ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางนิลุบล ขิมลาภ ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนโนนเสลาประสาทวิทย์
ปีที่พิมพ์ 2554
บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของ ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนโนนเสลาประสาทวิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 19 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนว การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 ชุด และแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศประกอบการใช้ชุดกิจกรรม จำนวน 8 แผน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบประเมินคุณภาพด้านความเหมาะสมของชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 6 ด้าน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีลักษณะเป็นแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 4 ด้าน สถิติ ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ร้อยละ ค่า E1/E2 ค่าสถิติทดสอบที (t -test) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.80/83.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 80/80
2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมภาษาอังกฤษตามแนวการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้ชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน : นางมันทนา กันเพ็ชร
ปีที่วิจัย : ปี พ.ศ. 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังและก่อนเรียนด้วยชุด การสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี จำนวน 25 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต และหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 พลังงานและสสาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถิติทดสอบ t – test
สรุปผลการศึกษา
1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี ทั้ง 2 หน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.68/81.06
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน เมื่อใช้ชุดการสอนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี ทั้ง 2 หน่วยการเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดการสอนอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคีหลังจากเรียนด้วยชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้ชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน : นางมันทนา กันเพ็ชร
ปีที่วิจัย : ปี พ.ศ. 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังและก่อนเรียนด้วยชุด การสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี จำนวน 25 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ ชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต และหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 พลังงานและสสาร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถิติทดสอบ t – test
สรุปผลการศึกษา
1. ประสิทธิภาพของชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวน การทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี ทั้ง 2 หน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.68/81.06
สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียน เมื่อใช้ชุดการสอนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคี ทั้ง 2 หน่วยการเรียนรู้มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยชุดการสอนอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนประชาสามัคคีหลังจากเรียนด้วยชุดการสอนส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่อง การวิจัยและพัฒนาการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหารแบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ อำเภอเมือง จังหวัดเลยผู้วิจัย นางสาวสุพัตรา กลิ่นศรีสุขปีที่ทำการวิจัย 2562
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพและความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ การพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ และ 4) เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ฝ่ายบริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา และนักเรียน โรงเรียนเทศบาลนาดินดำ ปีการศึกษา 2562 จำนวน 230 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL 2) แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ และ3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า1. สภาพและความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า โรงเรียนเทศบาลนาดินดำ ดำเนินการตามกระบวนการของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ประการ คือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมนักเรียน การป้องกันและแก้ไขปัญหา และการส่งต่อการบริหารใช้หลักการบริหารคุณภาพ 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การดำเนินงาน การตรวจสอบประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนา และผู้เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นว่าครูประจำชั้นยังไม่รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลเท่าที่ควร ไม่สามารถคัดกรองนักเรียนออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ รวมทั้งการจัดกิจกรรมดูแลช่วยเหลือนักเรียน ยังไม่ครอบคลุม และครูประจำชั้นบางห้องเรียนยังจัดกิจกรรมดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และไม่มีการรายงานผลตามปฏิทินการปฏิบัติงาน 2. สภาพและความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล นาดินดำ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์อยู่ในระดับดีถึงดีมาก แต่ก็ยังมีนักเรียนบางคนมีผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไม่ผ่านเป็นบางข้อ และมีนักเรียนบางส่วน มีความบกพร่องในเรื่อง การมีวินัยในตนเอง ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริตและยอมรับความผิดพลาด ของตนเองและผู้อื่น การรู้จักประหยัดและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การมีสัมมาคารวะและมารยาทตามวัฒนธรรมไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงความรู้และทักษะต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น ซึ่งควรรีบแก้ไขและควรสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อเป็นเครือข่าย ความร่วมมือ ในการปรับพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องและ พึงประสงค์3. รูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การวางแผน(Planning) 2) มอบหมายความรับผิดชอบ (Responsibility Assigned) 3) การวิเคราะห์ภาระงาน (Analyzing Workload) 4) การดำเนินงาน(Implementation) 5) การส่งเสริมสนับสนุน (Subservience Supporting) และ 6) การประเมินผล (Evaluation)
4. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการบริหาร แบบ NADINDAM MODEL เพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลนาดินดำ พบว่าผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์นักเรียนร้อยละ 100 ผ่านเกณฑ์การประเมิน โดยนักเรียนร้อยละ 96.35 มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีเยี่ยม นักเรียนร้อยละ 2.71 มีผลการประเมินอยู่ในระดับดี และนักเรียนร้อยละ 0.95 มีผลการประเมินอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน และ มีความคิดเห็นว่าควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบ ติดตามทบทวนความเข้าใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง จัดโครงสร้างการทำงาน มีผู้รับผิดชอบทุกขั้นตอน เสริมสร้างความเข้มแข็งและกำหนดขั้นตอนการประสานงาน สนับสนุนสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ให้เพียงพอทันต่อการใช้งาน
ชื่องานประเมิน รายงานการประเมินโครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ โรงเรียนเทศบาลนาดินดำ สังกัดเทศบาลตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง จังหวัดเลย ประจำปีการศึกษา 2562 ผู้ประเมิน นางสาวสุพัตรา กลิ่นศรีสุขปีที่ประเมิน ปีการศึกษา 2562
บทคัดย่อ
รายงานการประเมินการดำเนินงานโครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ โรงเรียนเทศบาลนาดินดำ สังกัดเทศบาลตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง จังหวัดเลย ประจำปีการศึกษา 2562 มีวัตถุประสงค์ในการประเมิน 1) เพื่อประเมินด้านบริบทของโครงการ (Context Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัย การดำเนินโครงการ (Input Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการดำเนินโครงการ (Process Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ 4) เพื่อประเมินด้านผลการดำเนินโครงการ (Product Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ รูปแบบการประเมินครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ การประเมินโครงการด้วย CIPPI Model ของ สตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) กลุ่มประชากรที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 7 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 9 คน และ ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 108 คน รวม 124 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 6 ฉบับ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเสนอผลการวิเคราะห์ โดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย
ผลการประเมิน พบว่า1. ด้านบริบทของโครงการ (Context Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ พบว่าผู้บริหารและครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อด้านบริบทของโครงการ โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2. ด้านปัจจัยการดำเนินโครงการ (Input Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ พบว่าผู้บริหารและครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อ ด้านปัจจัยการดำเนินงานโครงการ โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก3. ด้านกระบวนการดำเนินโครงการ (Process Evaluation) โครงการเด็กไทยในวิถีพุทธ พบว่า ผู้บริหารและครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นต่อด้านกระบวนการดำเนินงานโครงการ โดยรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่อง : รายงานการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน
โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1ผู้ประเมิน : นางสาวปภาดา บัญจรัตน์วรกุล ปีที่ประเมิน : ปีการศึกษา 2563
บทคัดย่อ
การประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เพื่อเสนอแนะแนวทาง ในการปรับปรุง และพัฒนาโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยใช้การประเมินรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) โดยผู้ประเมิน ได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย ครู จำนวน 7 คน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 28 คน ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 28 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (ยกเว้นผู้บริหารสถานศึกษาและผู้แทนครู) จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล คือ แบบสอบถาม จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)ผลการประเมิน
1. ผลการประเมินด้านบริบทของการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 จากการประชุมระดมความคิดเห็น พบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งประกอบด้วย ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและผู้ปกครองนักเรียน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับสภาพปัญหา ความจำเป็นและความต้องการในการพัฒนากิจกรรมตามโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน คือ เพื่อให้นักเรียนมีคุณธรรมจริยธรรมประกอบด้วย นักเรียนมีความซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ การพึ่งตนเอง มีจิตสาธารณะ และเพื่อให้นักเรียนสามารถนำคุณธรรมจริยธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันได้2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นก่อนการดำเนินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยภาพรวมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการของโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ผ่านเกณฑ์การประเมิน
4. ผลการประเมินด้านผลผลิต เมื่อสิ้นสุดการดำเนินโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านเชียงของ สังกัดสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 โดยภาพรวม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ผ่านการเรียนรูด้วยแผนการจัดประสบการณ์การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น
3) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่เรียนด้วยแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่อง การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluter Random Sampling) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย ประกอบด้วย 1) คู่มือการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” 2) แบบทดสอบทักษะความคิดสร้างสรรค์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด จำนวน 16 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t – testสรุปผลการวิจัยจากผลการศึกษาเรื่องการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 สรุปผล ดังนี้จากผลการศึกษา เรื่อง การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 สรุปผล ดังนี้1. ประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” มีประสิทธิภาพตาม 83.78/81.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว
2. คะแนนเฉลี่ยการเปรียบเทียบจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ผ่านจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ด้านความคิดคล่องแคล่ว ด้านความคิดริเริ่ม ด้านความคิดละเอียดลออ ด้านความคิดยึดหยุ่น สัดส่วนหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาน่ารู้ สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์ ในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .013. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม”โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 2.69 S.D = 0.44) เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นมีเนื้อหาที่เหมาะสม, บรรยากาศในการเรียนน่าสนใจและสนุกสนาน, นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ,ใช้เวลาเหมาะสมในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น, นักเรียนเข้าใจคำชี้แจงการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ครูอธิบาย ให้ฟัง, การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีภาพประกอบสวยงาม , มีตัวอักษรตัวเลขชัดเจนเหมาะสม , กิจกรรมการเรียนรู้สร้างความเข้าใจระหว่างครูกับนักเรียน , นักเรียนมีความสุขในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น , การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความน่าสนใจ ตามลำดับ
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” 2) เพื่อเปรียบเทียบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ผ่านการเรียนรูด้วยแผนการจัดประสบการณ์การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น
3) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่เรียนด้วยแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรื่อง การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ซึ่งได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluter Random Sampling) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย ประกอบด้วย 1) คู่มือการใช้แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” 2) แบบทดสอบทักษะความคิดสร้างสรรค์ ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด จำนวน 16 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t – testสรุปผลการวิจัยจากผลการศึกษาเรื่องการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 สรุปผล ดังนี้จากผลการศึกษา เรื่อง การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 สรุปผล ดังนี้1. ประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” มีประสิทธิภาพตาม 83.78/81.66 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว
2. คะแนนเฉลี่ยการเปรียบเทียบจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม” ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ผ่านจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้กิจกรรมการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า คะแนนเฉลี่ยทักษะการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ด้านความคิดคล่องแคล่ว ด้านความคิดริเริ่ม ด้านความคิดละเอียดลออ ด้านความคิดยึดหยุ่น สัดส่วนหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาน่ารู้ สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์ ในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .013. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 1 “สุรินทร์วิทยาคม”โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ โดยใช้การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x ̅ = 2.69 S.D = 0.44) เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นมีเนื้อหาที่เหมาะสม, บรรยากาศในการเรียนน่าสนใจและสนุกสนาน, นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ,ใช้เวลาเหมาะสมในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น, นักเรียนเข้าใจคำชี้แจงการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ครูอธิบาย ให้ฟัง, การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีภาพประกอบสวยงาม , มีตัวอักษรตัวเลขชัดเจนเหมาะสม , กิจกรรมการเรียนรู้สร้างความเข้าใจระหว่างครูกับนักเรียน , นักเรียนมีความสุขในการเล่นการละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่น , การละเล่นภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความน่าสนใจ ตามลำดับ
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ผู้วิจัย นางสาธนี ไกรราษฎร์ปีการศึกษา 2562
บทคัดย่อชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ผู้วิจัย นางสาธนี ไกรราษฎร์ปีการศึกษา 2562 การพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อขยายผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในกลุ่มขยายผล 2.2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา”กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในกลุ่มขยายผล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านบาเละฮิเล) ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 32 คนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการขยายผลการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๒ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยรูปแบบการจัดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้กิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่แบบไม่อิสระและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบเชิงหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบเชิงกระบวนการและองค์ประกอบเชิงเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ JOESH Model ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Juicy : J) ขั้นที่ 2 ขั้นสอน (Operate : O) ขั้นที่ 3 ฝึกฝนนักเรียน (Educate : E) ขั้นที่ 4 สรุปความรู้ (Sum up : S) ขั้นที่ 5 การนำไปใช้ (Handle : H) ผลการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ได้ค่าความเหมาะสม/สอดคล้องมีค่าเฉลี่ย ( ) ตั้งแต่ 4.60 – 4.80 และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ตั้งแต่ 0.43 – 0.55 ซึ่งแสดงว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา”โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม/สอดคล้องเชิงโครงสร้าง สามารถนำไปทดลองใช้ได้และผลการหาประสิทธิภาพ (E1 / E2) โดยการทดลองภาคสนาม (Field Tryout) พบว่าประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 83.28 / 82.08 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model กลุ่มสาระเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีดังต่อไปนี้ 2.1 หลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยภาพอยู่ในระดับสูงมากและสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.2 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา”กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (นาฏศิลป์เพิ่มเติม) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model ในภาพรวมผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.55, S.D. = 0.62)
3. ผลการขยายผลหลังการเรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการรำนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ “ตารีเรอบานา” โดยใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ JOESH Model พบว่า 3.1 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูงมาก และสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3.2 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในภาพรวม ผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.55, S.D. = 0.56)
