การพัฒนาครูวิทยาศาสตร์
บทความเรื่อง Professional Development for Science Teachers ลงพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับพิเศษ Science Education สรุปรวบรวมผลงานวิจัยด้านการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์อย่างน่าสนใจมาก ชี้ให้เห็นว่าวิธีใดได้ผล วิธีใดไม่ได้ผล มีรายละเอียดมาก ผมขอแนะนำให้นักการศึกษาไทยอ่านต้นฉบับ ซึ่งได้นำมาลงไว้ท้ายบันทึกนี้
เหตุผลที่ในสมัยนี้การพัฒนาครู หรือการเพิ่มพูนทักษะครู มีความสำคัญยิ่ง ก็เพราะความรู้เพิ่มและเปลี่ยนแปลงเร็ว และบทบาทของครูก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ให้เหมาะสมต่อสถานการณ์การเรียนรู้ของศิษย์ ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
วิธีสนับสนุนครูประจำการ ให้โลดแล่นโดดเด่นทำหน้าที่ “ครูเพื่อศิษย์” ยุคใหม่ ยังไม่มีวิธีการมาตรฐาน และเห็นชัดเจนว่า ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เป็นเรื่องท้าทายยิ่งของวงการศึกษาทั่วโลก แหล่งความรู้แหล่งหนึ่งสำหรับครูวิทยาศาสตร์ คือ www.nextgenscience.org
ในกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้ของประเทศไทย ต้องรวมการปฏิรูปวิธีการพัฒนาครูประจำการ (และวิธีผลิตครูรุ่นใหม่) ด้วย เพราะวิธีเดิมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน พิสูจน์แล้ว ว่าไม่ได้ผล
ในสหรัฐอเมริกา มีการให้ทุนวิจัยทดลองหาวิธีพัฒนาครูประจำการ และมีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารที่มีระบบ peer review มากมาย ผู้เขียนได้รวบรวมมานำเสนอ ในบทความนี้อย่างละเอียด
จากผลการวิจัย วิธีพัฒนาครูที่ไม่ได้ผลคือ การให้ความรู้แก่ครู โดยอาจเพิ่ม coaching ระหว่างปีด้วย ทดลองในครูภาษาและครูคณิตศาสตร์ พบว่าผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของศิษย์ไม่ดีขึ้น
จากผลการวิจัย วิธีพัฒนาครูวิทยาศาสตร์ที่ได้ผลคือ (๑) วิธีสอนกรณีตัวอย่าง (๒) ฝึกตรวจสอบการทำงานเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน และ (๓) ฝึกวิเคราะห์กระบวนการการเรียนรู้ (metacognitive analysis) พบว่าทั้ง ๓ วิธีนี้ให้ผลเปลี่ยนแปลงพัฒนาครู และเกิดผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียน อย่างยั่งยืน เขาบอกว่าการทดลองพัฒนาครูโครงการนี้ใช้เวลา ๑๔ สัปดาห์ ใช้ “electric circuit course” session ละ ๓ ชั่วโมง แปลว่าอะไรผมไม่ทราบ เดาว่าคงจะเป็นการเรียน/ฝึกพร้อมๆ กันหลายโรงเรียนทางอินเทอร์เน็ต ผมไม่ได้ตามไปอ่าน reference ของรายงานผลการวิจัยต้นฉบับ ท่านที่สนใจจริงจังต้องเข้าไปค้น และอ่านรายละเอียดเอาเอง
โครงการที่มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผลคือ STeLLA Project (Science Teachers Learning through Lesson Analysis) จัดให้แก่ครูประถม ในช่วงฤดูร้อน ใช้เวลา ๓ สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพิ่ม content knowledge (CK) ให้แก่ครู โดยแบ่งครูเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ความรู้ CK อย่างเดียว อีกกลุ่มหนึ่งให้ CK + ฝึกทักษะวิเคราะห์การจัดการเรียนการสอน พบว่าครูกลุ่มแรกมี CK เพิ่มขึ้นในตอนแรก แล้วค่อยๆ เลือนหายไป ส่วนครูกลุ่มหลังมี CK เพิ่มขึ้นยั่งยืน และนักเรียนก็มีความรู้ CK เพิ่มขึ้น
โดยสรุป วิธีพัฒนาครู (และนักเรียน) ที่ได้ผลคือ “ลงมือปฏิบัติวิทยาศาสตร์” ตามหลัก Learning by Doing โดยวิธีที่ได้ผลมีลักษณะ ๑๐ อย่าง คือ (๑) มุ่งเป้าที่เนื้อหาจำเพาะ (๒) เน้น active learning (๓) ให้ครู (และผู้บริหาร) เรียนเป็นทีม (๔) มีความสอดคล้องกับนโยบายหรือวิถีปฏิบัติอื่นๆ ในโรงเรียน (๕) มีเวลายาวนานพอ (ทั้งความเข้มข้น และช่วงเวลา) (๖) เน้นกิจกรรมฝึกปฏิบัติเป็นหลัก (๗) บรรยากาศที่ครูรู้สึกสบายกายสบายใจ (๘) ฝึกตั้งคำถาม สร้างบรรยากาศสนใจใคร่รู้ (๙) เนื้อหาสาระเป็นประโยชน์ทั้งต่อการเรียนรู้ของครู และของนักเรียน และ (๑๐) มีวัสดุช่วยการเรียนรู้แบบใหม่ๆ
ที่จริงมีปัจจัยที่ ๑๑ ที่มีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาครูประจำการ คือครูใหญ่หรือผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องมีส่วนร่วมสนับสนุนด้วย
เพื่อฝึก/พัฒนา ครูวิทยาศาสตร์ และเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ทั้งครูและนักเรียนต้องเข้าไปร่วมในขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นกิจกรรมจริง
การพัฒนาครูที่ดีต้องเน้นทักษะการตั้งคำถาม ทักษะการค้นหารวบรวมข้อมูลหลักฐาน (gather evidences) และทักษะการทำ reflection (AAR) เพื่อเชื่อมโยงผลการทดลองหรือการลงมือทำโครงงาน เข้ากับทฤษฎีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเพื่อกระตุ้นความสนใจใฝ่รู้ของนักเรียน
ต้องค่อยๆ อ่านบทความนี้สัก ๓ จบนะครับ จึงจะได้สาระที่มีคุณค่ายิ่งในบทความนี้ เอามาปรับใช้ในประเทศไทยของเราได้ดี
ผมติดใจข้อความ “PD that fails to clearly explicate different aspects of an instructional regime in detail—and to provide sufficient opportunity for repeated practice with focused feedback—will be less effective.” PD = Professional Development แปลว่าการพัฒนาครู ข้อความที่คัดมา เน้นย้ำความสำคัญของการอธิบายให้ครูเข้าใจความหมาย ของวิธีจัดการเรียนรู้(ที่ดี) แต่ละแบบอย่างละเอียด และต้องให้ครูได้มีโอกาสฝึกซ้ำๆ พร้อมกับได้รับ feedback ในประเด็นสำคัญ อย่างชัดเจน
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่ง สรุปว่าการพัฒนาโรงเรียนด้านการเรียนรู้ต้องมีสิ่งสำคัญ ๕ อย่าง (๑) ภาวะผู้นำ (ผอ. โรงเรียนที่มียุทธศาสตร์ เน้นพัฒนาการเรียนการสอน และดำเนินการโดยทุกฝ่ายในโรงเรียนเข้าร่วม) (๒) พลังของครูมืออาชีพ (คุณภาพครู ครูเชื่อในการเปลี่ยนแปลง ทำงานร่วมมือกันเป็นทีม และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (๓) เชื่อมโยงร่วมมือกับชุมชนพ่อแม่ (๔) บรรยากาศการเรียนที่เน้นผู้เรียน และ (๕) ตัวช่วยแนะนำด้านกระบวนการเรียนรู้ (การจัดหลักสูตร ความเข้มข้นของวิชาการ และเครื่องมือช่วยการเรียนรู้ของครู)
อ่านบทความฉบับเต็มที่ PD.pdf
วิจารณ์ พานิช
๓๐ เม.ย. ๕๖
สวนสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข