เคยถามย่าว่าทำไมคนพายเรือขายของเขาต้องเรียกเราด้วย กว่าจะขายหมด วันหนึ่งๆ ไม่เหนื่อยหรือ ย่าบอกว่าเขาไม่เหนื่อยหรอก ร้องแล้วทำให้ขายได้ ขายหมดเร็ว กลับบ้านเร็ว ลองไม่ร้องขายพายเรือไปเรื่อยๆ ซิ พระอาทิตย์ตกดินก็ขายไม่ได้ ลูกหลานอดตายหมด

คุณเคยไปเที่ยวตลาดน้ำไหม ถ้าตอบว่าไม่คงต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะ หาเวลาพักผ่อนบ้าง

ปัจจุบันมีตลาดน้ำเป็นที่รู้จักหลายแห่ง เช่น ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำดอนหวาย หรือ ตลาดน้ำอัมพวา ฯลฯ แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตน ที่ชุมชนท้องถิ่นเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท้่องเที่ยวหารายได้ให้แก่ชาวบ้าน ชุมชน

เดิมดิฉันอาศัยอยู่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สมัยเด็กๆ สภาพบ้านเรือนเป็นบ้านสวนมีผลไม้เยอะแยะ ทั้งทุเรียน มังคุด ละมุด ลำใย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ... มีจริงๆ นะ มีมากกว่านี้ด้วย ที่นั่นมีวัฒนธรรมการไปมาหาสู่กันว่าต้องมีของติดไม้ติดมือไปฝากด้วย เมื่อมีคนมาหาพ่อหรือแม่เขามักจะมีกระจาดผลไม้มาฝากด้วยเสมอ จำได้ว่าเวลาปู่ ย่า ป้า อา ออกจากสวนเข้ามาที่ตัวอำเภอจะ 'กระเดียด' กระจาดมาด้วย ถามว่าได้อะไรมาฝากบ้าง ก็แล้วแต่ว่าริมทางที่เดินผ่านมามีอะไรออกดอกออกผลบ้าง เก็บอันนั้นละมาให้ อย่างน้อยก็ได้กล้วยหวีสองหวี พวกเราเด็กๆ เวลามีคนเอาของมาฝากพ่อแม่ก็จะมีอาการตาลุกโต วนเวียนอย่แถวกระจาดผลไม้ บางทีรอไม่ไหวผลไม้ยังไม่สุกดีก็หยิบกิน พ่อกลัวลูกจะท้องอืดตายต้องวางกฎว่าห้ามกินก่อนได้รับอนุญาต

บ้านย่าอยู่ริมคลองบางม่วง เวลาเด็กๆ ลูกหลานเหลนมารวมกันเยอะๆ ก็จะแก้ผ้ากระโดดน้ำเล่นกัน ดิฉันว่ายน้ำไม่เก่งจึงไม่ชอบกระโดดน้ำ ชอบนั่งเล่นเอาเท้าแช่น้ำที่บันไดศาลาท่าน้ำมากกว่า สักเดี๋ยวเถอะก็จะมีแม่ค้าพายเรือขายก๋วยเตี๋ยว กาแฟ เครื่องดื่มหวานเย็น กับข้าว ขนมหวาน ฯลฯ มาขาย ดิฉันจะคอยตั้งใจฟัง ถ้าเสียงแตรแบบนี้เป็นเสียงเรือก๋วยเตี๋ยว แบบนี้เสียงเรือขนมหวาน แบบนี้เสียงเรือกาแฟ ผัดไทย ฯลฯ ถ้าเราต้องการก็มานั่งรอที่ท่าน้ำ ไม่ต้องการก็เฉยเสีย

แม่ค้า แม่ขาย พ่อค้า อาแปะ เมื่อพายเรือผ่านมาถ้าไม่เห็นเด็กๆ หรือลูกค้ามารอที่ท่าน้ำหน้าบันไดก็จะบีบแตรย้ำถี่ๆ พร้อมร้องบอกว่า

"ก๋วยเดี๋ยว.. กาแฟ.. ผัดไทย.. บัวลอย.. จ้า"

ถ้ายังไม่เห็นลูกค้าอีก คราวนี้ละแม่เรียกชื่อเลย

"ยายแหวว.. วันนี้มีบัวลอยของชอบนะ ชิมหน่อยไหม"
เออ..ใครจะไปทนไหว เคยถามย่าว่าทำไมคนพายเรือขายของเขาต้องเรียกเราด้วย กว่าจะขายหมด วันหนึ่งๆ ไม่เหนื่อยหรือ ย่าบอกว่าเขาไม่เหนื่อยหรอก ร้องแล้วทำให้ขายได้ ขายหมดเร็ว กลับบ้านเร็ว ลองไม่ร้องขายพายเรือไปเรื่อยๆ ซิ พระอาทิตย์ตกดินก็ขายไม่ได้ ลูกหลานอดตายหมด

ก็ใช่ เล่ามาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หนึ่ง ตอนนั้นเดือนตุลาคม โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์เป็นหน่วยราชการที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากรในหน่วยต่างๆ ทุกปี ปีที่ผ่านมาน้าบัวกันแกเกษียณอายุราชการไปเมื่อปลายกันยายน หน่วยสนับสนุน (จัดเตรียมเครื่องมือแพทย์) ได้เด็กหนุ่มมาจัดการเรื่องแลกเครื่องมือทางการแพทย์แทนน้าบัวกัน ท่าทางคล่องแคล่ว แต่สัปดาหฺแรกก็เริ่มมีข้อขัดข้อง

วันหนึ่งเวลาประมาณ 10.00 น. ดิฉันเห็นกล่องเครื่องมือแพทย์ใช้แล้ววางอยู่ที่เคาเตอร์ห้องทำงานพยาบาล ก็รู้สึกแปลกใจ เพราะเลยเวลาที่เจ้าหน้าที่หน่วยสนับสนุนจะนำเครื่องมือสะอาดพร้อมใช้มาเปลี่ยนให้ ทำไมวันนี้ยังมีกล่องเก่าวางอยู่ สอบถามทราบว่ายังไม่มีใครมารับ บางคนว่าเห็นรถมารับ คิดว่ายกไปแล้วด้วยซ้ำ สอบถามไปยังหน่วยสนับสนุนบอกว่าเจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว เห็นพยาบาลนั่งประชุมกันอยู่หลายคน แต่ไม่เห็นใครว่าอะไร คิดว่าไม่เปลี่ยนเครื่องมือ จึงผ่านเลยไป...

ผู้เขียนจึงเล่าให้เจ้าหน้าที่ใหม่ฟังว่า เวลาน้าบัวกันคนเก่ามารับแลกเครื่องมือ แกจะร้องทักทายพูดคุยทุกครั้งไป ไม่เห็นกล่องก็จะร้องถาม พวกเราก็ไม่ได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าของมิตรไมตรีที่น้าบัวกันมีให้มากนัก ต่อเมื่อไม่มีคนร้องทัก จึงเข้าใจว่านั่นคือการสื่อสารให้รู้ว่า

"มารับแลกเครื่องมือแล้ว จะเปลี่ยนกล่องเครื่องมือทางการแพทย์ไหมครับ จะเปลี่ยนก็ยกมา"

พวกเราคุ้นเคยแบบนี้ ขอแบบเดิมได้ไหม อย่าคิดน้อยใจว่าเป็นเพียงแค่หน่วยงานสนับสนุนไม่มีความสำคัญอะไร อุตสาห์เตรียมของเต็มลำเรือ พายเรือมาถึงบันไดหน้าบ้าน ไม่ร้องบอกจะขายได้หรือ

ต้องเปรียบตัวเองเป็นคนพายเรือขายกาแฟ ต้องการขายเพื่อรายได้ เพื่อความอยู่รอด ต้องการเปลี่ยนเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อให้บริการ บริการด้วยหัวใจ ถ้าพยาบาลละเลย ของไม่พอใช้ ผู้ป่วยก็ได้รับบริการที่ไม่ดี

ภาพชินตาตอนนี้คือ เด็กหนุ่ม "เกียรติศักดิ์" เดินส่งยิ้มฟันขาวมาแต่ไกล สื่อสารภาษากาย แปลความได้ว่า

"บริการด้วยหัวใจ จากฝ่ายสนับสนุนครับ"

ที่มา : ปรับปรุงจากเรื่องเล่าชื่อเดียวกันโดยผู้เขียน เผยแพร่ในตลาดนัดความรู้ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ปี 2552

</span></span></span>