บทคัดย่อชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านบาเละฮิเล) ตำบลบางนาค อำเภอเมือง
จังหวัดนราธิวาสผู้ทำการศึกษา นางสาธนี ไกรราษฏร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านบาเละฮิเล) สังกัดเทศบาลเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาสปีที่ทำการศึกษา 2563
รายงานการพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านบาเละฮิเล) จังหวัดนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเทศบาล 2 (บ้านบาเละฮิเล) ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 44 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่
1) ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 เล่ม
2) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 18 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
4) แบบวัดทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ฉบับ
5) แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย มี 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที่ (t-test)ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทยกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 8๒.๘๙/83.๖4 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนด 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01(t =๔๖.๔๔) 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะปฏิบัตินาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ : สาระนาฏศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) = 4.5๕ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.๕8
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (5E) ผู้ศึกษาวิจัย นางกาญจนา ธนะขว้างปีการศึกษา 2564
ชื่อเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (ในระบบสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง)
ผู้วิจัย นางสาวเพชรจี มะโรตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการหน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 1 (ในระบบสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง) สังกัดเทศบาลเมืองปากน้ำสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการปีการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562
ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (ในระบบสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง) เท่ากับ 84.93/88.75 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (ในระบบสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจเกี่ยวกับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบแบบฝึกเสริมทักษะที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล 1 (ในระบบสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X-bar = 4.35 , S.D. = .49) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดกิจกรรม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านสื่อนวัตกรรม นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด และ ด้านการวัดผลประเมินผล นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดเช่นกัน
ชื่อเรื่อง รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนราชประชา509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1ผู้วิจัย นางนิลุบล ชุมแวงวาปีสถานศึกษา โรงเรียนราชประชา509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาปีที่วิจัย 2563-2564
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 4) เพื่อศึกษาผลการประเมินความพึงพอใจรูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอน 7 คน บุคลากรทางการศึกษา 3 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 8 คน (ยกเว้นผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน) นักเรียน 60 คน ผู้ปกครอง 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม จำนวน 4 ฉบับ 2) แบบสัมภาษณ์ จำนวน 1 ฉบับ 3) แบบตรวจสอบ 1 ฉบับ 4) แบบประเมิน 1 ฉบับ 5) แบบวิเคราะห์เอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการศึกษา สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนด้านระดับปัญหา โดยรวมอยู่ในระดับ มากทุกด้าน และความต้องการ อยู่ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน ระดับมาก 3 ด้าน2. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ประกอบด้วย 1.ด้านการทำงานเป็นทีม (T : Teamwork) 2.ด้านมุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา(O = Ongoing development ) 3.ด้านเครือข่ายคุณภาพ( N : Network Quality) 4ด้านองค์กรแห่งการเรียนรู้และความสุข ( KH = Knowledge & Happiness) 5.ด้านองค์กรคุณภาพ (O : Organization)6.ด้านความพร้อม( R : Readiness) 7 ด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง(S : Sufficiency Economy) โดยมีความสัมพันธ์กันทั้ง 7 ด้าน3. ผลการศึกษาการทดลองการใช้รูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.48 4. ผลการศึกษา การประเมินความพึงพอใจรูปแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้ TONKHORS MODEL โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.54
ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1ผู้ประเมิน นางนิลุบล ชุมแวงวาปีตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาหน่วยงาน โรงเรียนรัฐประชา 509 อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานีปีที่ประเมิน ปีการศึกษา 2563บทคัดย่อการประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยใช้การประเมินตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ซึ่งเป็นแนวคิดของสติฟเฟลบีม (Stufflebeam) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อประเมินด้านบริบทของโครงการ 2) เพื่อประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการ 3) เพื่อประเมินด้านกระบวนการของโครงการ 4) เพื่อประเมินด้านผลผลิตของโครงการ โดยแบ่งการประเมินเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย 4.1) การประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ 4.2) การวิเคราะห์ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 และการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.3) การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อโครงการ และ 4.4) การประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อโครงการ กลู่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 11 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 8 คน นักเรียนจำนวนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 60 คน ปีการศึกษา 2563 และ ผู้ปกครองนักเรียนของนักเรียนจำนวนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 60 คน รวมทั้งสิ้น 139 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ผลการประเมินโครงการ พบว่า การประเมินโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (µ=4.42, σ=0.69) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มีรายละเอียดดังนี้1. การประเมินด้านบริบทของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ=4.24, σ=0.64) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด2. การประเมินด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ=4.44, σ=0.69) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด3. การประเมินด้านกระบวนการของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ=4.48, σ=0.74) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการวางแผน (Plan) รองลงมาคือ ด้านการดำเนินงาน (Do) ด้านการปรับปรุง (Action) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการตรวจสอบ (Check) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด4. การประเมินด้านผลผลิตของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ประกอบด้วย 5 ด้าน ประกอบด้วย4.1 การประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ โครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ตามความคิดเห็นของ ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านผลผลิต โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (µ=4.51, σ=0.69) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด4.2 การวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 พบว่า โดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.30 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด และ ผลการเปรียบเทียบผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2563 ระหว่างคะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียนกับค่าเฉลี่ยระดับประเทศ พบว่า โดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยมากกว่าระดับประเทศ ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด และการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 4.35 ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน4.3 การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ=4.44, σ=0.76) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด4.4 การประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนต่อโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนรัฐประชา 509 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (µ=4.45, σ=0.75) ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนด
คำสำคัญ : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดกิจกรรม ความพึงพอใจ สมรรถนะหลักการรวมพลังทำงานเป็นทีม
ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ผู้วิจัย นายพิฆเนศวร์ บุระมาศตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษหน่วยงาน โรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีปี พ.ศ. 2565บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 3) ทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ประเมินผลรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 44 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสำรวจวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน 2) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 4) แบบประเมินการปฏิบัติงาน 5) แบบทดสอบวัดมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 6) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test แบบ Dependent Sample และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานพบว่า นักเรียนมีความสนใจในการจัดการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ ตามรูปแบบที่ได้สร้างขึ้น เนื่องจากนักเรียนต้องการศึกษาด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผู้เชี่ยวชาญการสอนวิชาฟิสิกส์เห็นด้วยกับรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่จะนำมาพัฒนาศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหานักเรียนไม่สนใจในการเรียน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ2. ผลการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้รูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีชื่อเรียกว่า “RSRSAA Model” โดยรูปแบบมี 8 องค์ประกอบคือ หลักการ วัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และสิ่งสนับสนุน สำหรับกระบวนการจัดกิจกรรมรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นตรวจสอบความรู้เดิม (Reviewing knowledge : R) 2) ขั้นกระตุ้นจูงใจ (Stimulating : S) 3) ขั้นปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ (Restructuring of concepts : R) 4) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Sharing : S) 5) ขั้นนำมโนทัศน์ไปใช้ (Applying of ideas : A) 6) ขั้นการประเมิน (Assesmenting : A) การวัดและประเมินผล 2 ด้าน คือ ด้านมโนทัศน์ทางฟิสิกส์ และด้านความสามารถในการคิดแก้ปัญหา 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียน ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติกิจกรรมเป็นอย่างดี 4. ผลการประเมินรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์และความสามารถ ในการคิดแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า 1) ผลการเรียนรู้ด้านความเข้าใจมโนทัศน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการเรียนรู้ด้านความสามารถในการคิดแก้ปัญหา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ อยู่ในระดับมาก
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 7 ขั้น (7E)ผู้วิจัย นายพิฆเนศวร์ บุระมาศตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษสถานศึกษา โรงเรียนพิบูลมังสาหาร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานีปี พ.ศ. 2565บทคัดย่อการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบแผนการวิจัย Pre -Experimental Designs แบบหนึ่งกลุ่มสอบก่อนสอบหลัง One Group Pretest-Posttest Design มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อตรวจสอบค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 5/7 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 42 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) 2) คู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้เชิงรุก 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะ หาความรู้ 7 ขั้น (7E) การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติ ร้อยละ (% ) ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t–test) แบบ Dependent Sampleผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) เท่ากับ 81.05/81.55 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) เท่ากับ 0.6781 เพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 67.81 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้วยชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการเรียนรู้เชิงรุก วิชาฟิสิกส์ เรื่อง แสงเชิงรังสี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) โดยรวมอยู่ในระดับมาก