
ผมมีโอกาสได้เดินดูหนังสือในร้านหนังสือจุฬาฯ เดินไปเดินมา หาหนังสือที่คิดว่าตัวเองสนใจมาหยิบดูแล้ววาง หยิบแล้ววางไม่รู้กี่เล่ม แต่ครั้นจะเดินออกจากร้านมือเปล่าไปก็จะเคอะ ๆ เขิน ๆ เลยมองหาหนังสือที่ราคาไม่แพงมาก แล้วก็เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ๆ สบาย ๆ สำหรับตัวเอง เลยต้องเดินมาจบที่หนังสือประเภทเรื่องสั้น...
เรื่องที่ตัดสินใจซื้อคราวนี้ ราคาอยู่ในระดับที่คิดว่าพอใจ หยิบมาดูหลาย ๆ เล่ม แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่เล่มนี้
"แม่ข้างเตียง" เป็นงานเขียนของนักเขียนที่มีอาชีพเป็นหมอ ทีแรกคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องอะไรที่หนัก ๆ สำหรับคนที่ไม่ขยันอ่านอย่างผม แต่พอเปิดอ่านดูจาก คำนำสำนักพิมพ์ จากบรรณาธิการ และโดยเฉพาะจากผู้เขียนแล้ว ทำให้เกิดแรงจูงพอที่จะจ่ายเงินเพื่อเก็บไว้อ่าน และเป็นสมบัติแบ่งปันเพื่อน ๆ อ่านต่อไป...
ผู้เขียนบอกว่า "มนุษย์ทุกผู้ทุกนามแม้บางคนโลกภายนอกมีเกียรติยศตำแหน่งใหญ่โต ร่ำรวยเงินทอง มีความสุขสนุกสนานทุกเมื่อเชื่อวัน ฯลฯ แต่โลกภายในยังต้องผจญกับทุกข์เข็ญดุจหนองกลัดในใจ จากความพิการทางกายและทางใจทั้งของตนเองและผู้อื่น จากการตกเป็นทาสของอารมณ์ ทาสวัตถุสิ่งของ จากความเอาเปรียบที่เพื่อนมนุษย์กระทำต่อกัน การปั้นน้ำเป็นตัว มือใครยาวสาวได้สาวเอา จากการปฏิบัติอย่างไม่เสมอภาพของสังคม ฯลฯ มนุษย์ทุกรูปทุกนามแทบไม่มีใครไม่ป่วย ความเจ็บไข้ได้ป่วยของมนนุษย์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วทุกทิศทุกทาง อยู่ทุกหนทุกแห่งในสังคมของเรา" ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
และอีกหลาย ๆ เรื่องในเล่มนี้ที่อ่านแล้วแทบวางไม่ลงจนกว่าจะจบเรื่อง เช่น ความเสมอภาคที่ไม่เสมอภาคกันของความเป็นมนุษย์ที่ต่างกันด้วยทรัพย์สินเงินทอง หรือ การที่คนปกติมีอาชีพฐานะดี แต่มีความพิการในจิตใจยิ่งกว่าคนพิการจริงเสียงจริง เป็นต้น
บางครั้ง การได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง แล้วได้ใช้เวลานั้นอ่านวรรณกรรมที่ดี มีแง่คิด มีสาระ มีประโยชน์ต่อกระบวนการคิด นับว่าเวลาเล็กน้อยเหล่านั้นมีค่า และสำคัญกว่า เวลายาวนานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับตัวเองเลยจริง ๆ
ต้องหามาอ่านแล้วนะครับเล่มนี้
ขอบคุณบทความและเรื่องเล่า ดีดีนี้ค่ะ .... น้ำคำ + น้ำใจ+น้ำ++++
เรื่องดีๆที่น่าติดตาม ขอบคุณนะคะ