ...ออกมาเป็นที่น่าสนใจเช่นกัน แต่ต้องปรับปรุงอีกมาก สีก็สวยด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากแป้งสาคูในท้องถิ่น สาคู..พืชที่กำลังถูกคุกคามมาก ทั้งๆที่เป็นทั้งพืชรักษ์น้ำ ให้แป้งในการทำขนมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ หวังไว้เช่นกันว่า ผลิตภัณฑ์ พลาสติกชีวภาพที่ได้ น่าจะมีคุณสมบัติที่ดี ต่างจากวัตถุดิบชนิดอื่นๆ ปัจจุบันนี้ได้รณรงค์ให้ชาวบ้าน รักษาไ้ว้.. "ป่าสาคู" แต่ก็ยังถูกทำลายเรื่อยไป ไม่เห็นคุณค่ามากนัก :-((
We need product designers (and investors to help them start-up). The design and market phase can add more value to (raw) materials. Let us have cassava plastic products competitions ;-)
ท่านอาจารย์ คนถางทาง คะ ถ้าสามารถรวบรวมพรสวรรค์ของแต่ละหัว มาเจอกันแบบสามัคคี ก็จะเพิ่มมูลค่าทวีคูณ ดิฉันจะคอยมาให้กำลังใจหัวต่างๆ ด้วยความชื่นชมนะคะ
ปล. แหม.. เขียน(พิมพ์)ตกอีกแล้ว น่าตีมือ.. หัวสามัคคี ต้องมีทั้งหัวจริงและหัวใจด้วยค่ะ ฮิ ฮิ
ท่าน สุฯ ครับ สาคูนั้น เคยมีญี่ปุ่นวิจัยเป็นพืชที่ให้พลังงานมากที่สุดในโลก ผมได้ตามไปดูํนานมาแล้ว แถวนครศรีฯ ทึ่งมากๆ ต้นไม้อะไรมันจะประหลาดได้ปานนนั้น ถ้าทาง มอ. สนใจ เราทำงานร่วมกันได้ครับ เพราะมทส. มี know how พร้อมมูลมาก เพราะเราฟลุก โชคดีที่ได้นักวิจัยด้านการหมักที่สุดยอดมาร่วมงาม แถมจิตพิสัย ท่านสูงสุดมาก ยินดีร่วมงานเพื่อพัฒนาสังคมเสมอ ตอนนี้กระทรวงวิทย์หลังจากคัดเลือกอยู่นาน ได้เลือกมทส.ให้เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาต้นน้ำ คือ แปรรูปแป้งให้มาเป็น A-lactic และ D-lactic เพื่อเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกชีวภาพต่อไป โดยใช้แป้งมันสปล. ถ้าปรับมาเป็นแป้งสาคู ก็ไม่น่ายากนัก เพียงปรับเชื้อจุลินทรีย์ให้เหมาะสมก็น่าจะโอ ....แต่ถ้าได้รับการชี้นำจากผู้รู้ อาจร่นเวลาจากสิบปีเหลือห้านาทีเหมือนปาฎิหาริย์
....ท่าน sr ครับ การออกแบบก็สำคัญมาก ที่มทส. เรากำลังจัดตั้งภาควิชา product design ซึ่งเ็ป็นการผสานกันทั้งศาสตร์และศิลป์ ผมเองก็มีส่วนร่วม input ในหลักสูตรนี้พอสมควร
...ท่าน ontime ขอบคุณครับที่ให้่กำลังใจแบบจริงๆ
เรียนนักวิจัยทุกท่าน
ตอนนี้เราสามารถผลิตเม็ด PLA ได้แล้วในระดับ 500 กรัมต่อ 2 ชั่วโมง แต่ยังขาดการสนับสนุนนักวิจัยไทย หากท่านใดสนใจพัฒนาสูตรเม็ด PLA บริสุทธิ์ (มีเพียง lactide + Sn(Oct)2 + 1-dodecanol ในการสังเคราะห์ PLA) โดยการเติมสารเติมแต่งก่อนนำไปขึ้นรูปเฉพาะงาน หรือเพื่องานวิจัยติดต่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ครับ
ผศ ดร ยอดธง ใบมาก 086-6707523 ม มหาสารคาม
เรียนนักวิจัยทกท่าน
ในส่วนของผมนั้นผลิต L-lactide จาก L-lactic acid ของ Purac แล้วทำ L-lactide ให้บริสุทธิ์ ก่อนทำ ring-opening polymerization ได้ PLA นำไปบดเป็นเม็ด PLA ครับ
ผศ ดร ยอดธง ใบมาก 086-6707523 ม มหาสารคาม
ขอบคุณ ดร. ยอดธง แล้วผมจะโทรไปคุยด้วยครับ หลังจากคุยกันในกลุ่มแล้ว เรากำลังต้องการนักวิจัยด้านกลางน้ำแบบท่านมาก เพื่อมาเติมเต็มกระบวนการต้นน้ำของเรา ที่ได้รับการอนุมัติจาก nia แล้ว