เริ่มที่พ่อ ก่อที่แม่ แก้ไขที่คุณครู ดูแลด้วยกรมประชาสัมพันธ์... (1/2)




พ่อแม่เป็นผู้ประเสริฐนะ ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะรักเราเมตตาเราเท่ากับคุณพ่อคุณแม่

แม่คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา คนเราถ้าได้ระลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ใจมันมีความสุข  พ่อแม่ท่านจึงเปรียบว่าเหมือนพระอรหันต์ของลูก เป็นผู้ที่มีแต่ให้แล้วก็ให้…”

พ่อแม่เป็นผู้ที่ให้ทั้งร่างกาย ให้ทั้งจิตใจ ให้ความอบอุ่นความดีทั้งหลายทั้งปวง  เป็นเด็กก็ยังให้ โตมาแล้วก็ยังให้ ให้โดยไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือความรักของพ่อของแม่

ท่านจึงเปรียบว่าพ่อแม่นี้เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพรหม คือผู้ที่มีเมตตา มีความกรุณา มุทิตา อุเบกขากับลูก ๆ ทุกคน เป็นพรหมสี่หน้าที่คอยเมตตาพวกเรา เป็นเทวดาของบุตร เทวดานี้คือผู้ที่อวยชัยอวยพร นำในสิ่งที่เจริญ นำในสิ่งที่มีความสุขมาให้และปกป้องคุ้มครองภัยให้ลูก ๆ

ฉะนั้นพ่อแม่จึงเหมือนเทวดา...

ตอนเด็ก ๆ ตอนเล็ก ๆ พ่อแม่ท่านก็ดูแลเรา ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ทะนุถนอมปกป้อง  บางคนรักจนไม่อยากให้ทำอะไร กลัวนิ้วจะเสีย กลัวผิวจะเสีย คุ้มครองในเวลาเด็ก โตขึ้นมาแล้ว  ก็ยังคุ้มครองรักษา ความรักที่ยิ่งใหญ่ท่านจึงเปรียบเสมือนเทวดา...”

แม่ท่านจึงยกตำแหน่งอันสูงสุดว่าเป็นผู้ที่มีแต่ให้...

ถ้าเปรียบอยู่กับน้ำท่านก็เรียกว่าแม่น้ำ เป็นผู้สงบเป็นผู้ร่มเย็น เป็นแม่น้ำที่ชุ่มฉ่ำ ให้ความดี ไปอยู่ในที่ใดก็ยกความยิ่งใหญ่ให้หมด เปรียบเสมือนแผ่นดินมีความสงบนิ่งไม่หวั่นไหว อดทนได้ รับได้ ทนได้ ในสิ่งที่ลูกทำ ในสิ่งที่ลูกคิด ในสิ่งที่ลูกปรารถนา

ถ้าอยู่ในบ้านท่านก็เรียกว่าแม่บ้าน เป็นใหญ่ในบ้าน แม้แต่ในสงครามท่านก็ยังเรียกว่าแม่ทัพ

ดังนั้นคำว่าพ่อคำว่าแม่จึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่จากคุณภาพของจิตใจที่งดงาม เป็นจิตใจที่เปี่ยม  ไปด้วยคุณธรรมด้วยความดี ผู้ที่เมตตาเราจริง ๆ เรารักจริง ๆ ก็คือพ่อคือแม่นี้นะ ดังนั้นพ่อแม่  จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราทุกคน

ชีวิตของเราจะเจริญจะเสื่อมก็อยู่ที่พ่อที่แม่

ภาษิตที่เป็นอมตะท่านจึงบอกไว้ว่า ต้องเริ่มที่พ่อก่อที่แม่” ทุกอย่างต้องอยู่ที่ผู้นำ  พวกเด็ก ๆ เราจะไปโทษเค้าไม่ได้ เพราะว่าเด็กเกิดมาเขาก็ยังไม่ได้เรียนรู้อะไร ผู้นำจึงเป็นเรื่อง  ที่สำคัญ เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรานำไปดีเขาก็จะดีด้วย ถ้าผู้นำไม่ดีเด็กมันก็ไม่ดีด้วย

ทุกอย่างต้องเกิดจากเหตุเกิดจากปัจจัยทั้งนั้น อย่างครอบครัวของเราจะเจริญมั่นคงหรือว่าจะมีความสุขก็อยู่ที่คุณพ่อคุณแม่นะ

หมู่บ้านของเราจะเจริญก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บ้าน ขึ้นอยู่กับผู้บริหารบ้านเมือง ตลอดจนถึงเทศบาล อบต. จะเจริญก้าวหน้าก็ต้องอาศัยผู้นำที่ดี ที่เสียสละ

ดังนั้นความเป็นพ่อเป็นแม่จึงถือว่าเป็นบุญใหญ่เป็นกุศลมาก เพราะว่าถ้าเราเลี้ยงบุตร  เลี้ยงลูกให้ดีเขาก็จะเป็นบุคคลที่ดีที่ประเสริฐ ได้ทั้งบุญได้ทั้งความดี

วันนี้จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐที่คณะกรมประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย  ได้มาประพฤติ ปฏิบัติธรรม สร้างคุณธรรมความดี วันนี้องค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านจึงเมตตาให้พูดธรรมะเรื่อง เริ่มที่พ่อ ก่อที่แม่ แก้ไขที่คุณครู ดูแลด้วยกรมประชาสัมพันธ์...” เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ และน้อมนำเอาธรรมะ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้ประพฤติปฏิบัติ ให้เกิดความสงบความร่มเย็น เราจะได้ประพฤติปฏิบัติตนเองให้มันถูกต้อง...

