สมัยผมเป็นหนุ่ม นักเรียนเตรียมทหาร พศ. ๒๕๑๔ ไปฝึกภาคที่เชียงใหม่ ในฤดูหนาว เชียงใหม่สมัยนั้นไม่มีอะไรมาก นอกจากดอยสุเทพ น้ำตก
แหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อในละแวกคือ ป่าซาง (จ.ลำพูน) บ่อสร้าง (ทำร่ม) และอาจจะรวมสันกำแพง (ผ้าไหม รวมทั้ง ชินวัตรไหมไทย)
ป่าซาง นั้นน่าจะเลื่องชื่อที่สุด เพราะมีเพลงร้องสรรเสริญเต็มไปหมด สุรพล สองเพลง ปอง ปรีดา ไปถึง ชรินทร์ (อาจมีท่านอื่นๆ อีก) ส่วนใหญ่จะชมสาวงามป่าซาง
และก็ไม่ผิดหวัง ตอนผมไปป่าซางปีนั้นก็ไปเดิน “ช็อป” สินค้าพื้นเมือง คนขาย สวยแต้ๆ ทั้งน้าน (ไม่รู้ว่าคัดมาเพื่อหลอกนักท่องเที่ยวหรือเปล่า) แต่งกายใส่ผ้าถุงสีเข้ม มีลายสวย เสื้อผ่าอก (แบบกระเหรี่ยงวันนี้) พร้อมลงท้ายเสียงใสแสนน่ารักว่า “เจ๊า ๆ” แค่นี้ก็หวาดเสียวใจหนุ่มใต้สมัยโน้นแล้ว ต้องรีบควักกระเป๋าซื้อของที่ระลึกที่พวกเธอมาเสนอขาย
วันนี้ (พศ. ๒๕๕๖) หวนกลับไปป่าซางโดยจำเป็น มองไม่เห็นซากความรุ่งเรืองแห่งความหลังอะไรเลย บ้านเมืองก็แสนน่าเกลียดแบบตัวเมืองบ้านนอกทั่วไปที่เต็มพรืดไปด้วยตึกห้องแถว และรถเข็น แผงลอย หาบเร่ แบบไร้ระเบียบระเกะระกะ ...ร้านค้าน่ารัก แม่ค้าหน้าใสแบบ ๒๕๑๔ ไม่มีเหลืออีกแล้ว
แต่...โน่น...มันไปโผล่เอาที่เจียงหมั่ยโน่น แถวกาดวโรรส และกาดมั่วๆอะไรที่ตั้งจื้อกั่นหมาหลอกนักต้องเตี้ยว เต่มปั่ยโม๊ด
ทุนนิยมการท่องเที่ยวที่ถาโถมเข้ากระหน่ำเจียงหมั่ย มันตำลายป่าซางของข้าเจ้าเสียป่นปี้บ่มีจิ้นดีเลยเนาะ
โอ้..มนต์รักป่าซาง บ่เหลืออันหยังให้ทรงจำได้เลย
ลำพูนนั้นว่าไปแล้วอายุ ๑๔๐๐ ปี แต่สมัยพระนางจามเทวีมาตั้ง ในขณะที่เชียงใหม่เพียง ๗๐๐ ปีเท่านั้น แต่วันนี้ทุนนิยมท่องเที่ยวที่ปั่นขึ้น โหมไปที่เชียงใหม่หมด
...จนคนลำพูนเขาน้อยใจ เสียดสีให้ผมฟังว่า “ไม่พัก ไม่เที่ยว จอดเยี่ยวก็ยังดี”
เดือนก่อนผมมางานศพญาติผู้ใหญ่ที่ริมอ.หางดง กะว่าจะมาอ้อมตัดออกทางใหญ่ไปลำปาง เพื่อกลับโคราช โดยไม่ต้องผ่านเจียงหมั่ยให้รำคาญตา เลาะผ่านทางเล็ก ตัดฝ่าป่าลำไย มาเรื่อย อั้นฉี่ที่ปวดมาเรื่อย แต่หาปั๊มไม่ได้เลย..จนกระทั่งมาปะปั๊มใหญ่ที่ ป่าซาง ก็เลยจอดเยี่ยวซะเลย ....สมพรปากคนลำพูนจริงๆ
...คนถางทาง (๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖)
–
<p>ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่ดี คือวิถีของปัญญาชน</p><p>–ทวิช จิตรสมบูรณ์</p>