ระหว่างบวช ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา หอบหนังสือไปอ่านสองสามเล่ม อันที่จริงอยากจะอ่านอะไรหลายเล่ม แต่เลือกเฉพาะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา น่าจะเหมาะกว่า

เล่มแรกคือพระเวสสันดรชาดก คือ พระมหาชาติ นั่นเอง อ่านไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็จบ เพราะภาษาไม่ยาก มีติดศัพท์อยู่คำเดียวคือ "เมาะ" กลับมาเปิดพจนานุกรมดูแล้ว...


ที่สะดุดก็คือ ชื่อพระกุมาร กัณหา และชาลี

กัณหา นั้นฟังดูเข้าใจได้ ว่าเป็นภาษาบาลี แปลว่า ดำ

ส่วน ชาลี นั้น คิดว่าบางท่านอาจไม่เข้าใจ จึงนำมาเฉลยไว้ที่นี่


ชาลี (ไม่ใช่ Charlie) ในภาษาบาลีและสันสกฤตพบได้บ่อยๆ แต่เป็นรูป "ชาล" มากกว่า คำนี้ หมายถึง ตาข่าย เช่น ในคัมภีร์มหายาน เมื่อเล่าถึงพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ ก็มักจะประดับประดาด้วยตาข่ายทองคำ ท่านใช้คำว่า "ชาล" นี้

คำว่า ชาลี ย่อมขยายมาจาก ชาล ดังเนื้อความปรากฏในกัณฑ์หิมพานต์ว่า เมื่อประสูติพระโอรส พระนมทั้งหลายเอาข่ายทองเข้ารองรับ ถึงเรียกพระนามว่า ชาลีกุมาร

ตามหลักภาษาสันสกฤต ชาลี เป็นเพศหญิง ไม่น่าจะเหมาะกับชื่อพระโอรส ศัพท์เดิมควรจะเป็น ชาลินฺ แปลว่า ผู้มีตาข่าย ใช้รูปประธานเป็น ชาลี จึงจะตรงกับหลักไวยากรณ์ แต่ในภาษาบาลีท่านวิเคราะห์ไว้อย่างไรก็ไม่ทราบ ดูตามคาถาแล้ว สะกด ชาลิ หรือชาลี ก็มี (สันสกฤตไม่มีรูป ชาลิ)

เหตุที่ต้องกล่าวถึงทั้งภาษาสันสกฤตและบาลี ก็เพราะนิทานเก่าๆ ของเขา แม้ในปัจจุบันจะปรากฏว่าได้เค้ามาจากคัมภีร์ภาษาบาลี แต่บางครั้งก็ใช้ชื่อจากภาษาสันสกฤต ดังเช่น นางมัทรี ตามพระบาลีว่า มัทที (มทฺที) แต่เราใช้ว่า มัทรี ตามรูปสันสกฤต (มทฺรี ศัพท์เดิมอ่านว่า มัท-รี madrī, แต่เมื่อเห็น ท กับ ร เราจึงอ่านควบเป็น มัด ซี ไป) รวมทั้งศัพท์อื่นๆ อีกมากแม้เรื่องในพุทธศาสนาก็ตาม

ดังนั้น เมื่อค้นชื่อในวรรณคดีเก่าๆ จึงต้องสืบสวนทัั้งรูปสันสกฤตและบาลีไปพร้อมๆ กัน


เล่าไว้สั้นๆ เผื่อบางท่านสงสัยว่า ทำไมในชาดกภาษาบาลีถึงได้มีชื่อ ชาลี เหมือนฝรั่งมังค่า ก็จะได้ทราบที่มา เล่าให้ลูกๆ หลานๆ ฟังได้...