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมีความทุกข์..? สาเหตุเกิดจาก ๑. ความไม่รู้ ๒. ความประมาท

ความไม่รู้... คนเราไม่รู้จักทุกข์ที่แท้จริง ไม่รู้เหตุดับทุกข์ ไม่รู้ข้อปฏิบัติเรื่องความดับทุกข์  อย่างเด็ก ๆ นี่ ไม่รู้ว่าในอนาคตว่าเราจะมีทุกข์ เพราะความคิดอย่างเด็ก ๆ เป็นเด็กก็คิดได้แต่เรื่องกินเรื่องเล่นตามประสาเด็ก ๆ เขาไม่เข้าใจ ถ้าไม่ได้อาศัยพ่อแม่เป็นแบบพิมพ์ พ่อแม่นี้สำคัญมาก เด็กจะได้ดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่พ่อแม่

เริ่มต้นมันต้องเริ่มที่พ่อก่อที่แม่...

ถ้าเราเลี้ยงลูกผิดพลาดเด็กก็จะเสียอนาคต การเลี้ยงลูกนี่ไม่ใช่ว่าพูดสอนอย่างเดียว  ตัวพ่อแม่ก็ต้องปฏิบัติให้ดู ปฏิบัติเป็นตัวอย่าง

พ่อแม่ต้องพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ ด้วยการกระทำ...

ชีวิตของพ่อแม่จึงเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เพราะเรามองดูแล้วลูกของเรามอบทั้งกายทั้งชีวิต  ให้พ่อแม่ ที่มันจะดีหรือเลว หรือยากจน และมีคุณธรรมมันขึ้นอยู่ที่พ่อแม่

ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ชอบไปโทษเด็ก ไม่ได้มองตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราทุกคนกลับมาประพฤติปฏิบัติตัวเอง กลับมาพัฒนาตัวเอง  ปัญหาต่าง ๆ  ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคตมันอยู่ที่คุณพ่อคุณแม่วางเกมส์ วางการดำเนินชีวิตให้ลูกของตนเอง

การที่เราเป็นคนร่ำรวย ให้ทรัพย์สมบัติแก่ลูกตนเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ายังไม่ประเสริฐ  เท่ากับให้ความดี ให้ปฏิปทา

“ให้ความดี ให้ปฏิปทา...”

ถ้าคนเรามีปัญญา มีปฏิปทาที่ดีที่ประเสริฐ ทรัพย์สมบัติภายนอกมันหาได้ เพราะปัญญา  มันประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง

พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาตรัสว่า “อะเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑิตา นันจะเสวะนา”  สิ่งที่เป็นมงคลก็คือการคบบัณฑิต เพราะบัณฑิตจะพาเราทำแต่ความดี

พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต...?  

และพระองค์ทรงตรัสเฉลยว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตคือการได้คบได้สมาคมกับคนดี

คนที่เราพบและคลุกคลีมากที่สุดก็คือ “พ่อกับแม่เรา” พ่อแม่ถึงเป็นคนสำคัญของชีวิต  “ถ้าพ่อแม่ดีลูกก็จะได้ดีเป็นคนดี...”

การเลี้ยงลูกนี้เราไม่ได้เลี้ยงเฉพาะทางร่างกายนะ เราต้องเลี้ยงทางคำพูด กิริยา การกระทำ...

ลูกที่เกิดมามันก็เหมือนพ่อแม่ เลือดกรุ๊ปเดียวกับพ่อแม่ บางทีมันก็เดินเหมือนพ่อแม่  พูดเหมือนพ่อแม่ พยายามถอดแบบมาจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ขยันลูกมันก็ขยัน ถ้าพ่อแม่ขี้เกียจ  ลูกมันก็ขี้เกียจ ถ้าพ่อแม่พูดจาใช้สำนวนไม่สุภาพ มันก็พูดตาม พ่อแม่เถียงกันเก่ง ทะเลาะกันเก่ง  ลูกมันก็เอาตัวอย่าง ถ้าพ่อแม่ดื่มเหล้าเล่นการพนัน ลูกมันก็ทำตาม ถ้าพ่อแม่เจ้าชู้ ลูกมันก็เจ้าชู้

กรรมคือการกระทำ...

มันจะเป็นมรดกตกทอดถึงลูกของเรา มันทำตามพ่อแม่มันหมด พ่อแม่ไม่มีศีลไม่มีธรรม  ลูกมันก็ไม่มีศีลไม่มีธรรม มันทำตามหมด พ่อแม่ยากจนลูกมันก็ยากจน “ไม่ว่าคนหรือสัตว์  ล้วนแต่ทำตามผู้นำ ทำตามแบบตามพิมพ์ แบบพิมพ์ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ยกตัวอย่างเช่น มีนกแขกเต้าครอบครัวหนึ่งทำรังอยู่ฝั่งแม่น้ำ พายุใหญ่มาพัดเอารังไป  เผอิญลูกเล็ก ๆ อยู่ ยังบินไม่ได้ ส่วนพ่อแม่ก็บินหนีไป ตัวหนึ่งก็พัดไปตกที่อาศรมของฤๅษี  ที่บำเพ็ญเพียรอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ อีกตัวหนึ่งก็พัดไปตกที่อาศัยของโจร

 แต่ละตัวต่างอยู่คนละที่การเลี้ยงดูมันก็คนละอย่าง ฤๅษีก็หาผลไม้มามาเลี้ยง ฤๅษีก็ทำวัตร  สวดมนต์ สอนให้พูดดี พูดเพราะ พูดสุภาพ ตัวที่ไปอยู่กับฝูงโจร โจรมันก็เลี้ยงอย่างโจร  พูดอย่างโจร “ฆ่ามัน ๆ ๆ...”

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ ให้ทุกคนทุกท่านเข้าใจว่าทุกอย่าง “เริ่มที่พ่อก่อที่แม่”  เราสงสารลูกเราที่มันจะทุกข์ยาก ที่มันจะลำบาก ที่มันจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร

การเลี้ยงลูกถือว่าเป็นอาชีพที่ได้บุญได้กุศลมากที่สุดในโลกนะ ถ้าเราเลี้ยงให้เขา  มีคุณธรรม เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เป็นประโยชน์ต่อสังคม...

อย่างพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งเกิดมามีประโยชน์มาก พระอรหันต์เกิดมาองค์หนึ่ง  ก็มีประโยชน์มาก  ถ้าลูกของเราเกิดมาเป็นคนดี เป็นพระอริยเจ้า มันมีประโยชน์มาก

ด้วยเหตุ ด้วยปัจจัยนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เรารู้จักทุกข์ที่จะเกิดในอนาคต ให้รู้ข้อปฏิบัติ  ถึงความดับทุกข์ “อย่าได้ประมาท อย่าได้มักง่าย อย่ามองข้ามสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อย่าละทิ้งภาระหน้าที่ที่ดีนี้ไป”

ผู้จะเลี้ยงลูกต้องเลี้ยงให้ถูกต้องตามวิธี...

ทุกวันนี้เศรษฐกิจมันรัดตัวรัดกุม ต้องทำงานทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่เหมือนสมัยโบราณ พ่อแม่สมัยนี้  ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงลูก ลูกจึงได้ต้องอยู่กับคุณตาคุณยาย หรือคนรับใช้ คุณตาคุณยายก็รักหลาน  หลงหลาน ตามใจหลาน กลัวหลานจะไม่รักตัวเอง ไม่ติดตัวเอง เลยปล่อยตามใจทุกอย่าง  “พ่อแม่กลัวลูกจะไม่รักก็อัดด้วยเงิน ด้วยสตางค์ อัดด้วยวัตถุ ไม่ได้บอกไม่ได้สอนไม่ได้เป็นตัวอย่างกันเลย...”

นอกจากนั้นบางคนที่เศรษฐกิจพอจะไปได้ ก็พยายามที่จะให้ลูกเป็นคนเก่ง เป็นคนฉลาด  โดยให้เรียนพิเศษ เพื่อจะได้เป็นคนเก่งคนฉลาด ต้องการให้ลูกได้ดีในอนาคต แต่ไม่ให้ปัญญา  ให้คุณธรรม

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาบอกสอนวิธีเลี้ยงลูกนะ...

เมื่อลูกของเราอยู่ในท้องจนถึง ๗ ขวบ ท่านให้เลี้ยงอย่างพระราชา ดูแลทั้งกายทั้งใจ  อย่างทะนุถนอม เด็กตัวน้อย ๆ มันรับรู้หมด “เราต้องเลี้ยงทั้งกายทั้งใจ...”

เมื่อเด็กอายุ ๗-๑๕ ขวบ ท่านให้เราเลี้ยงอย่างทาสรับใช้ เราต้องเอาบทใหม่ ต้องเลี้ยงลูกเหมือนกับทาสรับใช้ ต้องบังคับให้ทำงานแล้ว ต้องบังคับให้ทำความดี เวลานี้เป็นเวลาฝึกแล้ว  ต้องบังคับให้อ่านหนังสือ ท่องหนังสือ อันไหนไม่ดีต้องบอกให้เขารู้จักแยกแยะ บังคับการคบเพื่อน กิริยามารยาท เรื่องเล่น เรื่องดื่ม เรื่องกิน เรื่องนอน บังคับให้แปรงฟัน ทำความดีทุกอย่าง  กวาดบ้านถูบ้าน ล้างจาน เราต้องไม่ตามใจลูก เราอย่าใจอ่อน

พ่อแม่ต้องมีความฉลาดเหมือนช่างหม้อที่เขาเอาดินมาทำหม้อดิน เขาเอาดินมาตีทำให้  เป็นหม้อเพื่อความสวยงาม เพื่อให้ได้ตามต้องการ ส่วนไหนไม่ดีก็ตีออก เอาออก เอาแต่ส่วนดี

ถึงเวลาว่าก็ว่า ถึงเวลาชมก็ชม ไม่ใช่ว่าอย่างเดียว เราก็ต้องชม ต้องชมให้เขาทำดี  เราดูเขาฝึกสุนัข ช้าง ม้า วัว ควาย แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เขายังฝึกได้

“แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยฝึกลูกนะ” ปล่อยให้ลูกเป็นไปโดยธรรมชาติเฉย ๆ ลูกที่ฉลาดแหลมคมถือว่ายังมีน้อยอยู่

คนเรามันขี้เกียจขี้คร้าน มันเห็นแก่ตัวมันถึงได้เกิดมา ต้องมาฝึก มาประพฤติปฏิบัติ  ในเวลาที่จะต้องฝึกก็ควรฝึก อย่าได้ปล่อยตามยถากรรม ถ้ามันใหญ่กว่านี้ โตกว่านี้ มันฝึกไม่ได้  มันสายเกินไปแล้ว มันไม่ทันเวลา ไม่ทันเหตุการณ์ เพราะความสุขก็เหมือนยาเสพติดนั่นแหละ  ลูก ๆ เรามันติดสุขติดสบายไปเสียแล้ว ถ้ามันติดแล้วมันจะละได้ยากจริง ๆ

เมื่อเขาอายุได้ ๑๕ ปี ถึงเรียนมหาวิทยาลัย พระพุทธเจ้าท่านให้เราใช้บทบาทใหม่  ท่านให้เลี้ยงลูกอย่างเป็นเพื่อน “ให้เป็นเพื่อนกับลูก...”  

ต้องเอาต้นยอมาปลูกไว้เยอะ ๆ แล้วทีนี้...

เราต้องรู้จักใช้คำพูดดี ๆ พูดเพราะ ๆ พูดกับลูก ชมลูกว่าเก่งอย่างนั้น เก่งอย่างนี้ การใช้จ่าย  ก็รู้จักประหยัด การคบเพื่อนก็รู้จักคบเพื่อนดี ๆ ไม่คบกับเพื่อนขี้เหล้าเมายา เป็นคนขยันมาก ๆ  “ขยันจนกลัวเขาจะสมองแตก” อย่างนี้นะ เราต้องรู้จักวิธีชมลูกของเราให้เกิดกำลังใจ

เราต้องรู้จักใช้วิธี... เราต้องเลี้ยงลูกอย่างเป็นเพื่อน พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราไปบ่น ไปว่า ไปด่า ไปตี เดี๋ยวเขาจะเข้ากับเราไม่ได้ ถ้ามันเข้ากับเราไม่ได้ มันก็จะไปติดเพื่อนข้างนอก

มันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ลูกเราเสียผู้เสียคน มันจะไปติดเหล้าติดยา ไปมีแฟนก่อนวัย  อันสมควร

ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าลูกมันเริ่มโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็กลัวลูกจะไม่ได้ดี ก็เลยทั้งบ่นทั้งว่า คำพูดที่ไม่ดีก็สรรหามาพูดหมด ไอ้นั่น ไอ้นี่ อีนั่น อีนี่ คำพูดแบบนี้ พูดแล้วก็ฟังไม่ได้  มันเผาทั้งตัวเอง เผาทั้งลูกเลยทีนี้

ตอนนี้ถือว่ามันสายเกินไปแล้ว มันผิดพลาดไปแล้ว แต่ก่อนเราคิดว่าเรื่องเล็กน้อย  ทีนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยมันเป็นเรื่องใหญ่ “เมล็ดของต้นไม้ใหญ่มันเล็กนิดเดียว แต่ถ้ามันปลูกหลายปีต้นมันก็ใหญ่ก็โต เราจะไปเอามือถอนมันไม่ได้แล้ว”

ต้นไม้ถ้าเราปลูก ๑๕ ปี มันก็ใหญ่มันก็สูงไม่ต่ำกว่า ๒๐ เมตรแล้ว จิตใจของคนเรา  ก็เหมือนกัน ถ้าเราปล่อยโอกาสปล่อยเวลาโดยการไม่ได้ฝึก “ปัญหาต่าง ๆ ในครอบครัวของเรา  สิ่งต่าง ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นในอนาคต มันเกิดจากสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยนะ”

เมื่อเราเลี้ยงลูกมันผิดพลาดอย่างนี้ ก็อย่าไปโทษลูก อย่าไปโทษสังคม เราทิ้งปัญหาว่าสังคม  ทำให้ลูกเราเสีย ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะเงื้อมมือของเราแท้ ๆ มันเป็นการกระทำของเราเอง  ที่ผิดพลาด

สังคมประเทศชาติส่วนใหญ่ก็ถือว่ายังเลี้ยงลูกไม่ถูกวิธี มันถึงมีความทุกข์ยากกันเป็นส่วนใหญ่

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันเกินที่พ่อแม่จะสอนเรา เกินที่คนอื่นจะสอนเรา พระพุทธเจ้าท่านให้เราสอนตัวเองนะ...

สอนตัวเอง บังคับตัวเอง มาเอาศีล ๕ เป็นที่ตั้ง มาตั้งมั่นในความดี เพราะชีวิตที่มีศีล ๕  เป็นชีวิตที่ประเสริฐ เป็นชีวิตที่ไม่มีเวรไม่มีภัย เป็นชีวิตของพระอริยเจ้า เป็นชีวิตของพระโสดาบัน  ที่อยู่ในบ้าน ในสังคม

“การประพฤติปฏิบัตินี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติที่ตัวเรานะ”

เน้นมาที่กายของเรา วาจาของเรา ที่ความคิดจิตใจของเรา ปฏิบัติที่บ้านของเรา  ที่ทำการทำงานของเรา เราอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติที่นั่น นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม

เราถือว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้เสียสละ มาละความเห็นแก่ตัว เป็นผู้ไม่ตามจิตตามใจ  ของตัวเอง เกิดมาเพื่อประพฤติปฏิบัติตนตามศีล ตามธรรม ตามความถูกต้อง

เราจะมีความสุขเราก็ต้องเป็นผู้เสียสละ ถ้าเราไม่เสียสละ ความทุกข์มันเกิดกับตัวเราแน่

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเอาความสุขจากผู้อื่น แต่ให้เราเป็นผู้ให้ ถ้าเราเป็นผู้ให้ครอบครัวของเราต้องมีความสุขแน่ เพราะเราเป็นผู้ให้

“คนที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้เอานี่แหละ มันทำให้ผู้อื่นเดือนร้อนแน่ละ...!

ลูกเมียภรรยาสามีมีทุกข์แน่ เพราะเราเป็นผู้เอา มันมีนิสัยเป็นผู้เอาตั้งแต่อดีต  ตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ มันเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังเอาจากพ่อจากแม่อีก “พ่อแม่ไม่มีให้  พ่อแม่ยากจน ก็ไปว่าพ่อว่าแม่อีก”

ความคิดอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านให้เราเปลี่ยนแปลงใหม่ เรามีลมหายใจอยู่ เราต้องเปลี่ยนแปลงใหม่

 “เราต้องเป็นผู้ให้” เราให้อะไรบ้าง เราตื่นมาเราเสียสละอะไรบ้างเราต้องคิดอย่างนี้เสมอ

เรามาหยุดทำบาปทำกรรม มาเป็นคนขยัน มาให้ผู้อื่น อย่างน้อยก็เป็นการเมตตาตนเอง

คนทำความเพียร ขยัน อดทน  จัดว่าเป็นคนมีเมตตาต่อตนเอง ถ้าเราไม่ขยันหมั่นเพียร  ไม่เสียสละ ในอนาคตเราต้องทุกข์แน่นอน “เราทำอะไร เราจะได้รับผลกรรมอย่างนั้น...”

บางคนไม่รู้นะว่าตัวเองทำบาปทำกรรม ตัวที่ไม่ขยัน ขี้เกียจ ขี้คร้าน นี่แหละคือตัวกรรม คือการทำบาป...!

เวลามันเป็นของมีค่ามีราคา ให้ทุกคนเข้าใจดี ๆ เข้าใจให้ดี ๆ เราจะไปมัวเพลิน  มัวประมาทไม่ได้ มัวโทรศัพท์หาเพื่อน มัวฟังเพลง เราไปมัวดูหนัง ดูละคร อย่างนั้นไม่ได้

“เราพลาดนิดหน่อยเราก็เป็นผู้แพ้แล้ว...”

เวลานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ การกระทำเป็นสิ่งที่สำคัญ “ความขี้เกียจขี้คร้าน  คือการสร้างหนี้สินให้กับตนเอง” เพราะมันขี้เกียจขี้คร้าน มันถึงต้องเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ร่ำ ไม่รวย ไม่เจริญ ไม่มีคุณธรรม

“เราอย่าไปคิดว่าเราพัฒนาตัวเองเพียงพอแล้ว...”

พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตานะ ท่านเมตตาให้ทุกท่านทุกคนทำความดี ให้กระตือรือร้น  ทำความดี ชีวิตของเรามันจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

เราเป็นคนหัวดีมันยังไม่พอ มันต้องขยัน มันต้องอดทน เสียสละมาก ๆ จนเป็นปฏิปทา  จนขี้เกียจไม่เป็นถึงใช้ได้

“ให้เราอาศัยความดี เราอย่าไปอาศัยคนอื่น...”

ทุกวันนี้เราอาศัยบารมี อาศัยใบบุญของคุณพ่อคุณแม่หรือครูบาอาจารย์ เราต้องอาศัย  ความดี อาศัยการประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราทำความดี ในอนาคตของเรามันสบายทั้งกายทั้งใจ  ในอนาคตมีคนรักเคารพ นับถือบูชา “คนเราเกิดมารูปสวย รูปหล่อ คนอื่นเขารัก ถือว่า  เป็นสิ่งที่ดี แต่มันยังไม่ดียิ่งเท่าที่คนอื่นเคารพบูชาความดีของเรา”

“คนเรานี้ถ้าคนอื่นเขารักเรา เรามีความสุขนะ ถ้าคนอื่นไม่รักเรา เราก็มีความทุกข์มาก”

จะให้คนอื่นรักเราได้อย่างไร ก็เมื่อเราไม่รักตัวเอง...!

เพราะในโลกนี้เขารักเคารพนับถือความดี คนเราหน้าตาดี หน้าตาหล่อ ใหม่ ๆ ทุกคนก็รัก  ก็ยินดี แต่อยู่ ๆ ไปหลายวันปฏิปทาใช้ไม่ได้ เห็นแก่ตัว ขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่มีความรับผิดชอบ  ทุกคนเขาก็ไม่รักนับถือเลย ทีนี้เขาจะมองเราว่าหน้าตาดี หุ่นดี แต่จิตใจใช้ไม่ได้ เป็นยักษ์เป็นมาร “งามแต่รูป แต่ปฏิปทาเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ...!

บุคคลแบบนี้เขาเรียกว่า “เอาตัวเองไม่รอดนะ...”

คนงามมันต้องงามที่ความดี งามที่ปฏิปทา “อย่างที่คนเขารูปไม่งามแต่ปฏิปทาดี ทุกคนทั้งรัก  ทั้งเคารพนับถือ” อย่างนี้นะ...

“เรามีครอบครัว ครอบครัวเราต้องมีความสุข มีความอบอุ่น...”

มันต้องเริ่มจากตัวเรา ถ้าเรามองไปรอบข้างทุกทิศทุกทาง มันก็เห็นตั้งแต่คนไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม อย่างนี้นะ

พระพุทธเจ้าท่านให้เรามองว่าเป็นเรื่องของเขา ใครทำดีเขาก็ได้ดี ให้เราคิดเสียว่า  อย่างเราคนหนึ่งก็ทำให้โลกร่มเย็นเป็นสุข

เราดูตัวอย่าง... อย่างที่พระพุทธเจ้าเกิดมาก็ทำให้โลกร่มเย็น อย่างพระอรหันต์เกิดมา  ก็ทำให้โลกร่มเย็นนะ อย่างเราที่เกิดมาทำความดีก็ทำให้โลกร่มเย็นเหมือนกัน

เขาให้เริ่มที่ตัวเรา... เมื่อตัวเราไม่มีปัญหา ทุกอย่างมันก็ไม่มีปัญหา ทุกคนทำได้ ปฏิบัติได้  ไม่ว่าเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นญาติโยม ก็ปฏิบัติได้เหมือน ๆ กันหมด มันไม่มีอะไรต่างกัน

ปัญหาต่าง ๆ พระพุทธเจ้าท่านให้เรามา “เริ่มที่พ่อ ก่อสิ่งที่ดีที่แม่ แก้ที่คุณครู”

อยู่ในครอบครัวของเรานะ มีคุณพ่อคุณแม่เป็นพรหมลิขิตของลูก ๆ

การสอนลูก คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนไปในทางเดียวกัน ในแนวเดียวกัน อย่าได้ขัดกัน  “พ่อก็สอนไปแนวหนึ่ง แม่ก็สอนไปแนวหนึ่ง ลูกเรามันก็งงเน๊อะ ไม่รู้จะทำตามใคร”

พ่อก็เอาแต่ใจดี พูดดี แม่ก็เอาแต่ว่า แต่ด่า แต่บ่น ยิ่งกว่าพระสวดมนต์เสียอีก

เมื่อใจของเรามีปัญหา เมื่อใจของเราไม่ดี เราก็เอาอารมณ์ไปลงที่ลูกของเราไม่ได้  พ่อแม่ต้องตั้งสติดี ๆ ตั้งสมาธิดี ๆ ให้มีจิตใจที่สงบ อย่าได้ทำอะไรตามอารมณ์

เราอย่าถือว่าเราเป็นคนใหญ่ทำอะไรตามใจ เราเป็นพ่อเป็นแม่ทำอะไรไม่ผิด เพราะเรา  เป็นพ่อเป็นแม่ เราอย่าไปคิดอย่างนั้น มันเป็นอัตตาเป็นตัวเป็นตน

ทุก ๆ คนอยากดีใจ อยากภูมิใจ ที่เห็นพ่อแม่ของตนเองเป็นคนดีมีคุณธรรม

ถ้าพ่อแม่เป็นคนดีมีคุณธรรมมันภูมิใจในการเรียนการศึกษาการทำงานนะ

คุณแม่คุณแม่ให้เป็นผู้ที่รู้จักไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำใจให้มันสงบเป็นปฏิปทาทุกวัน อย่าได้เอาแต่ธุรกิจเอาแต่สังคมอย่างเดียว ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิก็ไม่เป็น

สิ่งที่มันดี ๆ น่ะ ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง อย่าได้อวดได้โชว์แต่สิ่งไม่ดี ดื่มเหล้าทุกวัน เล่นการพนันทุกวัน ทะเลาะวิวาททุกวันเป็นปฏิปทาเลย ผู้ที่เขาเป็นลูกเขาจะมีความภูมิใจในพ่อแม่เขาได้อย่างไร...?

พ่อแม่นี้แหละคือผู้ที่สำคัญ เราไปโทษลูกโทษสังคมมันไม่ได้ ไม่ยุติธรรม สาเหตุต้นเหตุ  มาจากพ่อจากแม่นี่แหละ เราจะเป็นคนพูดดีให้แก่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นไม่ได้ เรานี่แหละเป็นคนทำผิดคนแรกที่สร้างปัญหาให้สังคม ไม่ได้บอกได้สอนลูกปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก

ที่มันมีเรื่องมีปัญหามันไม่ใช่ต้นเหตุ มันปลายเหตุ พ่อแม่นี่แหละทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่จะเกิดความสงบสุขกลายเป็นเรื่องที่ไม่พึงปรารถนานะ ต้องอาศัยคนภายนอกเข้ามาแก้ไขปัญหา มาเคลียร์ปัญหา

เราจะไปโทษคุณครูก็ไม่ได้ เพราะเราเป็นพ่อเป็นแม่ คุณครูเขาก็สอนตามหลักวิชาการ  ของหลักสูตร แต่ต้นเหตุอยู่ที่พ่อที่แม่ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นผู้รู้จักคิดพิจารณา มันถึงจะเกิดประโยชน์ ถ้าเด็กมันสับสนเน๊อะ มันไม่รู้จักทางเดินแก้ปัญหาไม่ได้

ทุกวันนี้เด็ก ๆ ต้องมีหมอจิตแพทย์ เพราะเด็กมันสับสนในชีวิต เพราะพ่อแม่มีปัญหา  ทำให้ลูกมีปัญหา เราเป็นคุณพ่อคุณแม่ เราต้องพัฒนาตนเองนะ

เราอยากให้แต่ลูกเป็นคนดีมีคุณธรรม กตัญญูกตเวที พ่อแม่ต้องเป็นพ่อแม่ที่เป็นแบบอย่าง เพราะการพูดให้ฟังร้อยครั้งพันครั้ง ก็สู้การปฏิบัติให้ดู ให้รู้ ให้เห็นไม่ได้

พ่อแม่คือผู้ประเสริฐคือผู้ให้ความดีของลูก ให้การดำเนินชีวิตของลูก ผู้ที่ให้คุณธรรมของลูก

คนเราได้ยินคำว่า “คุณพ่อคุณแม่” มันมีความสุขนะ

คนเราน่ะ เวลาเจ็บป่วยไม่สบายทั้งกายทั้งใจ มันคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ให้ความสุขแก่เรา เขาถึงมอบตำแหน่งคุณพ่อคุณแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก เป็นพระพรหมของลูก

คนเราอายุใกล้จะตาย  อายุ ๘๐ ปี คนที่เราคิดถึงก็คือคุณพ่อคุณแม่

ทุกท่านทุกคนลองคิดดูดี ๆ ถ้าเราเป็นคนรวย มียศ มีตำแหน่ง ถ้าลูกเราไม่ได้ดีมีคุณธรรม เราจะมีความสุขมั๊ย...?

มันไม่มีความสุข... เพราะการดำเนินชีวิตมันไม่ได้รับความสำเร็จ ครอบครัวเราต้องมีความสุข ครอบครัวของเราต้องมีความอบอุ่น ครอบครัวของเราต้องมีคุณธรรม

การปฏิบัติธรรมก็คือการพัฒนาตนเอง พัฒนาลูกของเรา ไม่ใช่การมาอยู่วัด การมาอยู่วัด  มาบางครั้งบางคราว พัฒนาความบกพร่องของตนเองไม่ให้บกพร่อง ต้องดูตัวเองทำไมเราทะเลาะ  กับภรรยา ทะเลาะกับสามี ทำไมชอบเอาชนะกัน ชนะคนอื่น ไม่ชนะจิตใจของตนเอง ต้องกลับมาดูจิตดูใจของตนเอง พัฒนาตนเอง ปิดรอยรั่วของตัวเองที่มันมีปัญหา

ชีวิตของเราอยู่ที่บ้านที่ครอบครัวที่ทำงานต้องได้รับการแก้ไขการพัฒนาอย่างต่อเนื่องติดต่อกัน ให้ครอบครัวแต่ละครอบครัวมันดีขึ้น ให้มีสวรรค์ในบ้านเรา มีนิพพานในบ้านเรา  เราอย่าไปมองสวรรค์ไกล ๆ โน้น นิพพานไกล ๆ โน้น ชีวิตครอบครัวของเราในความเป็นอยู่  ของเรามันจะได้ดีขึ้น ถ้าไม่อย่างนั้นตัวเรามันเผาตัวเราเอง เผาครอบครัว มันแย่นะ มันยังไม่ตายถูกเผาทั้งเป็นแล้ว

