โรคหอบหืด หรือโรคหืด   เป็นผลจากการหดตัว หรือตีบตันของกล้ามเนื้อ รอบหลอดลมช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้หายใจขัด และอากาศเข้าสู่ปอดน้อยลงปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลมคือ
               1)
การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม
               2)
การบวมอักเสบของเยื้อบุภายในหลอดลม
               3)
เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม   การอักเสบของเยื้อบุหลอดลมส่วนใหญ่มักเป็นแบบเรื้อรัง เกิดเนื่องจากหลอดลมมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ อย่างรุนแรงมากกว่าปกติซึ่งการอักเสบนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำเริบเป็นช่วงๆ  ผู้ป่วยโรคหืดบางรายอาจมีอาการน้อย แต่บางรายอาจเป็นมากจนอันตรายถึงชีวิตได้               ภาวะที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ตัวอย่างภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลมภาวะติดเชื้อโพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสียกลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้สีสารสี สารเคมีต่างๆ และภาวะเครียด
 
2 ใน 3 ของผู้ป่วยเด็ก ที่เป็นโรคหอบหืด จะมีภาวะภูมิแพ้ด้วยแต่ในผู้ใหญ่ส่วนมากจะไม่มีภาวะภูมิแพ้ผลจากการประเมินอุบัติการณ์ของโรคหอบหืด

โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) พบว่าผู้ป่วยโรคหืดมีอยู่ประมาณ 10-13% ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ป่วยโรคหืด ประมาณ 100-150 ล้านรายและมีจำนวนผู้เสียชีวิตประมาณ 50,000 รายต่อปีโดยมีแนวโน้มว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหอบหืด จะเพิ่มขึ้นทั่วโลกด้วย
              
การวินิจฉัยโรคหอบหืด ในเด็กทั่วไปแล้วจะยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยอาจไม่มีอาการหอบหืด หรือหายใจขัด แต่มีอาการไอเป็นชุดๆมากับหวัดเรื้อรังที่กำเริบเป็นระยะ บางที่อาจไอจนอาเจียนส่วนมากเกิดขึ้นเวลากลางคืน ส่วนใหญ่ประวัติการเจ็บป่วยของเด็ก จะไม่ค่อยสมบรูณ์เพราะข้อมูลได้มาจากแม่เด็ก พี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน หรือตัวเด็กเอง อาการสำคัญคือ ไอตอนเช้า กลางคืนตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูกน้ำมูกไหลร่วมด้วย ในเด็กเล็กที่หอบอาจมีสาเหตุอื่น ที่ไม่ใชโรคหอบหืด เช่นโรคหัวใจโรคติดเชื้อในปอด สารแปลกปลอม ถั่ว ข้าวโพด ติดในหลอดลมหรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด
              
การติดเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุที่ทำให้ โรคหอบหืดกำเริบ ส่วนใหญ่ของเชื้อไวรัส ติดมาจากโรงเรียนหรือที่ชุมชน เด็กจำนวนมากที่แพ้สารต่างๆ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ และอื่นๆจำเป็นที่จะต้องตรวจให้แน่นอน และชัดเจนว่ามีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยหรือไม่ การรักษาโรคหอบหืดจะต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน
              
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุผู้ป่วย และภาวะที่เกิดร่วมกับโรคหอบหืด เช่นภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยทั่วๆ ไปแนวทางรักษาที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมีอยู่ 4 ข้อ ดังนี้
1.
แนะนำให้ใช้การตรวจสอบ สมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรคและเพื่อติดตามวัดผลการรักษา
2.
การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบหรือป้องกันการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ร่วมกับการใช้ยาเพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว
3.
การควบคุมภาวะแวดล้อมต่างๆโดยเฉพาะในผู้ป่วย ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมกัน รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้
4.
ต้องให้ความรู้ผู้ป่วย และครอบครัวเกี่ยวกับโรคหอบหืด และการปฎิบัติตน เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกายและวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง
              
การรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคหอบหืด ผู้ป่วยส่วนใหญ่หรือแพทย์ส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดสำคัญนี้ ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย ผู้ป่วยก็ว่าไม่หายซักที หมอก็ว่าผู้ป่วยไม่รู้เรื่องไม่ทำตามที่เนะนำผลการรักษาที่ควรเกิดขึ้นมีดังนี้
               -
สมรรถภาพปอดดีขึ้น
               -
ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติหรือเกือบปกติ
                 
รวมทั้งการออกกำลังกาย
               -
อาการเรื้อรังที่น่าเบื่อหน่าย สำหรับผู้ป่วยสิ้นสลายไป เช่นอาการไอ
                
หายใจขัด แน่นหน้าอก
               -
ป้องกันการกำเริบของโรคได้
               -
ผลข้างเคียงจากยาควรจะไม่มีหรือมีน้อยที่สุด               ความเข้าใจที่สำคัญมาก คือ การอักเสบของเยื่อบุหลอดลมในโรคหอบหืดนี้เป็นการอักเสบอย่างเรื้อรัง และต่อเนื่องที่กำเริบได้เป็นระยะแม้เวลาที่คนไข้รู้สึกดีไม่มีอาการไอ หรือหอบภาวะการอักเสบนี้ยังคงอยู่ตลอดเวลายาหลักที่ใช้ในการรักษา
               1.
ยาต้านการอักเสบ
              
ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ในการรักษาโรคหอบหืด สำหรับผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ยานี้มีทั้งรูปแบบยาเม็ด สำหรับรับประทาน , ยาฉีด และรูปแบบพ่นเข้าหลอดลมโดยตรงยาในรูปแบบพ่นถือได้ว่า เป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ของผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรังและมีความปลอดภัยสูง เพราะปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายน้อยซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียง รุนแรงใดๆ จากการใช้ยากลุ่มนี้ส่วนยาในรูปแบบรับประทาน จะใช้เมื่อมีอาการกำเริบรุนแรง หรือไม่สามารถพ่นยาได้และจะใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจพบผลข้างเคียงขึ้นได้ เช่น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูงตาเป็นต้อ กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบวมตามที่ต่างๆ ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานและฉีด ไม่ใช่เป็นยาที่ใช้อย่างต่อเนื่อง               2. ยาขยายหลอดลม
              
ยาประเภทนี้จะช่วยขยายหรือคลายกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว
               2.1
ยากลุ่มเบต้าอะโกนิส: ที่ใช้แพร่หลายคือ ยาพ่น แบบน้ำและแบบผง อีกทั้งยังเป็นยาเม็ดและยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊มยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพ ในการขยายหลอดลมสูง ยาพ่นนิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของโรคหอบหืด , ยาสูดพ่นเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
               2.2
ยากลุ่มแซนทีน:ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลมสำหรับใช้ในผู้ป่วยหอบหืดเรื้อรังบางกลุ่ม ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีด ยาน้ำและยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา และออกฤทธิ์นาน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทานผลข้างเคียงพบได้น้อย               3. ยาพ่นที่เป็นยาผสมระหว่างยาสเตียรอยด์ และยาขยายหลอดลมชนิดที่มีฤทธิ์คงอยู่นานอยู่ในหลอดเดียวกัน
              
เป็นยาที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้สะดวกในการใช้ มีฤทธิ์ต้าน และลดการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม พร้อมกับขยายหลอดลมไปในเวลาเดียวกัน ยาแต่ละชนิดที่ผสมกันอยู่ยังมีฤทธิ์เสริมกันอีกด้วย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ ก่อนใช้ยากลุ่มนี้               4. ยาอื่นๆเช่น ยาแก้ไอ ขับเสมหะ หรือยาที่เรียกว่า ยาเสริมภูมิ(คีโตติเฟน)ไม่มีผลโดยตรงต่อการต้านการอักเสบของหลอดลม และไม่ใช่ยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืด

 

ประชาสัมพันธ์โดย  สุทธิพร  วรบรรณากร  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ  โรงพยาบาลเต่างอย