ที่แล้วมาหลายต่อหลายปีนั้นยังไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษจริงๆเลย

           ธรรมชาติของภาษาไทยและคนไทยที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต  กล่าวได้ว่าอยู่ในวัฒนธรรมมุขปาฐะมาโดยตลอด  นั่นคือ เรียนและรู้ภาษาด้วยการฟังเสียง พูดตาม  และจำเป็นคำๆ สะสมไว้เรื่อยๆ จนแต่ละคนมีปทานุกรมส่วนตัวไว้ในหน่วยความจำในสมองมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล  การที่เรามีตัวหนังสือใช้มานานกว่าเจ็ดร้อยปี  ไม่ได้แก้ไขธรรมชาติที่กล่าวมาสักเท่าไร  เวลาอ่าน เราก็ยังอ่านผิดๆถูกๆ เหมือนเด็กชั้นประถมกันอยู่   เวลาเขียนเราก็เขียนผิดตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วรรณยุกต์ ซึ่งมีสาเหตุจากการกำหนดให้วรรณยุกต์เปลี่ยนเสียงได้ เมื่อใช้อักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ (ไม่รู้ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ เช่น อักษร ก กับ ค ซึ่งผมฟังอย่างไรเสียงมันก็ไม่ได้สูงหรือต่ำกว่ากันเลย)  แต่คนไทยจำเก่ง  และจำเสียงวรรณยุกต์ได้แม่นยำ (มิฉะนั้นจะแยกไม่ออกว่า  มา  ม้า  และ หมา คือ สามคำที่ต่างกัน) ดังนั้น  บางคำต่อให้เขียนผิดอย่างไร  คนไทยก็อ่านได้อย่างเดียวเท่านั้น  เช่น คำทับศัพท์จากคำว่า lock ในภาษาอังกฤษ    จะเขียน ล็อค  ล็อก ล้อก หรือ ล๊อก เราก็ออกเลียงตรงกันหมดทุกวิธีเขียน  เมื่อเป็นอย่างนี้ จะเดือดร้อนไปทำไมกับการเขียน   ออกเสียงถูก สื่อสารได้ก็น่าจะพอแล้ว

          ท้ายย่อหน้าข้างบนนี้ เหมือนจะบอกว่าตัวหนังสือที่มีอายุมากกว่าเจ็ดร้อยปีไม่สำคัญเลย  สำคัญครับ สำคัญมากสำหรับคนส่วนน้อยสองกลุ่ม คือ ชาววัง กับ ชาววัด  เพราะคนสองกลุ่มนี้ คือรุ่นบุกเบิกแห่งการสร้างและใช้ตัวหนังสือไทย คือบรรพชนแห่งนักอักษรศาสตร์ไทย (ซึ่งยังคงเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน)   คนเหล่านี้ มีส่วนสำคัญในการสร้างมาตรฐานของภาษาไทย  ทำให้อาจารย์ภาษาไทยมีความสำคัญมากขึ้น ในฐานะที่ทำให้คนในวัฒนธรรมมุขปาฐะจำนวนมากปวดหัวตัวร้อนในห้องสอบบ่อยๆ เพราะพวกหลังนี้เรียนด้วยการฟังมากกว่าการอ่านและเขียนจนเคยตัวและจนน่าจะเป็นพันธุกรรมไปแล้ว

         ด้วยธรรมชาติดังกล่าว ผมจึงขอสรุปวิธีเรียนภาษาอังกฤษของคนไทยจำนวนไม่น้อยเป็นดังนี้

๑.     เราเรียนคำอังกฤษเป็นคำๆ เพื่อเอามาเป็นคำทับศัพท์ หรือ จับบวชเป็นคำไทย แล้วใช้ในบริบทไทยๆ เท่านั้น

๒.     พอจะต้องเรียนมากกว่าข้อแรก  เราก็จะเรียนเพื่อแปลเป็นไทยทันที  เพื่อว่าหลังจากนั้นจะได้ใช้แต่ภาษาไทยตลอดไป  ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลยก็ช่างมันฉันไม่แคร์ (ในบัณฑิตวิทยาลัย บางคนก็เรียนด้วยวิธีนี้อยู่)

๓.     ภาษาไทยไม่มีไวยากรณ์ เป็นเหตุให้คนไทยแทบไม่มีความคิดรวบยอดกับเรื่องนี้  พอไปเจอไวยากรณ์อังกฤษที่โถมมาหาราวกับสึนามิ  ก็เลยเป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง  ต้องฝืนใจเรียนแบบข้อสองเพื่อสอบให้ได้ก็พอแล้ว

        ส่วนใหญ่เราเรียนกันแค่นี้  ถึงผ่านมาได้ก็ยังใช้งานไม่ได้ เพราะรู้ตัวดีว่า ที่แล้วมาหลายต่อหลายปีนั้นยังไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษจริงๆ เลย

        ในอดีต  เราสอนและเรียนสิ่งที่มีชื่อว่าวิชาภาษาอังกฤษกันอย่างนี้เป็นส่วนมาก  และครูอังกฤษจำนวนหนึ่งก็ถูกผลิตมาอย่างนี้ แม้ปัจจุบันนี้ สถานการณ์เช่นนี้ก็ยังไม่หมดไปจากวงการศึกษาของเรา  เพราะเรายังสามารถพูดในแง่บวกได้อยู่ว่า นี่คือความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมของเรา

         แต่ละข้อข้างต้นนี้  สามารถอภิปรายต่อได้อีกยืดยาว และสามารถดึงเหตุปัจจัยด้านอื่นๆมาเกี่ยวข้องได้อีกมากมาย