เภสัชกรเชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค  เผยว่าในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาวนี้อาจมีโรคหลายชนิดระบาดได้ จากที่มีการรายงานว่ามีผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้ารับการรักษาโรคคางทูมในบางพื้นที่ในเขตภาคเหนือตอนล่างนั้น เพื่อป้องกันระบาดของโรค และให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในการดูแลบุตรหลาน ครูอนามัยและผู้ปกครองควรเฝ้าระวังสังเกตุเด็กที่อยู่ในการดูแลเพื่อป้องกันการระบาดของโรคคางทูมอย่างใกล้ชิด

      โรคคางทูมพบรายงานในประเทศไทยจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค มีอัตราป่วยเฉลี่ย  17.22 ต่อประชากรแสนคน เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม paramyxovirus ที่อยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลาย โดยมากมักจะเป็นที่ต่อมน้ำลายข้างหู  พบมากในเด็กอายุ 6-10 ปี อาจพบระบาดได้เป็นครั้งคราว  ซึ่งติดต่อกันโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ชาม ฯลฯ  ผู้ป่วยมักจะมีอาการนำมาก่อน 1-3 วัน ด้วยอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียและปวดในรูหูหรือหลังหู ในขณะเคี้ยวหรือกลืน ต่อมาจะมีอาการปวด บวม และกดเจ็บ บริเวณข้างหูหรือขากรรไกร  ผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีลักษณะแดง ร้อน และตึง ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดร้าวที่หูขณะกลืน เคี้ยว หรืออ้าปาก บางรายอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย  โรคนี้มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ และสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนที่มีชื่อว่าเอ็มเอ็มอาร์ (MMR) มักจะฉีดเมื่อเด็กอายุได้ 9-15 เดือน

      ในส่วนของประชาชนทั่วไปให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย สังเกตเฝ้าระวังอาการของบุตรหลาน โดยหากพบอาการดังกล่าวควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากจนกว่าคางจะยุบบวม  โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ควรเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อน  หากสงสัยให้รีบพาบุตรหลานไปตรวจที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านทันที


 ข้อความหลัก " โรคคางทูมป้องกันได้  โดยการให้บุตรหลานไปฉีดวัคซีน ”

กรมควบคุมโรค  ห่วงใย  อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี

ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/tv/2554_10_14_Mumps.html