ให้ทุกท่านทุกคนเน้นการปฏิบัติให้มันละเอียดขึ้น

วัน ๆ หนึ่งต้องได้รับการแก้ไขตนเอง ปรับปรุงตนเอง บางคนมันทำความดีมันกลัวเสียฟอร์ม เพราะไม่เคยทำดี ไม่เคยพูดดี ทำแล้วมันอายนะ เพราะไม่เคยกราบพระไหว้พระสวดมนต์  ถ้าทำก็อายลูกอายหลาน มันก็แปลกดี ทำดีกลัวเสียฟอร์ม ฟอร์มที่มันไม่ดีก็กลัวเสีย  สิ่งที่ไม่ดีก็ปล่อยมันเลยละทิ้งมันไป อย่าไปถือฟอร์มที่ไม่ดีไว้ เราต้องมาทำฟอร์มใหม่  ฟอร์มไหว้พระ ฟอร์มสวดมนต์ ฟอร์มรักษาศีล

เอาบ้านของเราเป็นวัดปฏิบัติ เพราะชีวิตจริงของเรามันอยู่ที่บ้านที่ทำงาน ต้องเอาที่นั่น  เป็นวัดปฏิบัติ สร้างเนื้อสร้างตัวสร้างข้อวัตรปฏิบัติ สร้างคุณธรรมให้กับเรายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้ได้

เราคิด ๆ ดู คำนวณดู อันไหนมันดีให้เอาใหม่ปรับปรุงใหม่ คนเรามันอยู่ที่บ้านที่ทำงานนะ นาน ๆ ทีเราถึงได้มาอยู่วัด เราต้องเอาที่ทำงานมาประพฤติปฏิบัติ

พระพุทธเจ้าท่านให้ทุกคนเข้าใจอย่างนี้ ผู้ที่เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ในพุทธกาล  มีเยอะที่อยู่ที่บ้าน เพราะเขาเข้าใจการประพฤติปฏิบัติ วัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำหรือเสาร์ อาทิตย์   ค่อยพากันมาวัด ถือศีลปฏิบัติธรรม ถวายทานตามกาลตามเวลา ทำเหมือนที่เราทำอย่างนี้ถูกแล้ว มีเวลาอันสมควรก็ชวนกันนัดหมายกันมาวัด อย่างนี้แหละ

ครั้งพุทธกาลถึงวันอุโบสถ นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็พาบริวารมารักษาศีลอุโบสถ  เขาหยุดการหยุดงาน เดี๋ยวนี้สังคมเขาเปลี่ยนแปลงวันพระไม่ตรงวันหยุด ให้ถือเอาวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้ ถ้าไม่มีธุระ ไม่มีการนัดหมาย ให้ทำเป็นตัวอย่างให้ลูก ๆ หลาน ๆ ดีกว่าเราไปเที่ยวชายทะเล เที่ยวต่างประเทศ ดูคอนเสิร์ต มันดีกว่า นั่นเป็นอารมณ์ของสวรรค์ ของการเพลิดเพลิน  ไม่ใช่อารมณ์ที่ทำให้อนาคตสดใสยั่งยืนถาวร  เพราะคนเราตายไปเอาอะไรไปไม่ได้นะ  

คนเราแก่ลงทุกวันไม่รู้ตอนกลางวันกลางคืน แต่ว่ามันแก่ สิ่งที่ติดตามตัวเราไปคืออริยทรัพย์ คือบุญกุศลคุณงามความดี เวลาเราตายไปยมบาลไม่ได้ถามว่าท่านเป็นเศรษฐีหรือเปล่า  มียศเป็นนายพลหรือเปล่า เขาไม่ได้ถามอย่างนั้น เขาถามว่าไปเกิดเมืองมนุษย์ทำความดีอะไรบ้าง

ความเพลิดเพลินความประมาททำให้เราเกิดความผิดพลาดในชีวิต

พระพุทธเจ้าท่านเมตตาห่วงเราตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายว่า “สังขารมีความเสื่อมไป  เป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” นี่เป็นโอวาทครั้งสุดท้าย  ก่อนปรินิพพาน

ท่านทั้งหลายใช้ชีวิตด้วยความประมาท ชีวิตมันถึงเป็นอย่างนี้

เราจะประมาทไม่ได้ ชะล่าใจไม่ได้ เราอย่าได้คิดว่าตัวเองไม่ประมาทนะ ถ้าเราติดสุข  ติดสบาย ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่สร้างเหตุสร้างปัจจัย ละความขี้เกียจขี้คร้านละความเห็นแก่ตัวไม่ได้  ถ้าติดสุขติดสบายชื่อว่าเราตั้งอยู่ในความประมาท


หมายเลขบันทึก: 522058เขียนเมื่อ 11 มีนาคม 2013 16:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 มีนาคม 2013 16:44 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี