การบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพดี

 เนื้อสัตว์ มีสารอาหารโปรตีนที่ร่างกายได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะช่วงวัยกำลังเจริญเติบโต แต่การนำมาปรุงเป็นอาหารแต่ละอย่างก็ต้องระวังควรทำให้ถูกวิธีจะได้ไม่เกิดโรคได้ภายหลัง แต่ก็ยากที่จะรู้ได้ทุกคนทั้งหมดในทุกท้องถิ่นในแต่ละครอบครัว ผู้เจ็บป่วยเนื่องจากอาหารเป็นเหตุก็มากขึ้นทุกวัน

 นำข้อมูลจากการได้อ่านพบ ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์เห็นว่ามีประโยชน์ในการนำเนื้อสัตว์มาเป็นอาหาร ซึ่งผู้เขียนคอลัมน์หลากเรื่องราวนี้ได้ขออนุญาตนำมาเผยแพร่จากเว็ปไซต์กรมปศุสัตว์ มีดังนี้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพของร่างกาย  สรุปได้ คือ

1. เนื้อสัตว์เป็นแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนสูง

เป็นโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนะสูง  และถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้เกือบหมด เนื้อสัตว์มีโปรตีนอยู่สูงถึง 20% และมีกรดอะมิโน  lysine  และ  taurine ในปริมาณสูง  เมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนที่ได้จากอาหารอื่น


2. เนื้อสัตว์ประกอบด้วยวิตามินหลายอย่าง

ได้แก่  B1, B6, B12, A, D, E, K และ C โดยเฉพาะวิตามิน C มี อยู่มากในผลิตภัณฑ์เนื้อ เช่น ไส้กรอก  แฮม  เป็นต้น นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์เนื้อกลุ่มหมักเปรี้ยวเช่น แหนม ซาลามี่ ยังมีแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส


3. เนื้อสัตว์ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย 

และมักจะพบอยู่น้อยมากในแหล่งอาหารอื่น ๆ  แต่จะมีมากในเนื้อสัตว์ คือ ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลิเนียม


4. เนื้อสัตว์ที่จะนำมาปรุงอาหาร 

หากต้องการความนุ่มควรเป็นเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบ่มเนื้อ (ageing)  เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อน  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีภายในเนื้อ  ได้แก่  การให้เอนไซม์ในเนื้อมีโอกาสมาย่อยโปรตีนบางส่วน  ทำให้เนื้อสัตว์พ้นสภาวะการหดตัวอย่างถาวรของเส้นใยกล้ามเนื้อ โดยในสุกรควรบ่มเนื้อประมาณ 2 วัน ในโคประมาณ 7-14 วัน เพื่อให้ได้เนื้อที่นุ่มน่ารับประทานมากขึ้น


5. การปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์

ควรมีไขมันเนื้อสัตว์ติดปนอยู่กับชิ้นเนื้อบ้าง เพราะจะทำให้เนื้อนั้นไม่กระด้างเมื่อถูกความร้อนขณะปรุงอาหาร โดยไขมันจะช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการสูญเสียน้ำไปได้โดยง่าย นอกจากนี้ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันติดมาบ้างจะมีกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ที่ไม่ ติดไขมันเลย



6. เนื้อสัตว์จะมีสารพิษตกค้างอยู่น้อยมาก 

เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารประเภทอื่น ๆที่มีโอกาสของการตกค้างของสารพิษสูงกว่าเช่น ผัก ผลไม้ และอาหารทะเล


7. เนื้อสัตว์ที่เลาะเอาไขมันและพังผืดออกแล้ว

จะมีไขมันเป็นองค์ประกอบในปริมาณต่ำคือ มีไขมันเป็นองค์ประกอบเพียง  1 – 2 % เท่านั้น ดังนั้นเนื้อสัตว์ที่แต่งเอาไขมันออกบ้างแล้วจึงเป็นอาหารที่มีองค์ประกอบ ทางโภชนะสูงและให้พลังงานต่ำ


8. การย่างเนื้อไม่ควรมีไขมันหรือคราบเก่าของไขมันจากสัตว์ที่หยดลงบนภาชนะ

ที่ ย่างครั้งก่อน ๆติดทิ้งไว้ หรือปล่อยให้ไขมันสัตว์หยดลงบนถ่านไฟ เนื่องจากควันไฟที่เกิดจากการที่ไขมันสัตว์ถูกเผาไหม้อาจจะมีสารก่อมะเร็ง ดังนั้นถ้าใช้เตาถ่านในการย่างเนื้อก็ควรเคาะถ่านให้หยดไขมันที่ไหม้ไฟหลุดออกไป หรือการป้องกันที่คือ เตาย่างไฟฟ้าแบบที่ให้ความร้อนจากด้านบน  นอกจากนี้การใช้อะลูมิเนียมฟอยล์ปูพื้นเตาไฟฟ้าหรือเตาย่างแบบใช้ก๊าซให้ ความ ร้อน ก็ช่วยป้องกันการเกิดติดค้างของไขมันบนเตาย่างได้เป็นอย่างดี


9. การประกอบอาหารจากผลิตภัณฑ์เนื้อที่มีการเติมเกลือไนไตรต์

เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์  และช่วยให้ผลิตภัณฑ์เนื้อมีสีสันน่ารับประทานมากขึ้นนั้น  ไม่ควรให้ความร้อนสูงผ่านโดยตรงกับผลิตภัณฑ์เช่น วิธีการทอดโดยน้ำมันร้อนจัด  เพราะอาจมีโอกาสเกิดสารไนโตรซามีน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย จึงไม่ควรใช้เวลาในการทอดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนานเกินควร หรือใช้ความร้อนสูงเกินความจำเป็นในการทำให้สุก วิธีการที่เหมาะสมในการทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวร้อนควรใช้การลวกในน้ำร้อน หรือโดยการนึ่ง


10. เนื้อแช่เยือกแข็ง ( frozen  meat) 

หากผ่านการทำให้ละลายที่ถูกวิธีจะรักษาคุณภาพคงเดิมไว้ได้ตามปกติการเก็บ รักษาเนื้อสัตว์โดยวิธีการแช่แข็ง (-18 ถึง-30 องศาเซลเซียส) จะช่วยให้สามารถเก็บรักษาเนื้อไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมคุณภาพ และหากนำเนื้อสัตว์แช่แข็งมาทำการละลาย (thawing) อย่างถูกวิธีจะไม่ทำให้คุณค่าทางโภชนะของเนื้อสัตว์นั้นลดลงไป แต่ถ้านำไปละลายโดยไม่ถูกวิธี 

เมื่อนำเนื้อสัตว์นั้นไปประกอบอาหารจะทำให้คุณค่าทางโภชนะ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนลดลงได้ เนื้อที่ผ่านกระบวนการแช่แข็งอย่างรวดเร็ว (quick  frozen) สามารถนำมาทำให้ละลายอย่างรวดเร็วได้ โดยการนำเนื้อที่ได้ดังกล่าวใส่ในถุงพลาสติกที่ปิดสนิทแล้วแช่ในน้ำอุ่น  แต่ถ้าเนื้อที่ผ่านการแช่แข็งแบบธรรมดา ควรนำมาทำให้ละลายอย่างช้า ๆ โดยการนำไปใส่ภาชนะแล้ววางไว้ในตู้เย็นซึ่งจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน

หากต้องการให้ละลายเร็ว ก็ควรนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง แต่ทั้งนี้ต้องระวังการปนเปื้อนจุลินทรีย์ด้วย ซึ่งจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าอุณหภูมิในเนื้อนั้นเพิ่มขึ้น ส่วนเนื้อแช่แข็งที่ผ่านการละลายแล้วไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งอีก เนื่องจากคุณค่าทางโภชนะได้ลดลง และเนื้อได้มีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในระหว่างการละลายน้ำแข็ง




(ขอบคุณ  “การบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อสุขภาพ” จากหนังสือพืมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ หลากเรื่องราว )

ความเสี่ยงของร่างกายที่จะได้รับสิ่งที่ไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้นได้โดยไม่รู้ตัวนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจากอาหารที่เรากินวันละหลายอย่าง หรือสิ่งอื่นๆรอบตัวเรา การรับทราบการเตือนการบอกเล่าเพื่อระวังป้องกันก็เป็นสิ่งที่ดี หากปฏิบัติได้เราก็ควรทำเพื่อป้องกันได้ระดับหนึงหรืออย่างหนึ่งก็ยังดีกว่าเราไม่ระวังเลย 

ด้วยความปรารถนาดี   กานดา แสนมณี