กรณี 7 คนไทยถูกจับขึ้นศาลกัมพูชากับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร
บทความทางวิชาการนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลาย หรือบั่นทอน การบริหารงานของรัฐบาลหรือข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐแต่อย่างใด แต่มีเจตนาที่จะให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานของรัฐดังกล่าวได้ตระหนักถึงผลของการกระทำในขณะนี้ ซึ่งมีและอาจมีผลเป็นการกระทำความผิดอาญาต่อแผ่นดินในข้อหาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร การกระทำที่ผู้กระทำคิดไม่ถึง แต่ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว ทำให้ราชอาณาจักรของรัฐไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือทำให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป หรือมีการคบคิดกับบุคคลใด ( ไม่ว่าภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรไทย ) เพื่อกระทำการใดๆอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐไทย ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามป.อาญามาตรา 119 , 120 ,128 และ 129 แล้ว
ไทยและกัมพูชาที่มีอาณาเขตแดนติดต่อเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน รัฐบาลและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสองประเทศจะต้องทราบดีถึงหลักปฏิบัติต่อกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยจะต้องใช้หลักของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ( good neighbourliness ) และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence ) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ประการ ( Five Principles of Peaceful Coexistence ) คือ (1) สองฝ่ายจะต้องเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนซึ่งกันและกัน ( mutual respect for territorial integrity and sovereignty ) ( 2 ) การไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ( non - aggressive ) ( 3 ) ไม่ก้าวก่ายกิจการภายในซึ่งกันและกัน ( non - interference in internal affairs ) ( 4 ) มีผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ( equality and mutual advantage ) และ ( 5 ) การอยู่ร่วมกันเองอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence itself ) [ อันมีที่มาจากคดีพิพาท Sino - Indian Pancha Shiha Agreement of 1954 ]
ไทย และกัมพูชาได้ตระหนักถึงปัญหาเขตแดนที่มีต่อกันหลังจากสงครามในกัมพูชาได้สิ้นสุดลงจึงได้ร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขึ้นในปี 2543 หรือที่เรียกว่า MOU2543 ( โดยไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ) โดยบันทึกดังกล่าวในข้อ 3 ได้ระบุไว้ ให้มีคณะกรรมการบริหารเทคนิคร่วมพิสูจน์ เพื่อทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของหลักเขตแดน 73 หลัก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะกรรมปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน เมื่อปี ค. ศ.1909 และ ค.ศ. 1919 และรายงานผลการพิสูจน์ทราบต่อคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกันพิสูจน์เพื่อพิจารณา แสดงให้เห็นว่า เขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีน ( ไม่ใช่กัมพูชา ) มีหลักเขตแดน 73 หลักอยู่แล้ว และไทยกับกัมพูชาจะใช้หลักเขตแดนเฉพาะ 73 หลัก เป็นแนวทางที่จะนำมาพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อปักปันเขตแดนทางบกกันตามMOU2543 ดังกล่าว แต่เมื่อยังไม่ปรากฏว่ามีการพิสูจน์ทางเทคนิคของที่ตั้งที่แท้จริงของ 73 หลักเขต การกำหนดการปักปันเขตแดนจึงยังมิไม่ได้มีการกระทำกัน ดังนั้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นรัฐบาลทั้งสองประเทศจะต้องปฏิบัติต่อกันเยี่ยงมิตรประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ที่จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ข้อและตาม MOU2543 ดังกล่าว การที่เจ็ดคนไทยได้เข้าไปในพื้นที่ที่เป็นเขตดินแดนที่ยังมีปัญหา เพื่อที่จะเข้าไปตรวจดูหลักเขตและที่ดินซึ่งมีราษฎรมาร้องทุกข์ว่าไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ดินซึ่งมีหนังสือสำคัญที่ได้ออกโดยรัฐไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปีได้ เพราะมีชาวเขมรเข้ามาอยู่ในที่ดินดังกล่าวตั้งแต่ที่มีเขมรอพยพเข้ามาอยู่ในเขตแดนไทยหลายปีมาแล้วแต่ไม่ยอมออกไป อันเป็นการเข้าไปปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ( ตามที่มีข่าว) โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเขตแดนหรือกองกำลังรักษาดินแดนฝ่ายใดได้ห้ามปราบมิให้เข้าไปในสถานที่ดังกล่าวแล้ว รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาจะกล่าวหาว่าคนไทย 7 คนรุกล้ำดินแดน หรือเข้าเมืองกัมพูชาโดยผิดกฎหมายไม่ได้เลย และกัมพูชาจะจับกุมเจ็ดคนไทยเยี่ยงผู้กระทำความผิดไม่ได้เช่นกัน จะตั้งข้อหาเพิ่มเติมภายหลังการจับกุมว่ากระทำการจารกรรมไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อMOU2543 ข้อ 6 ซึ่งได้กำหนดให้ระงับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดจากการตีความ หรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา
เมื่อ 7 คนไทย ถูกจับบริเวณหลักเขตแดน ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นดินแดนของเขตประเทศใด เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทางเทคนิคกันในเรื่องหลักเขตกัน กัมพูชาไม่มีอำนาจที่จะจับกุมคนไทยทั้ง 7 คนได้ (หากไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดซึ่งหน้าอื่น อันเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศกัมพูชาเกิดขึ้นในขณะนั้น ) และจะนำคนไทยทั้ง 7 คนไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชาไม่ได้เลย เพราะศาลที่จะมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีได้จะต้องมีเขตอำนาจศาล ( Territorial Jurisdiction ) เมื่อสถานที่เกิดเหตุเป็นเขตแดนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นเขตแดนประเทศใด ศาลกัมพูชาย่อมไม่มีเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในกรณีรุกล้ำเขตแดนประเทศได้เลย และในกรณีเช่นนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะยอมรับเขตอำนาจศาลของประเทศที่ประชิดพรมแดนกันให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพลเมืองของประเทศตนในเรื่องการรุกล้ำเขตแดนได้ และจะผลักใสพลเมืองของประเทศให้ไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยทางศาลของประเทศนั้นก็ไม่ได้เช่นกัน การไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศ แต่เป็นการที่ประเทศนั้นต้องรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน รัฐไทยและรัฐกัมพูชาต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวด้วยกัน
เจ็ดคนไทยถูกจับกุมขณะเดินเข้าไปในเขตแดนติดต่อระหว่างไทย-กัมพูชา บริเวณหลักเขตที่ 44 - 47 ( ตามข่าว) เพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบที่ดินของราษฎรที่มาร้องทุกข์ เรื่องที่ทำกิน และถูกกองกำลังทหารกัมพูชาจับกุมนำไปกักขังเพื่อขึ้นศาลกัมพูชาที่กรุงพนมเปญ โดยในขณะที่เดินเข้าไปและถูกจับกุมโดยกองกำลังทหารกัมพูชา นั้น กลับไม่พบกองกำลังรักษาดินแดนของไทยเลย และจากข้อร้องทุกข์ของราษฎรที่อ้างว่า ไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ดินที่มีเอกสารสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินเป็นเวลานานแล้ว จึงมีข้อที่น่าสังเกตว่ารัฐไทยได้ยินยอมให้ชาวกัมพูชาเข้ามายึดที่ดินของราษฎรไทยที่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิไปหมดแล้ว โดยไม่ดำเนินการใดๆเพราะมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาล และ ข้าราชการของทั้งสองประเทศหรือไม่ เพราะแทบจะทันทีที่มีข่าวว่าทหารกัมพูชาจับคนไทยนั้น เจ้าหน้าที่รัฐไทยระดับสูง ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการต่างก็ออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนไทยถูกจับในเขตแดนของประเทศกัมพูชา โดยที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้รู้เห็นสถานที่คนไทยถูกจับกุมแต่อย่างใดเลย และจากการออกมายืนยันต่อสาธารณชนดังกล่าว ซึ่งก็มีผลโดยมีข่าวว่ากัมพูชาจะอ้างบุคคลดังกล่าวเป็นพยานในศาลกัมพูชาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีลงโทษคนไทย การออกมาพูดต่อสาธารณะของเจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าคนไทยถูกจับในเขตแดนกัมพูชา โดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางเทคนิคของหลักเขต 73 หลัก เป็นการที่ผู้พูดมีเจตนาประสงค์จะให้พื้นที่ที่คนทั้ง 7 ถูกจับนั้นเป็นเขตดินแดนของกัมพูชา ซึ่งจะต้องกล่าวหาว่า 7 คนไทยได้กระทำความผิด อันเป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการยัดข้อหาให้กับพลเมืองของรัฐไทย และเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริเวณที่ถูกจับนั้นเป็นอาณาเขตประเทศกัมพูชา และเมื่อมีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกันตัว ก็มีการแสดงออกสู่สาธารณะที่จะให้ศาลกัมพูชาพิจารณาพิพากษาคดีโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ขออภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา จึงเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในการยินยอมให้ศาลกัมพูชามีเขตอำนาจศาลเหนือดินแดนที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อปักปันเขตดินแดน โดยยัดเยียดข้อหาให้คนไทยเพื่อให้อำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชามามีอำนาจเหนือพลเมืองและดินแดนของรัฐไทย โดยที่ 7 คนไทยมิได้กระทำความผิดใดๆเพราะจุดที่ถูกจับนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นดินแดนของไทยหรือกัมพูชา
ผู้นำกัมพูชาประกาศกร้าวให้ดำเนินคดีกับ 7 คนไทยที่ศาลกัมพูชา ใครจะก้าวก่ายอำนาจศาลกัมพูชาไม่ได้ เป็นการแสดงออกที่ไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและตามMOU 2543
ผู้นำรัฐไทยทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการที่มีอำนาจทั้งฝ่ายความมั่นคงและต่างประเทศประกาศยอมรับไม่ก้าวก่ายอำนาจศาลของกัมพูชา อันเป็นการที่ไทยยอมสยบให้อำนาจอธิปไตยทางศาลกัมพูชาให้มีอำนาจเหนือพลเมืองรัฐไทยและเหนือดินแดนที่มีการจับกุม คนไทยโดยที่ยังไม่รู้ว่าดินแดนตรงนั้นเป็นของไทยหรือกัมพูชา โดยอ้างว่าคนไทยทั้ง 7 รุกล้ำเขตแดนกัมพูชา
เมื่อเจ็ดคนไทยถูกนำขึ้นศาลกัมพูชาแล้ว ได้มีการตั้งข้อหาเพิ่มเฉพาะนายวีระ สมความคิดและนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ในข้อหากระทำการจารกรรม ( พยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ) การตั้งข้อหาดังกล่าวไม่ได้มีจุดมุ่งหมายมาที่บุคคลทั้งสอง เพราะบุคคลทั้งสองไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นประชาชนซึ่งไม่มีประโยชน์ที่คนทั้งสองจะไปทำการจารกรรมข่าวสารมาให้ตนเอง เพราะไม่มีพลังอำนาจใดๆที่จะไปดำเนินการเพื่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศกัมพูชาได้ แต่การตั้งข้อหาดังกล่าวจึงมีจุดมุ่งหมายมาที่รัฐไทย เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นว่า รัฐไทยนั้นปฏิบัติต่อกัมพูชาอย่างเป็นศัตรูกัน โดยใช้ให้คนไทยไปทำการจารกรรมมาให้รัฐไทย การยอมรับให้ศาลกัมพูชามีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคนไทยในข้อหากระทำการจารกรรมได้ ย่อมจะเป็นผลร้ายต่อรัฐไทยในประชาคมโลกในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
การที่รัฐไทยไม่ได้ดำเนินตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและตามMOU2543 แต่กลับยินยอมให้กองกำลังทหารกัมพูชาจับคนไทย 7 คน ในเขตแดนที่ยังไม่รู้ว่าเป็นของฝ่ายใด ไทยได้แสดงออกให้ประชาคมโลกเห็นว่า คนไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยพยายามหาหลักฐานเพื่อมายืนยันว่า สถานที่จับเป็นเขตแดนกัมพูชา ไทยยอมรับในเขตอำนาจศาลกัมพูชาให้อำนาจอธิปไตยทางศาลกัมพูชามีอำนาจเหนือพลเมืองไทยและเหนือดินแดนที่มีการจับกุมคนไทย ไทยไม่ได้เรียกร้องให้กัมพูชาเคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยแห่งเขตแดนไทย ไทยไม่ได้ดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการรุกรานของชุมชนชาวกัมพูชา จนพลเมืองไทยไร้ที่ทำกิน ต้องเร่ร่อนร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลมาเป็นเวลานานนับสิบปี ทำให้ราษฎรไทย-กัมพูชาไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ราษฎรไทยต้องทิ้งถิ่นที่อยู่เพราะถูกแย่งที่ทำกินไป ไทยไม่ได้ป้องกันสิทธิพลเมืองของรัฐไทยในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการถูกกองกำลังทหารกัมพูชาจับกุม ในขณะเดียวกันรัฐไทยก็เห็นดี เห็นชอบกับการที่กัมพูชาไม่ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ 5 ข้อ และMOU2543 ด้วยเช่นกัน โดยไม่เรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีกับคนไทย 7 คน แต่กลับยินยอมให้นำไปดำเนินคดีที่ศาลและยอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาให้ดำเนินคดีกับพลเมืองไทย เป็นการยัดเยียดอำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชาให้มีเหนือพลเมืองของรัฐไทยและดินแดนไทย โดยที่พลเมืองไทยไม่ได้กระทำความผิดใดๆเพราะยังไม่มีเขตดินแดน ความผิดตามข้อกล่าวหาจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่ากรณีใด ไทยยินยอมให้กับการกระทำของกัมพูชาที่ไม่เคารพในบูรณภาพและอำนาจอธิปไตยในเขตแดนของไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศและMOU 2543 การกระทำในลักษณะดังกล่าวส่อพฤติการณ์ให้เห็นได้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำการเพื่อให้เขตดินแดนของไทยต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ทางเทคนิคเพื่อให้รู้เขตที่แน่นอน และโดยไม่ต้องใช้MOU2543 2543 ด้วยการหันมาใช้คำพิพากษาของศาลกัมพูชาแทน เมื่อศาลกัมพูชาพิพากษา ลงโทษคนไทย คำพิพากษาย่อมผูกพันรัฐไทยเกี่ยวกับเขตดินแดนไปด้วย เพราะไทยได้ยอมรับอำนาจอธิปไตยทางศาลของกัมพูชาให้มีอำนาจเหนือดินแดนรัฐไทย และพลเมืองของไทยไปแล้ว ทั้งMOU2543 กำลังมีปัญหาเนื่องจากประชาชนจำนวนหนึ่งได้เรียกร้องให้ยกเลิกMOU 2543 การกระทำของผู้บริหารรัฐไทยและรัฐกัมพูชาจึงอาจเข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 , 120 , 128 และ 129 ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดแม้อยู่นอกราชอาณาจักรก็มีความผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 (1) การกระทำดังกล่าว ยังอาจเป็นการร่วมกันกระทำความผิดอาญาระหว่างประเทศอีกด้วย เพราะสิทธิของพลเมืองได้รับความคุ้มครองตามกฎบัตรสหประชาชาติและสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว ( ผู้เขียนจะไม่เข้าไปในรายละเอียด)
การกระทำความผิดของผู้มีอำนาจบริหารรัฐและผู้นำกัมพูชาจะไม่เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร จะต้องมีการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและMOU2543 ( ถ้าเห็นว่า MOU2543 ชอบด้วยกฎหมาย ) แต่เมื่อรัฐไทยและกัมพูชาได้ร่วมกันละเมิดต่อMOU2543 โดยไม่ระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและเจรจากันแล้ว ไทยจะต้องประกาศยกเลิกMOU2543โดยพลัน และใช้วิธีทางการฑูตเรียกให้กัมพูชาปฏิบัติหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งในเรื่องการนำปราสาทเขาพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการจับกุมกักขังคนไทยทั้ง 7 คนโดยไม่มีอำนาจการจับกุมและไม่มีเขตอำนาจศาล และขอให้ส่งคนไทย 7 คนกลับประเทศไทยโดยเร็วก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ ( เพราะกัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและMOU2543 มาตั้งแต่ต้น )
ความผิดอาญาเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้มีหน้าที่ต้องกระทำตามกฎหมาย คดีอาญามีอายุความยาวนาน การสูญเสียอำนาจอธิปไตยและเอกราชของราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่เป็นนโยบายของรัฐ และรัฐบาลจะมีนโยบายดังกล่าวไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด MOU2543 เป็นอันตรายต่อผู้มีอำนาจบริหารงานของรัฐอย่างยิ่ง เพราะสามารถนำไปพิสูจน์การกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรได้
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลภาษีอากรกลาง
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000006602
จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
เรื่อง ประเด็นการต่อสู้คดีการตีความคำพิพากษาศาลโลก
กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
อ้างถึง บทความเรื่อง “ประเด็นที่ไทยต้องยกขึ้นให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร” โดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ 7 ก.พ. 56
ตามที่กัมพูชาได้ยื่นคำร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ( คดีปราสาทพระวิหารระหว่างกัมพูชาและไทย ) นั้น ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่เอกสาร “50 ปี 50 ประเด็น ถาม – ตอบกรณีปราสาทพระวิหาร” ทางอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ผู้อ่านทั้งโดยส่วนตัวและสังคมไทยโดยรวมได้ทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปแล้วนั้น
และโดยหนังสือดังกล่าวข้าพเจ้าในฐานะส่วนตัวและผู้อ่านส่วนมากได้เข้าใจถึงแนวทางการต่อสู้คดี และตามแนวทางที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าวนั้น ยังขาดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นสำคัญอีกหลายประเด็น
ข้าพเจ้าขอกราบเรียนด้วยความเคารพเป็นอย่างสูงในการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำในนามของคณะรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลในการใช้อำนาจบริหาร จะต้องทราบได้ว่าการต่อสู้คดี “ ในปัญหาการตีความคำพิพากษาของศาล ” นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลที่จะยึดข้อเท็จจริงหรือแนวทางที่ได้ต่อสู้คดีในการดำเนินคดีเก่าแต่เพียงอย่างเดียวมาโต้แย้งนั้น หาได้ไม่ การต่อสู้ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามแนวทางในคดีเดิม เป็นเพียงประเด็นหนึ่งของการต่อสู้คดีในกรณีที่ให้ศาลตีความคำพิพากษาของศาลเท่านั้น
การต่อสู้คดีในเรื่องการตีความคำพิพากษานั้น จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย อันเป็นข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาดหรือหลงผิดในข้อสำคัญที่ได้ทำให้ความยุติธรรมนั้นเสียไปในการดำเนินคดีนั้น ขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ ข้อโต้แย้งในการตีความคำพิพากษาด้วย เพราะตามคำขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษานั้น ผู้ขอหรือกัมพูชาต้องการจะให้มีการบังคับคดีในเรื่องอาณาเขตในดินแดนของประเทศไทย การตีความคำพิพากษาของศาลโลก จึงมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนกระทบต่อทรัพยากรของประเทศอย่างกว้างขวาง รัฐบาลโดยฝ่ายบริหารจะต้องนำเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศดังกล่าวเพื่อขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 เสียก่อน แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลโลกก็ตาม เพราะมิใช่เป็นอำนาจที่ฝ่ายบริหารจะกระทำได้แต่ฝ่ายเดียวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 และรัฐบาลโดยฝ่ายบริหารก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการต่อสู้คดีในศาลเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยในเขตแดนที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางไว้ให้ได้ด้วย
แนวทางการต่อสู้คดีจึงมิใช่เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการต่อสู้คดีของฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ต้องเป็นการใช้หลักวิชาการของวิชาชีพชั้นสูงในทางกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ หลักวิชาการชั้นสูงในทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดีมาประกอบกัน เพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้คดีให้ครอบคลุมถึงการตีความในคำพิพากษาศาลโลกดังกล่าว การต่อสู้คดีในศาลระหว่างประเทศโดยใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินที่หย่อนต่อมาตรฐานการบริหารราชการแผ่นดินตามกฎหมายของรัฐบาลแล้ว และโดยไม่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อนนั้น การกระทำดังกล่าวของรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีก็จะสุ่มเสี่ยงและเข้าข่ายของการกระทำความผิดอาญาในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119 , 120 ได้
ปัญหาที่จะยกขึ้นต่อสู้คดีนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความสูญเสียหรือมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือไทยกับฝรั่งเศส การต่อสู้คดีในศาลโลกไม่มีความผิดต่อสัมพันธ์ไมตรีกับต่างประเทศตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 130 -135 เพราะการต่อสู้คดีเป็นเรื่องของการยกเหตุผลทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นมาว่ากล่าวกัน อันเป็นการดำเนินการเพื่อแสวงหาความยุติธรรมในแนวทางแห่งสันติภาพร่วมกัน ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เป็นข้อสำคัญ อันจะผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องยกขึ้นมาว่ากล่าวต่อสู้กันให้สิ้นกระแสความ เพื่อให้ศาลโลกที่จะใช้อำนาจตีความคำพิพากษาเมื่อ 50 ปีก่อนนั้น ได้พิจารณาวินิจฉัยว่า ศาลโลกในปัจจุบันจะมีอำนาจตีความคำพิพากษาดังกล่าวได้หรือไม่ และกัมพูชามีอำนาจจะขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาได้หรือไม่
ข้าพเจ้าในฐานะประชาชนมีหน้าที่ที่ต้องป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 71 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการต่อสู้คดีของรัฐบาลที่ศาลโลก ซึ่งต้องผ่านกลไกการได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน และคณะรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลต้องบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นตามแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ และตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศต่อรัฐสภามีความว่า “การจัดทำหลักเขตแดนตามหลักฐานของกฎหมายและสนธิสัญญาที่มีอยู่ เพื่อมิให้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง” และจากนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภานั้น หากคณะรัฐมนตรีไม่ทราบซึ่งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายอันเป็นข้อสาระสำคัญในการพิจารณาพิพากษาคดีในปี 1962 และไม่ตรวจสอบหลักฐานของกฎหมายและสนธิสัญญาที่มีอยู่ว่าเป็นสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น การกระทำดังกล่าวย่อมจะทำให้ประเทศไทยและประชาชนชาวไทยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจากนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้เกี่ยวกับการจัดทำหลักเขตแดน เพื่อขจัดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาดังกล่าว ซึ่งก็คือรัฐบาลก็จะละเลยการรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ โดยอ้างเงื่อนไขที่จะขจัดความขัดแย้งดังกล่าวได้ การขจัดความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ต้องพยายามกระทำ แต่การขจัดความขัดแย้งระหว่างประเทศจะต้องมีความสมดุลกับการทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะบริหารราชการแผ่นดินหย่อนไปจากมาตรฐานทางกฎหมายในการรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยในเขตแดน และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐหาได้ไม่ ข้าพเจ้าจึงมีความจำเป็นต้องกราบเรียนต่อ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงการต่างประเทศถึงปัญหาที่จะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีการตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ซึ่งข้าพเจ้าได้เผยแพร่ประเด็นสำคัญบางอำนาจประเด็น โดยบทความที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนตามเอกสารที่อ้างถึงไว้แล้ว
ประเด็นสำคัญที่ไทยจะต้องยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เพื่อตัดอำนาจศาลในการพิจารณาตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 คือ
1. จำเดิมกัมพูชาฟ้องคดีและศาลมีคำพิพากษาในปี 1962 นั้น กัมพูชาได้ยกเอาสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นมูลฐานในการใช้สิทธิทางศาลสัญญาที่กัมพูชาอ้างและศาลนำมาพิพากษาคดี คือ (1) อนุสัญญา ( Convention ) ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส 13 กุมภาพันธ์ 1904 ( 2 ) สนธิสัญญา (Treaty) ไทย - ฝรั่งเศส 23 มีนาคม 1907 (3) พิธีสาร ( Protocol) ว่าด้วยปักปันเขตแดนท้ายสนธิสัญญาลงวันที่ 23 มีนาคม 1907 (แนบท้ายสนธิสัญญา)
สัญญาทั้งสามฉบับไม่ว่าจะเรียกชื่อต่างกันอย่างไร ก็เป็นสนธิสัญญา ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ( International Convention) ซึ่งมีผลผูกพันระหว่างไทยกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นคู่ภาคีในสนธิสัญญาเท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันกัมพูชาที่กัมพูชาจะมาถือเอาประโยชน์จากสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสนั้นหาได้ไม่ และกัมพูชาจะนำเอาสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไปใช้สิทธิที่ศาลโลก เพื่อให้ศาลโลกมีคำพิพากษาเมื่อปี 1962 ก็ไม่ได้เช่นกัน การที่ศาลโลกมีคำพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 จึงเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่อธรรมนูญศาลโลก ( Statute of the International Court of Justice ) ตามนัยมาตรา 36 ซึ่งมีหลักว่าสัญญาไม่มีความผูกพันทางกฎหมายสำหรับรัฐที่ไม่ได้ลงนาม และเป็นคำพิพากษาที่ขัดต่ออนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 มาตรา 2 ( 1) a, g และมาตรา 26 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า “ สัญญาต้องเป็นสัญญา ” ( Pacta sunt servanda ) “ โดยสัญญาผูกพันเฉพาะคู่สัญญา และอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับผนวกเข้าด้วยกัน และไม่ว่าจะเรียกชื่อเช่นใดก็ตาม ” และคู่สัญญาหมายถึง “ รัฐที่ยอมผูกพันตามสนธิสัญญา และรัฐที่สนธิสัญญามีผลบังคับใช้” กัมพูชาไม่ใช่คู่สัญญาและกัมพูชา ไม่ใช่เป็นรัฐที่สนธิสัญญาระหว่างไทย- ฝรั่งเศส 1904 - 1907 มีผลบังคับใช้ กัมพูชาจะนำสนธิสัญญาระหว่างไทย – ฝรั่งเศส 1904 -1907 ไปใช้สิทธิที่ศาลโลกไม่ได้เลย และศาลโลกก็ไม่มีอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีในปี 1962 โดยใช้สนธิสัญญาระหว่างไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ได้
นอกจากสัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาแล้ว หลักกฎหมาย สากลที่ว่า “ สัญญาต้องเป็นสัญญา” นั้น ยังเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานในการปฏิบัติที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นกฎหมายคือ สัญญามีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญา ซึ่งธรรมนูญศาลโลกได้บัญญัติให้ศาลโลกซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น จะต้องใช้จารีตประเพณีระหว่างประเทศซึ่งได้รับการรับรองโดยทั่วไปว่าเป็นกฎหมายในการพิจารณาพิพากษาคดี เมื่อกัมพูชาไม่ใช่คู่สัญญาตามสนธิสัญญาทั้งสามฉบับ แต่กัมพูชาใช้สนธิสัญญาทั้งสามฉบับมาฟ้องคดีต่อศาลโลก และศาลโลกได้ใช้สนธิสัญญาทั้งสามฉบับพิจารณาพิพากษาคดี คำพิพากษาของศาลโลกในปี 1962 จึงขัดต่อธรรมนูญศาลโลกมาตรา 38 ( 1 ) b คำพิพากษาศาลโลกจึงเป็นโมฆะและไม่มีผลบังคับกับไทย และในกรณีดังกล่าว กัมพูชาจะร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ไม่ได้ แต่เมื่อกัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา และศาลโลกรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ไทยจะต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นต่อสู้และต้องยกขึ้นโต้แย้งในคำแถลงการณ์ด้วยวาจา โดยศาลโลกจะนำเอาคำพิพากษาที่เป็นโมฆะขัดต่อธรรมนูญศาลโลกและขัดต่ออนุสัญญากรุงเวียนนามาตีความตามที่กัมพูชาร้องขอไม่ได้ และจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามที่กัมพูชาร้องขอก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน โดยศาลโลกไม่มีอำนาจรับคำร้องของกัมพูชาซึ่งไม่ใช่เป็นคู่สัญญาตามสนธิสัญญาทั้งสามฉบับที่ได้มีคำพิพากษาในปี 1962 นั้นได้เลย
ตามหลักกฎหมาย สนธิสัญญาจะมีผลก็แต่เฉพาะคู่สัญญาระหว่างรัฐภาคีเท่านั้น บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นภาคีสัญญาด้วยไม่อาจอ้างประโยชน์จากสัญญา หรือไม่อาจถูกบังคับตามสัญญาได้ เพราะไม่มีความผูกพันทางกฎหมายต่อกัน ( Res inter alios acta ) ซึ่งสอดคล้องกับหลักภาษิตกฎหมายที่ว่าบุคคลที่สามไม่อาจอ้างประโยชน์จากสัญญา หรือไม่อาจถูกบังคับตามสัญญาได้ ( Pacta Tertiis nec nocent nec prosumt )
คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 เป็น “ ความผิดพลาดในกฎหมายซึ่งมีผลร้าย ” ( Error juris nocet ) แม้ไทยจะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยการถอนทหารจากปราสาทพระวิหารและล้อมรั้วปราสาทพระวิหาร รวมทั้งถอนเสาธงชาติไทยออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร ก็ไม่มีผลทำให้คำพิพากษาที่ผิดพลาดเป็นผลร้ายต่อไทยนั้น เป็นคำพิพากษาที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ และไม่อาจถือได้ว่าไทยได้ยอมรับคำพิพากษาศาลโลกนั้นแล้ว และไทยได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลโลกนั้นแล้ว คำพิพากษาที่ผิดพลาดเป็นผลร้ายนั้น จะต้องได้รับการเยี่ยวยาจากศาลโลกที่จะต้องให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมคือ ปราสาทพระวิหารยังคงเป็นของไทยและอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย โดยรัฐบาลจะต้องดำเนินการขอให้ไทยกลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนที่ศาลโลกมีคำพิพากษาปี 1962 และรัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการยกประเด็นดังกล่าวในการแถลงการณ์ด้วยวาจา เพื่อให้ศาลโลกยุติการตีความคำพิพากษาในครั้งนี้ และเพิกถอนมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้นเสียด้วย
3. และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ได้กล่าวในคำพิพากษาว่า “ คู่ความมีข้อโต้แย้งอื่น อันมีลักษณะในทางภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดีประกอบด้วย แต่ศาลไม่สามารถที่จะถือว่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นมีความสำคัญแต่อย่างใดในทางกฎหมาย” ( คำพิพากษาหน้า 13 ) ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นกรณีที่ศาลโลกไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยคดีในเรื่อง “ ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ ” ( Source of International law ) คือไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยที่มาหรือบ่อเกิดของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 – 1907 เมื่อศาลโลกไม่ได้พิจารณาวินิจฉัย “ ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ ” จึงเกิดผลว่าสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี 1904 - 1907 ทั้งสามฉบับเป็นกฎหมายระหว่างประเทศระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเท่านั้น ( เป็นกฎหมายระหว่างประเทศระหว่างคู่ภาคี หรือคู่สัญญา ) แต่ศาลโลกได้ใช้สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี 1904 - 1907 ในการพิจารณาพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารซึ่งมีข้อพิพากษาระหว่างกัมพูชากับไทย จึงเกิดผลในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า ทั้งไทยและกัมพูชาไม่อยู่ในฐานะที่จะรับรองสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 - 1907 เป็นสัญญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ศาลโลกใช้พิจารณาพิพากษาคดีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้เลย เพราะไทยกับกัมพูชาไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 -1907 ทั้งสามฉบับ การที่ศาลโลกใช้สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 – 1907 เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ( International Convention ) มาบังคับใช้กับคดี ในกรณีมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาปี 1962 นั้น การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลโลกปี 1962 จึงเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีที่ขัดต่อธรรมนูญศาลโลก มาตรา 38 ( 1) a ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มาสู่ศาลโดยจะต้องใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ว่าโดยทั่วไปหรือโดยเฉพาะ ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์อันเป็นที่รับรองโดยรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 - 1907 ไม่อาจนำมาใช้ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ( International law ) ในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ เพราะไม่ใช่เป็นสัญญาระหว่างประเทศ ( International Convention ) ระหว่างไทยกับกัมพูชานั่นเอง (สัญญาระหว่างคู่สัญญาคือกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งกันและกัน ) ไทยและกัมพูชาไม่ใช่รัฐที่เกี่ยวข้องในสนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ที่จะรับรองสนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ได้เลย
รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องยกปัญหาการที่ศาลโลกใช้สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904 -1907 จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในการแถลงการณ์ด้วยวาจา เพื่อตัดบทไม่ให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962
4. รัฐบาลไทยจะต้องยก สัญญาลับระหว่างอังกฤษ - ฝรั่งเศส ( Entente Cordiale) 8 เมษายน 1904 หรือ “ สัญญาลับ Entente Cordiale1904 ” “ อนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียวระหว่างไทย – ฝรั่งเศส 9 พฤษภาคม 1941 และ “ ข้อตกลงวอชิงตันระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 17 พฤศจิกายน 1946” ขึ้นต่อสู้ในคำแถลงการณ์ด้วยวาจาด้วย เพราะสัญญาดังกล่าวมีผลต่อสัญญาระหว่างไทย – ฝรั่งเศส 1940 -1907 และพิธีสารหรือสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนฉบับวันที่ 23 มีนาคม 1907 ที่ศาลโลกใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีปี 1962 ทั้งสิ้น
“สัญญาลับ Entente Cordiale 1904” เป็นสัญญาที่เกิดขึ้นภายหลังอนุสัญญาไทย –ฝรั่งเศส 13 กุมภาพันธ์ 1904 และเกิดขึ้นก่อนสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 23 มีนาคม 1907 และพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนท้ายหนังสือสนธิสัญญาไทย –ฝรั่งเศส 23 มีนาคม 1907 “สัญญาลับ Entente Cordiale 1904 ” จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา 1969 มาตรา 36 ( Vienna Convention on the law of Treaties 1969 ) สนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ทั้งสามฉบับ จึงเป็นโมฆะเพราะขัดกับ “สัญญาลับ Entente Cordiale 1904 ” [ นอกจากจะเป็นโมฆะเพราะขัดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus Cogens ) โดยถูกกำลังบังคับให้ทำสัญญาแล้ว ] สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904-1907 จึงเป็นโมฆะและไม่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มทำสัญญา เมื่อไทยได้ทำสัญญากับฝรั่งเศสตามอนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียวเมื่อ 9 พฤษภาคม 1941 “อนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียว” จึงมีผลบังคับใช้ตามเจตนาของคู่สัญญาคือไทยกับฝรั่งเศส และมีผลผูกพันฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาลับ Entente Cordiale 1904 ซึ่งฝรั่งเศสไม่อาจเลิกสัญญาลับ Entente Cordiale ได้ เพราะไทยได้ถือเอาประโยชน์ตามสัญญาลับ Entente Cordiale โดยทำอนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียวแล้ว ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 37 ( 2) ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา 1969
5. ต่อมาเมื่อได้มีกฎบัตรสหประชาชาติเพื่อจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์จะธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยสหประชาชาติได้ยึดหลักแห่งความเสมอภาคในอธิปไตยของประเทศสมาชิกเป็นมูลฐาน ไทยได้ขอเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ แต่ได้ถูกปิดกั้นการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติและถูกบังคับให้ไทยต้องจำใจทำข้อตกลงวอชิงตัน กับฝรั่งเศสเมื่อ 17 พฤศจิกายน 1946 ( พ.ศ.2489 ) โดยไทยต้องยอมยกเลิก “ อนุสัญญากรุงโตเกียว ” และยอมเสียอำนาจอธิปไตยในดินแดนของไทยบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ล้านช้าง ( หลวงพระบางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ) เส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง นครจำปาศักดิ์ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงและพระตะบองให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการที่ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 4 ( 2 ) ซึ่งบัญญัติว่า “ การรับรัฐใดๆเช่นว่านั้นเข้าเป็นสมาชิกของสหประชาติจะเป็นผลก็แต่โดยมติของสมัชชาตามคำแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคง ” เมื่อฝรั่งเศสเป็นสมาชิกดั้งเดิมของสหประชาชาติ (Original Member ) และเป็นคณะมนตรีความมั่นคงถาวร (Security Permanent Member) ของสหประชาชาติ ซึ่งมีอำนาจในการรับสมาชิกสหประชาชาติแล้ว ไทยจำต้องยอมเสียอำนาจอธิปไตยในดินแดนของไทยเพื่อได้เข้ามาเป็นสมาชิกสหประชาชาติด้วยการทำสัญญา “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946 ” ซึ่งไทยต้องจำยอมให้มีคณะกรรมการขึ้นพิจารณาให้ไทยจะต้องยอมเสียอำนาจอธิปไตยในเขตแดนของไทย (ในส่วนที่ตกเป็นของกัมพูชา ) คือ นครจำปาศักดิ์บางส่วนและมณฑลบูรพาคือ พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส เมื่อไทยได้ยอมเสียดินแดนของไทยให้กับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสซึ่งเคยออกเสียงคัดค้านการเป็นสมาชิกสหประชาชาติของไทยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 1946 ก็เปลี่ยนมาเป็นออกเสียงสนับสนุนในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคง ไทยจึงได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติตามมติของสมัชชาใหญ่ในวันที่ 15 ธันวาคม 1946 ( พ.ศ.2489 )
และก่อนที่ไทยจะลงนามใน “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946” ไทยได้พยายามที่จะรักษาอาณาเขตดินแดนของไทยไว้ให้ได้ โดยได้เสนอให้ (1) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตัดสิน ( 2 ) เสนอให้ศาลโลกตัดสิน ( 3) ให้ประชาชนที่อยู่ในเขตดินแดนลงมติ ( 4 ) เจรจาโดยตรงกับฝรั่งเศส ( 5 ) ให้คณะกรรมการประนีประนอมดำเนินการ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
“ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946 ” นอกจากจะเป็นสัญญาที่เกิดจากการถูกบังคับให้ไทยต้องจำใจทำสัญญาซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus Cogens ) และขัดต่อ “ สัญญาลับ Entente Cordiale 1904 ” แล้ว นอกจากนี้ “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1904 ” ยังเป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อหลักการสถาปนาองค์กรสหประชาชาติที่จะธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ตามเจตจำนงและความมุ่งหมายของกฎบัตรสหประชาชาติ ( Detemined and the Ends ) ขัดต่อจุดประสงค์และหลักการ ( Purpose and principle )สหประชาชาติจะต้องยึดหลักแห่งความเสมอภาคในอธิปไตยของรัฐสมาชิกทั้งมวลเป็นมูลฐานตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 ( 1 )
การที่ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ และถูกบังคับให้ต้องทำ “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946 ” โดยไทยต้องเสียเขตแดนซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของไทยไปจำนวนไม่น้อยกว่า 69,029 ตารางกิโลเมตร ( เฉพาะที่ตกไปเป็นของกัมพูชา ซึ่งไม่รวมทั้งเกาะกงและเกาะต่างๆในทะเลอ่าวไทย ) กับต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมหาศาลในพื้นที่ดังกล่าวไปทั้งหมดด้วยนั้น จึงเป็นการที่ไทยต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยในดินแดนและทรัพยากรดังกล่าว เพื่อการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติไทยจึงไม่ได้รับความเสมอภาคในอำนาจอธิปไตยในฐานะเป็นสมาชิกสหประชาชาติเช่นเดียวกับรัฐสมาชิกอื่น ๆ จึงเปรียบเทียบกับไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยไทยถูกเรียกให้จ่ายค่าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ซึ่งต้องแลกด้วยอำนาจอธิปไตยในเขตแดนของไทยให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรแห่งสหประชาชาติ ซึ่งฝรั่งเศสเป็นผู้มีอำนาจในการรับไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์กรสหประชาชาติ
การที่ไทยต้องเสียอำนาจอธิปไตยในดินแดนจำนวนไม่น้อยพร้อมทั้งทรัพยากรอันมีค่ามหาศาลในดินแดนทั้งหมด จึงเป็นเรื่องที่กล่าวได้ว่าไทยถูกเรียกสินบนเพื่อให้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาตินั่นเอง ซึ่งขัดกับหลักการและวัตถุประสงค์ของการตั้งองค์กรสหประชาชาติ “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946” จึงเป็นโมฆะ เป็นสัญญาที่ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของมวลมนุษยชาติ “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1946 ” จึงไม่มีผลบังคับใช้และไม่ทำให้ “ อนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียว 1941 ” สิ้นผลลงแต่อย่างใดไม่ “ อนุสัญญาสันติภาพกรุงโตเกียว 1941 ” ยังมีผลบังคับใช้จนทุกวันนี้และผูกพัน ตามสัญญาลับ Entente Cordiale 1904 ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องให้อาณาเขตดินแดนของไทยเป็นอยู่อย่างที่เคยเป็น ( things thus standing ) และ “สัญญาลับ Entente Cordiale 1904” เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามที่บัญญัติไว้ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา 1969 มาตรา 36 (1) มาตรา 37 (2 ) และมีผลบังคับใช้กับฝรั่งเศสและไทยจนบัดนี้
อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 ออกใช้บังคับภายหลังที่ศาลโลกได้มีคำพิพากษาในปี 1962 เมื่อกัมพูชายกปัญหาคำพิพากษาในปี 1962 ให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาไทยจึงมีสิทธิยกอนุสัญญาเวียนนา 1969 ขึ้นกล่าวอ้าง และใช้ในคดีการตีความคำพิพากษาของศาลโลกได้
เขตดินแดนของไทยคือ นครจำปาศักดิ์บางส่วน มณฑลบูรพา รวมทั้งปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างจังหวัดศรีสะเกษ ( ขุขันธ์) กับนครจำปาศักดิ์ ( ส่วนที่ตกไปเป็นของกัมพูชา) และมณฑลบูรพา ซึ่งเป็นอาณาเขตของไทยอาณาเขตในดินแดนดังกล่าวทั้งหมดได้กลายเป็นทรัพย์สินที่เปรียบเสมือนเป็นค่าสินบน ที่ไทยถูกเรียกให้ชำระเพื่อการได้มาซึ่งการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสินบนนั้น ตามหลักกฎหมายหรือโดยจารีตประเพณี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินหรืออำนาจอธิปไตยในเขตแดนไม่โอนไปแต่อย่างใด ดินแดนของไทยรวมทั้งปราสาทพระวิหารจึงยังคงเป็นดินแดนของไทย ทรัพย์สินที่เป็นสินบนนั้นไม่อาจโอนได้ไม่ว่าในกรณีใด เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายจากข้อตกลงที่เป็นโมฆะ ขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ กัมพูชาจึงไม่อาจอ้างเอาเขตแดนของไทยที่ไทยจำต้องให้ฝรั่งเศสไปเป็นของกัมพูชาได้แต่อย่างใดไม่
เขตแดนของไทยที่เป็นเสมือนสินบน เพื่อการเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ตาม “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1964 ” นั้น กรรมสิทธิ์ในเขตแดนไม่อาจโอนได้และเป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจสืบสิทธิให้แก่กัมพูชาได้ เมื่อกัมพูชาเคยเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส “ อนุสัญญาสันติภาพโตเกียว 1941 ” “ ข้อตกลงวอชิงตัน 1964” จึงผูกพันกัมพูชาด้วย และกัมพูชาจะอ้างเอาอาณาเขตแดนของไทยซึ่งรวมทั้งปราสาทพระวิหารที่เป็นเสมือนค่าสินบนที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาตินั้นไปเป็นของกัมพูชาหาได้ไม่ แม้ศาลโลกจะมีคำพิพากษาให้อำนาจอธิปไตยในปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ก็หาทำให้กัมพูชาได้ไปซึ่งอำนาจอธิปไตยในปราสาทพระวิหารโดยคำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 ไม่
ไทยจำเป็นต้องยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ หรือขึ้นว่ากล่าวในคำแถลงการณ์ด้วยวาจาให้สิ้นกระแสความ มิใช่เพื่อจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาดินแดนคืน แต่เพื่อตัดอำนาจศาลโลกในการที่ศาลโลกจะตีความคำพิพากษาปี 1962 หากรัฐบาลไทยละเลยไม่ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้หรือแถลงด้วยวาจาให้ปรากฏไว้ ก็จะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและ/หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นความผิดอาญาในความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรได้ เพราะรัฐบาลจะต้องรู้ว่าการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลโลกในปี 1962 เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีโดยใช้สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 1904-1907 กับศาลโลกในปี 1962 ไม่ได้มีการพิจารณาถึง “การเป็นคู่สัญญา” ในสนธิสัญญา และไม่ได้มีการพิจารณาถึง“ที่มาหรือบ่อเกิดของสัญญาไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ” อันเป็นการพิจารณาที่ขัดต่อธรรมนูญศาลโลกตามนัย มาตรา 36 (5 ) , มาตรา 38 (1) a , b และไทยจำเป็นต้องยกสัญญาที่เกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญา 1904 -1907 ขึ้นต่อสู้ในการตีความของศาลโลกด้วย เพราะสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นมีผลต่อการสิ้นผลของสนธิสัญญา 1904 -1907 โดยตรง สัญญาที่เกิดขึ้นภายหลังที่ทำให้สนธิสัญญาไทย - ฝรั่งเศส 1904-1907 สิ้นผล ศาลโลกก็จะตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 อันเป็นคำพิพากษาที่มีรากฐานมาจากสนธิสัญญาไทย - ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ไม่ได้ และศาลโลกไม่มีอำนาจในการตีความคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ได้
จากการได้ศึกษา “หนังสือ 50 ปี 50 ประเด็น ถาม-ตอบกรณีปราสาทพระวิหาร” จะเห็นได้ว่า การต่อสู้คดีของกระทรวงการต่างประเทศยังไม่ครบถ้วน ไม่มีประเด็นอันเป็นแก่นของปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นกล่าวอ้างต่อสู้ในคดี มีแต่กระพี้ของปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเท่านั้น ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายแก่ข้าพเจ้าและประเทศชาติได้ ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนฯพณฯนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงฯให้ทราบถึงประเด็นที่ควรจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลโลก นอกจากจะมีรายละเอียดข้อต่อสู้ ข้อโต้แย้ง ข้อคัดค้าน ตามหนังสือฉบับนี้แล้วยังมีรายละเอียดตามเอกสารที่อ้างถึงอีกหลายประเด็น
6. อนึ่งการที่กัมพูชานำเรื่องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ซึ่งเป็นคำพิพากษาเมื่อในปี 1962 และศาลโลกรับเรื่องไว้พิจารณา และได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการชั่วคราวตามคำร้องขอของกัมพูชาแล้วนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กัมพูชาและไทยได้ทำบันทึกความเข้าใจปักปันเขตแดนหรือ MOU 2543 ( ค.ศ.2000 ) กันแล้ว การที่กัมพูชานำคดีให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาภายหลังที่ได้ทำ MOU 2543 แล้วนั้น จึงเป็นกรณีที่กัมพูชาไม่ต้องการปฏิบัติตาม MOU 2543และแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งที่จะใช้เส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาไทย – ฝรั่งเศส 1904 – 1907 และแผนที่ตามสนธิสัญญาที่ศาลโลกได้มีคำพิพากษาในปี 1962 ทั้งกัมพูชาได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวที่ศาลโลกได้กำหนดขึ้น ซึ่งก่อนที่ศาลโลกจะกำหนดมาตรการชั่วคราว กัมพูชาก็ได้กระทำละเมิด MOU 2543 หลายครั้งและไทยก็ได้ประท้วงไปหลายครั้งเช่นกัน กรณีจึงเป็นการที่กัมพูชาได้ยกเลิก MOU 2543 ไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ต้องการปฏิบัติตามข้อตกลง MOU 2543 อีกต่อไป และไทยก็ได้ปฏิบัติตามมาตรการชั่วคราวที่ศาลโลกได้กำหนดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ไทยแสดงเจตนายกเลิก MOU 2543 อันเนื่องมาจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญ ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา 1969 มาตรา 62 (1) และเป็นกรณีที่ไม่อาจเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 62 (2) a ได้ และเมื่อปรากฏว่า MOU 2543 เป็นข้อตกลงการจัดทำเส้นเขตแดนโดยใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 แทนมาตราส่วนเดิม 1 : 50,000 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือเขตอำนาจรัฐ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 224 วรรคสองก่อน [ ตอนทำ MOU 2543 ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ] MOU 2543 ระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงสิ้นผลลงตามหลักกฎหมายในประเทศ ซึ่งผูกพันรัฐบาลที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญในประเทศต่อไป
แต่เมื่อการสิ้นผลลงของ MOU 2543 มีผลกระทบกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาว่าจะจัดทำหลักเขตแดนตามหลักฐานของกฎหมายและสนธิสัญญาที่มีอยู่ซึ่งก็คือ MOU 2543 เมื่อ MOU 2543 สิ้นผลลงไปแล้ว การดำเนินการของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนตาม MOU 2543 ก็จะเป็นการอันใช้ไม่ได้อีกต่อไป จึงเกิดผลในทางกฎหมายในประเท
ศาล รัฐบาล รัฐสภา กองทัพ และพรรคการเมืองต้องไม่หลงป
ระเด็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดย ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ15 ธันวาคม 2554 21:11 น.
บทความนี้เป็นวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมของความถูกต้องของการทำหน้าที่ในความเป็นศาลซึ่งจะต้องใช้หลักธรรมชั้นสูงหรือเรียกว่า อตัมมยตา โดยต้องใช้สติปัญญาวิชาความรู้อย่างอยู่ในโลก สำหรับที่จะอยู่ในโลก มีกำลังจิตกำลังกายที่จะต้องสู้อยู่ในโลก(อยู่อย่างเป็นโลกิยะ ) เพื่อให้เกิดความถูกต้อง ความเจริญเพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ศีลธรรม เพราะการทำงานของศาลในขณะนี้เป็นการทำหน้าที่อยู่ท่ามกลางของความขัดแย้งอย่างสูงของสังคม ซึ่งมีความอุบาทว์อย่างรุนแรงในสังคม [อุบาทว์ ภาษาบาลีเรียกว่า อุปทฺทว อุปทฺทโว ซึ่งหมายความ ผลที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ความขัดแย้งมีที่ไหนมีอุบาทว์ที่นั่น] เมื่อมีความอุบาทว์เกิดขึ้นในสังคม จำเป็นที่ศาลจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ( Rightful ) และต้องเป็นความถูกต้องบนพื้นฐานของความถูกต้อง ( Justness ) ซึ่งก็คือ ความถูกต้องตามกฎหมาย วัฒนธรรม และศีลธรรม และอาจรวมถึงทางศาสนาด้วย
จากข่าวสื่อสาธารณะเกี่ยวกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายอำพร หรืออากง อายุ 61 ปี ซึ่งส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไปยังบุคคลที่สาม ซึ่งมีข้อความอันเป็นการจาบจ้วงดูหมิ่นด้วยถ้อยคำหยาบคายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หมิ่นประมาทใส่ความให้ร้ายสมเด็จพระราชินีฯ โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง ( กระทำความผิด 4 ครั้ง ) เป็นจำคุก 20 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4726 / 2554 กับคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ หรือสิน แซ่จิ้ว หรือนายโจ กอร์ดอน ชาวไทยสัญชาติอเมริกัน อายุ 54 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และกระทำให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน
จากคำพิพากษาของศาลทั้งสองคดี ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งมีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของศาลอย่างกว้างขวาง มีการกล่าวหาในทำนองว่าศาลลงโทษหนักเกินไป และล่วงเลยไปถึงการเสนอให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ฑูตต่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็น ได้แสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และขอให้รัฐบาลไทยควรสั่งให้ตำรวจและอัยการยุติการตั้งข้อหากับประชาชนโดยอ้างว่าเป็นกฎหมายที่คลุมเครือ ในขณะเดียวกันคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ได้ออกมาเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ให้มีความเป็นเอกภาพและดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ มีกลไกที่สามารถกำหนดนโยบายในทางอาญาที่เหมาะสมให้อัยการใช้ดุลพินิจจะดำเนินคดีหรือไม่ก็ได้ และได้เสนอให้รัฐบาลดำเนินการให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับการปล่อยชั่วคราว และพิจารณาหาหนทางการดำเนินคดีที่นำเอาประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาขยายผลในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็ไม่เคยดำเนินคดีกับเว็บไซด์ที่มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกระทบต่อความมั่นคงซึ่งเกิดขึ้นอยู่เกลื่อนกลาดแต่อย่างใด และรัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรีเพิ่งจะออกมาแสดงความเห็นด้วยคำพูดที่กล่าวในทำนองจะปราบปรามเว็บไซด์หมิ่นอย่างเด็ดขาด โดยจะขอซื้อเครื่องมือปราบเว็บไซด์ราคา 400 ล้านบาท หากเครื่องมือดังกล่าวปราบเว็บไซด์ได้จริง ก็อาจจะเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการปกป้องผู้กระทำความผิด หรืออาจจะเป็นเครื่องมือไว้ใช้เพื่อการข่มขู่เรียกรับสินบนจากผู้กระทำความผิดก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ใช้เครื่องมือดังกล่าว จะมีเจตนาในการใช้เครื่องมือไปในทางใด
การนำผลการลงโทษของศาลซึ่งลงโทษผู้กระทำความผิดในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 มากล่าวอ้างในทำนองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นกฎหมายที่ไม่มีมาตรฐานสากล เรียกร้องให้มีการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นที่คาดหมายได้ว่า จะมีการหยิบยกเอา “ คดีอากง” และ “คดีโจ กอร์ดอน ” มาเป็นเป้าหมายในการยกเลิกมาตรา 112 ตามข้อเรียกร้องขององค์กรระหว่างประเทศและผู้อยู่ในประเทศ ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมาเป็นเวลานาน
ผู้เขียนจึงขอยกประเด็นปัญหาที่จะชี้ให้เห็นได้ว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน มีมาตรฐานสากลตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยเป็นสมาชิกแล้ว
( 1 ) ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของไทย
ตามประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาติไทย พระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นผู้ปกครองมานาน พระมหากษัตริย์เป็นผู้นำทัพออกศึกทำสงคราม รวมทั้งดำเนินการใช้กุศโลบายทางการทูตในการปกปักษ์รักษาแผ่นดินและคุ้มภัยให้แก่ราษฎรจากการถูกรุกรานของรัฐต่างประเทศมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์เป็นผู้รวบรวมอาณาเขตประเทศมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีความรัก ความผูกพันกับราษฎร ราษฎรมีความรักเคารพ บูชา สักการะ และมีความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์และสถาบัน พระมหากษัตริย์ด้วยคุณูปการในพระเดชพระคุณที่พระมหากษัตริย์มีต่อราษฎรและประเทศชาติมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมของชาติไทย อันเป็น “วัฒนธรรมที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และวัฒนธรรมที่ปวงชนชาวไทยมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นรากแก่นของความมั่นคงของชาติไทย”
เมื่อประเทศมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดย “คณะราษฎร์ ” ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนปกครองตนเองและได้ทรงสละราชสมบัติ รัฐบาลตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน ก็ได้รู้และยอมรับว่า “วัฒนธรรมของไทยนั้น คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและมีวิวัฒนาการของความจงรักภักดีความเคารพ สักการะ บูชาของปวงชนชาวไทยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีวัฒนธรรมที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นรากแก่นของความมั่นคงแห่งอาณาจักรไทย” และเพราะเหตุที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมดังกล่าว การปกครองโดยรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยจึงได้นำวัฒนธรรมดังกล่าวมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ ซึ่งก็คือการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ได้ดำเนินการมากว่าเจ็ดสิบห้าปี และความมีอยู่ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวก็ได้ปรากฏเป็นหลักฐานในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่นมาตรา 2 บัญญัติว่า “ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ” มาตรา 8 บัญญัติว่า “ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ ”
วัฒนธรรมดังกล่าวอยู่ในจิตใจ อยู่ในความรู้สึก อยู่ในความผูกพันของคนในชาติ โดยคนในชาติตระหนักว่า วัฒนธรรมดังกล่าวนั้นเป็นความมั่นคงของรัฐ จึงได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงถึงความหวงแหน การรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวให้อยู่ยงคงวัฒนาถาวรตลอดไป ซึ่งปรากฏหลักฐานในแนวนโยบายความมั่นคงแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ว่า “ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็นและเพียงพอ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ ” กับมีรัฐธรรมนูญมาตราอื่นๆอีกหลายมาตราที่แสดงถึง การมีวัฒนธรรมซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนอันเป็นความมั่นคงของประเทศปรากฏอยู่ และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้ผ่านการลงประชามติของมหาชนมาแล้ว เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับสุดท้ายที่ผ่านความเห็นชอบของมหาชนชาวไทยทั้งประเทศในการที่จะรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันเป็นความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ผู้ใด
จะล่วงละเมิดไม่ได้
ชาติไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นหรืออยู่ในอาณัติการปกครองของประเทศใด ไทยเป็นประเทศเล็กที่รักษาความเป็นเอกราชมาได้อย่างถาวร เพราะวัฒนธรรมที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นศูนย์ร่วมจิตใจของคนทั้งชาตินั่นเอง การกลืนชาติ การกินชาติ การทำลายให้สิ้นชาติเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการปกครองโดยการเลือกตั้ง [ ที่ไม่บริสุทธิ์และมีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน และไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยในความหมายของคำว่า “ ประชาธิปไตย ” ] การผสมพันธุ์ของคนในชาติเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ คนไทยที่มีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยหรือของประเทศมหาอำนาจ ก็อาจมาเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยได้โดยการเลือกตั้งและมีเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง คนชาติเผ่าพันธุ์ไทยแท้หรือไทยเทียม ก็สามารถใช้เงินเพื่อชนะการเลือกตั้งได้ เงินที่ใช้ในการเลือกตั้งจะมาจากที่ใดผู้เลือกตั้งจะไม่รู้ที่มาของแหล่งเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพราะไม่มีองค์กรที่มีประสิทธิภาพจะทำการตรวจสอบควบคุมแหล่งเงินที่นำเข้ามาใช้ในการทุจริตการเลือกตั้งได้ การชนะการเลือกตั้งของนักการเมืองไทยเท่าที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน จึงเป็นการแข่งขันเพื่อให้เข้าถึงแหล่งขุมทรัพย์ของชาติไทย และเข้าถึงศูนย์อำนาจปกครองประเทศเท่านั้น หากตรงจุดใดที่ใดมีความขัดข้องในการใช้อำนาจที่ไร้คุณธรรมในการปกครอง เพราะมีข้าราชการประจำที่มีคุณธรรมคอยตรวจสอบ ขัดขวาง ก็ต้องหาทางย้าย กำจัดให้ออกไปจากเส้นทางที่จะใช้อำนาจนั้นเสีย หรือมิฉะนั้นก็ใช้ความโลภ ความอยากเป็น อยากได้ของข้าราชการนั้น ด้วยการมีผลประโยชน์เอื้อซึ่งกันและกัน โดยใช้ขุมทรัพย์ของชาติมาเป็นปัจจัยในการแบ่งผลประโยชน์กัน การเลือกตั้งเพื่อให้เข้าถึงแหล่งขุมทรัพย์ของชาติไทย เข้าถึงแหล่งปกครองประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ประเทศไทยจะได้ผู้ปกครองประเทศที่อาจจะเป็นคนที่สามารถขายชาติ ทำลายชาติไทยให้สิ้นชาติได้ [ซึ่งก็ปรากฏหลักฐานในความเป็นจริงของประเทศ ซึ่งมีชาวเปรูเชื้อสายญี่ปุ่นเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ โดยชนะการเลือกตั้งและฟื้นฟูเศรษฐกิจของเปรูจนฟูเฟื่อง แต่ได้ทำลายชาติโดยการทุจริตคอร์ปชั่นและละเมิดสิทธิมนุษยชน จนต้องหนีออกนอกประเทศไปอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น]
การทำลายความมั่นคงของประเทศที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ การทำลายวัฒนธรรมทางด้านจิตใจในความจงรักภักดี การเคารพ สักการะ บูชาในองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนในชาติให้สูญสิ้นไป การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนมีความเกลียดชัง อาฆาต มาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น จึงเป็นการกระทำที่ทำลายวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศโดยตรง
การกระทำความผิดอาญามาตรา 112 จึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดที่มุ่งต่อชื่อเสียง เกียรติคุณของพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่เป็นการกระทำที่มุ่งทำลายวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศ มาตรา 112 จึงได้นำมาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษหนักเพื่อให้เหมาะสมกับความผิดนั่นเอง
( 2 ) . ความผิดอาญามาตรา 112
เป็นความผิดที่มีบทลงโทษตามหลักมนุษยธรรม ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights )
องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งได้ยอมรับและรับรองสิทธิทางวัฒนธรรม ( Cultural ) ตามที่กำหนดไว้ในบริบท ( preamble ) ของสนธิสัญญาดังกล่าว ที่ให้บุคคลทุกคนมีสิทธิเสรีภาพตามหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิในทางการเมืองในทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม [ preamble : everyone may enjoy his economic, social , and cultural rights, as well as his civil and political rights ] และข้อบัญญัติที่ 1 และ 15 ( article 1 , 15 ) ประเทศสมาชิกจะต้องให้การยอมรับในสิทธิของพลเมืองทุกคนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตในทางวัฒนธรรม ได้ [ The States Parties to present Covenant Recognize the right of everyone : (a) to take part in cultural life ]
ดังนั้นกฎหมายอาญามาตรา 112 ของไทยจึงเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทางวัฒนธรรมตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่องค์กรสิทธิมนุษยชนจะต้องให้ความสนับสนุนกฎหมายมาตรา 112 ของไทยดังกล่าว การที่องค์กรสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องโดยนัยถึงความไม่เหมาะสมที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก็จะเป็นการที่องค์กรสิทธิมนุษยชนไปสนับสนุนบุคคลที่มุ่งทำลายวัฒนธรรมแห่งชาติไทย ทำลายความมั่นคงของประเทศไทย เมื่อประเทศไทยเป็นสมาชิกตามสนธิสัญญาดังกล่าว การเรียกร้องขององค์กรสิทธิมนุษยชนและทูตต่างประเทศดังกล่าว ก็อาจเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความแตกแยกของสังคมของคนในชาติไทยซึ่งขัดต่อสิทธิหลักมนุษยชน เพราะเป็นการทำลายการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ( Peaceful coexistence ) ของคนในชาติของประเทศที่เป็นสมาชิกองค์กรแห่งสหประชาชาติ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อกติการะหว่างระหว่างประเทศ และขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ
( 3 )การกระทำของ “ อากง ” และ “ โจ กอร์ดอน ”
เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามข้อบัญญัติที่ 17 และ 19 (International Covenant on Civil and Political Rights , Article 17 , 19)
องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก (Everyone shall have the right to freedom of expression) ไม่ว่าด้วยวาจา เขียน หรือพิมพ์ ในรูปแบบทางศิลปะโดยผ่านสื่อตามที่ต้องการได้ แต่การแสดงออกซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องกระทำด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ (carries with it special duties and responsibilities) โดยสิทธิดังกล่าวอาจจะถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดที่แน่นอนโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายและความจำเป็นคือ
( 1 ) จะต้องเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น ( For respect of the rights or reputations of others )
( 2 ) เพื่อป้องกันความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยของสาธารณชน หรือสุขภาพ หรือศีลธรรมของสาธารณชน[For the protection of national security or of public order (ordre – public), or of public health or morals ] ซึ่งเป็นไปตามข้อบัญญัติที่ 19 แห่งสนธิสัญญาดังกล่าว
ดังนั้นตามสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิในทางการเมืองจึงไม่ได้ให้เป็นเสรีภาพแก่บุคคลที่จะแสดงออกได้อย่างเสรี แต่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้เสียหาย และคุ้มครองความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสาธารณชน สุขภาพ และศีลธรรมของสาธารณชนของประเทศที่เป็นภาคดีสมาชิกด้วย เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวได้เปิดช่องให้ประเทศสมาชิกได้ออกกฎหมายในการป้องกันซึ่งสิทธิและในชื่อเสียงของผู้อื่น กับป้องกันความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ สุขภาพ อนามัย และศีลธรรมของสาธารณชนได้
ประเทศไทยได้มีกฎหมายออกใช้บังคับตามหลักเกณฑ์ การป้องกันสิทธิ ชื่อเสียงของบุคคลอื่นและป้องกันความมั่นคงของราชอาณาจักรไทย ตลอดจนความสงบเรียบร้อย สุขภาพ อนามัยและศีลธรรมของสาธารณชน โดยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ซึ่งสอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว โดยรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า “ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารโดยวิธีอื่น การจำกัดสิทธิตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามของจิตใจ หรือสุขภาพของประชาชน”
และรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติกำจัดการใช้สิทธิและเสรีภาพสิทธิของบุคคลตามความจำเป็นเพื่อป้องกันในวัฒนธรรมแห่งความมั่นคงของประเทศไว้ใน มาตรา 68 ว่า “บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ” ดังนั้นเมื่อประเทศไทยได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญห้ามการกระทำเพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและความปลอดภัยของประเทศไว้โดยสอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศคือ International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights และ International Covenant on Civil and Political rights แล้ว การที่ศาลไทยพิพากษาลงโทษใน คดี “ อากง” และ คดี “ โจ กอร์ดอน ” จึงเป็นการพิพากษาลงโทษตามโทษานุโทษตามหลักสิทธิมนุษยชน ( Human Right ) ตามหลักมนุษยธรรม ( Humanitarian ) ตามมาตรฐานสากลแล้ว
( 4 ) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลในคดี “อากง” และ “ โจ กอร์ดอน”
เป็นการพิจารณาพิพากษาคดีบนพื้นฐานของความถูกต้อง ( Rightful ) และเป็นความถูกต้องที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ( Justness ) ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งของจำเลยและผู้เสียหายซึ่งเป็นประมุขของประเทศ เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้จำกัดให้แต่เฉพาะผู้กระทำผิดและถูกลงโทษ แต่สิทธิมนุษยชนนั้นรวมถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมดด้วย
การกระทำความผิดในกรณีนี้เป็นการกระทำต่อประมุขของประเทศ และมีผลเป็นการทำลายล้างวัฒนธรรมของคนในชาติ ซึ่งก็คือการล้มล้างการปกครองประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ประชาชนทุกคนที่ประสงค์ในทางวัฒนธรรมที่จะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย ( Everyone may enjoy his cultural right ) ทั้งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ( National security ) ประชาชนที่มีวัฒนธรรมดังกล่าว จึงมีสิทธิที่จะดำเนินการกับบุคคล หรือ พรรคการเมืองที่ได้กระทำการเพื่อล้มล้างวัฒนธรรมอันเป็นผลต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ โดยประชาชนมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการดังกล่าว และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ด้วยตนเอง [โดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุด ----- (ความเห็นของผู้เขียน )] เพราะเป็นการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการให้เลิกการกระทำอันเป็นการกระทำที่ทำลายวัฒนธรรมและทำลายประเทศชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะการทำลายวัฒนธรรมเป็นการทำให้สิ้นชาติ แต่ในกรณีที่เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองเป็นผู้กระทำ ประชาชนจะร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองเองหรือขอให้ตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งการเองได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68
( 5 ). การที่ทูตต่างประเทศ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับคดี “ อากง” และ “ โจ กอร์คอน” อาจเป็นเพราะต่างประเทศไม่ได้ทราบประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางวัฒนธรรมของไทยอย่างลึกซึ้ง กระทรวงต่างประเทศมีหน้าที่ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับต่างประเทศ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความเป็นชาติและอธิปไตยของประเทศชาติ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบริหารงาน ทั้งในระบบศาล บริหาร นิติบัญญัติ และกองทัพไทยที่ต้องรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากกระทรวงต่างประเทศละเว้นไม่ทำหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจดังกล่าว หรือหากกระทรวงการต่างประเทศไม่สามารถจะชี้แจงกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ สำนักงานศาลยุติธรรมก็ควรจะต้องดำเนินการทำหนังสือชี้แจงโดยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ หรือชี้แจงต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้ดำเนินการให้ เพราะปัญหาดังกล่าวหากไม่ทำการชี้แจงให้เข้าใจในปัญหาดังกล่าวแล้ว บทบาทของนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศก็อาจจะกลายเป็นปัญหาในความมั่นคงของประเทศไทยอย่างหนักหนาสาหัส สากรรจ์ได้ด้วย เช่นกัน
15 ธันวาคม 54
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88-tanond/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93/329438293735858
ประเด็นที่ไทยต้องยกขึ้นให้ศาลโลกตีความตามคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร
จึงเกิดความสงสัยว่าในการที่ไทยได้ยื่นความเห็นต่อศาลโลกเป็นลายลักษณ์อักษร ( written observation ) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 นั้น รัฐบาลได้ทำความเห็นไปครบถ้วนทุกประเด็นแห่งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อโต้แย้งการใช้สิทธิของกัมพูชาที่ขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ข้อสงวนสิทธิของไทยที่ได้แจ้งไว้ต่อสหประชาชาติในปี 1964 ตลอดจนข้อโต้แย้งการใช้อำนาจการตีความของศาลโลกที่จะให้ศาลโลกได้พิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อพลเมืองไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ เพียงใด
ข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าคำวินิจฉัยของศาลโลกนั้น มีผลต่อประเทศชาติและต่อพลเมืองไทยซึ่งถือได้ว่ามีผลต่อมนุษยชาติ เพราะพลเมืองไทยคือมนุษยชาติในความหมายของสหประชาชาติ พลเมืองไทยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคำวินิจฉัยของศาลโลก รัฐบาลไทยจะทำหน้าที่โดยมีข้อบกพร่องและโดยทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้ และจะอ้างความไม่รู้ ความไม่ชำนาญ เป็นข้อแก้ตัวหาได้ไม่ เพราะคำพิพากษาของศาลโลกไม่อาจคุ้มครองการกระทำผู้แทนของรัฐซึ่งเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อฉล หรือการกระทำการโดยทุจริตคอรัปชั่นของผู้แทนของรัฐได้
พลเมืองไทยโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีอำนาจหน้าที่ในการมีบทบาท ตลอดจนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรมตามบริบทรัฐธรรมนูญ และตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 87(3) พลเมืองไทยในสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นองค์กรพลเมือง (civil organization หรือ Non government organization) มีสิทธิที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง (Right of self – determination ) ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่ได้รับรองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ( Customary Rule of International Law ) และตามพิธีสารของอนุสัญญาเจนีวา ประชาชนคนไทยหรือกลุ่มคนที่มีลักษณะเป็นองค์กรพลเมือง [ ที่มิใช่กลุ่มคนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง หรือมีลักษณะเป็นกองกำลังนอกกฎหมายของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ] องค์กรพลเมืองที่แท้จริงและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมมีสิทธิที่จะตัดสินใจดำเนินการนำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปยังศาลโลก โดยไม่ขัดต่อข้อกำหนดของกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลกได้ และมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนำไปใช้เพื่อต่อสู้ในการพิจารณาคดีของศาลโลกได้ ในกรณีหลังนี้รัฐบาลมีดุลพินิจที่จะทำหรือไม่กระทำก็ได้ แต่รัฐบาลจะต้องสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาเอง หากศาลโลกได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีในทางลบต่อประเทศไทย โดยมีเหตุผลตามนัยข้อเรียกร้องของภาคพลเมืองที่รัฐบาลไม่นำพาไปใช้เป็นข้อต่อสู้คดีในศาลโลกได้ เพราะจะมีข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปถึงสาเหตุของการแพ้คดีว่าอาจเป็นปัญหาทางการเมืองได้ เนื่องจาก มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สมาชิกพรรคการเมืองในขณะเป็นฝ่ายค้านมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหาก่อการร้ายและการจลาจล โดยมีข่าวปรากฏต่อสาธารณะและประชาคมโลกว่ามีการใช้ประเทศกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำ และเป็นสถานที่หลบหนีการกระทำความผิดดังกล่าวมาแล้วก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวสามารถพิสูจน์เจตนาในการกระทำความผิดของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายในประเทศได้
ผู้เขียนขอแสดงความเคารพเป็นอย่างสูงด้วยความจริงใจต่อรัฐบาลกัมพูชาในการกระทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของกัมพูชาในการที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลก ปี 1962 ที่ศาลได้พิพากษาว่า “ ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ( The Temple of Preah Vihear is situated in territory under sovereignty of Cambodia ) ” โดยกัมพูชาเห็นว่าคำพิพากษาของศาลโลก คู่กรณีต้องผูกพันตามเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่กัมพูชาอ้างเป็นพยานแนบท้ายหมายเลข 1 ( Annex 1 map) ซึ่งไทยจะต้องถอนกำลังทหารและตำรวจผู้ดูแลควบคุมออกจากปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร ( Vicinity ) ซึ่งกัมพูชาถือว่าอยู่ในอาณาเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยจะต้องออกไปจากตัวปราสาทซึ่งรวมถึงสถานที่ที่เรียกว่าบริเวณปราสาทด้วย ( extends to area of the Temple in general )
ผู้เขียนในฐานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย โดยปราศจากซึ่งอคติใดๆกับทุกฝ่าย และเห็นด้วยกับการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องมีสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกันบนพื้นฐานของการเคารพและไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกันภายใต้หลักกฎหมายและความชอบธรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผู้เขียนจึงขอเสนอความเห็นทางวิชาการของวิชาชีพทางกฎหมายถึงสิทธิอันชอบธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่า กัมพูชามีสิทธิจะร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 ได้หรือไม่ และศาลโลกในปัจจุบันจะตีความคำพิพากษาศาลโลกที่ได้พิพากษาคดีไปแล้วเมื่อ 50 ปี ได้หรือไม่ในขอบเขตเพียงใด
2. ศาลโลกวินิจฉัยคดีโดยการยอมรับของคู่ความว่า ต้นเหตุของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ความตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศสยาม (ไทย ) ที่ได้ทำกันในปี 1904 -1908 ( ร.ศ. 122-126 )และโดยเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารเป็นของไทยหรือกัมพูชานั้นขึ้นอยู่กับสนธิสัญญาปักปันเขตแดนฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 และขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมา ฉะนั้นศาลจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ระหว่างคู่ความก่อนสมัยสนธิสัญญาปี 1904(คำพิพากษาหน้า 13 – 14 )
เมื่อคู่ความรับกันดังกล่าว ศาลโลกได้พิจารณาคดีโดยไม่รับฟังพยานหลักฐานภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนาและโบราณคดีประกอบด้วย โดยศาลโลกให้เหตุผลว่า ศาลไม่สามารถที่จะถือว่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นมีความสำคัญในทางกฎหมายแต่อย่างใด โดยกล่าวในคำพิพากษาว่า “The Partris have also relied on other arguments of a physical , historical , religious and archaeological , but the Court is unable to regard them as legally decisive ”
จากคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ทำให้คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 นั้น ไม่สามารถนำมาตีความคำพิพากษาศาลโลกได้คือ
ประเด็นแรก การที่ศาลโลกพิพากษาคดีในปี 1962 เป็นการพิพากษาคดีโดยไม่รับฟังพยานที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และหลักฐานทางโบราณคดี โดยจะพิจารณาจากสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 เพื่อวินิจฉัยคดีเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยคดีว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของประเทศใด โดยไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และไทยกับกัมพูชาก่อนสนธิสัญญาปี 1904 รวมทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ด้วยนั้น เป็นการที่ศาลโลกได้พิพากษาคดีในปี 1962 โดยศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาคือ ไทยและฝรั่งเศส คำพิพากษาของศาลโลกในปี1962 จึงเป็นคำพิพากษาโดยไม่รู้ว่าคู่สัญญามีเจตนาที่แท้จริงในการทำสนธิสัญญาดังกล่าวกันอย่างไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เจตนาของคู่สัญญาที่จะผูกพันกันตามสนธิสัญญาในปี 1904 – 1907 นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962
การขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีศาลโลกได้พิจารณาพิพากษาคดีในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาแล้ว คือคู่สัญญาไทยกับฝรั่งเศสจะต้องทำสัญญาด้วยความสมัครใจและเต็มใจ ปราศจากจากการข่มขู่ การบังคับ การฉ้อฉลให้เข้าทำสัญญาดังกล่าว สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904- 1907 จะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus cogens ) หรือเป็นสัญญาที่เป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นเพราะถูกบังคับข่มขู่หรือถูกฉ้อฉล เมื่อคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับเจตนาในการเข้าทำสัญญาของคู่สัญญา ศาลโลกโดยผู้พิพากษาในปัจจุบันจึงไม่อาจตีความคำพิพากษาของศาลในปี 1962 ได้ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงอันสำคัญที่จะหยั่งทราบเจตนาของไทยและฝรั่งเศสในขณะทำสนธิสัญญาในปี 1904 - 1907 ได้
กัมพูชาจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ได้ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของไทยกับฝรั่งเศสให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาได้
ประเด็นที่สอง คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ไม่ได้นำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก่อนสนธิสัญญา 1904 และช่วงของการทำสัญญาคือระหว่าง ค.ศ.1904 ถึง 1908 นั้น เป็นการที่ศาลไม่ได้พิจารณาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของไทยและของฝรั่งเศสในช่วงเวลาก่อนและในเวลาขณะที่ไทยทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1908 แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อไทยถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญาด้วยการใช้เรือปืนรุกล้ำเข้ามาในประเทศไทยและถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่โดยกระทำต่อพลเมืองของไทย มีการปฏิบัติการโดยใช้เรือรบปิดปากอ่าวและน่านน้ำทางทะเลของไทย และบังคับให้เรือของชาติเป็นกลางออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา ไทยเป็นประเทศเป้าหมายที่จะถูกล่าเป็นเมืองขึ้นหรือถูกล่าให้เป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส เช่นเดียวกับประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนคือ เวียดนามแล้ว การทำสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904 -1908 จึงเป็นโมฆะเพราะ ขัดต่อหลักกฎหมายตามมาตรฐานห้ามเด็ดขาดของกฎหมายระหว่างประเทศ [ Peremptory norm of general international law หรือ Jus Cogens) ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้การบังคับขู่เข็ญ ใช้กำลังอาวุธกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาทำสัญญาด้วย หากมีการกระทำดังกล่าวสนธิสัญญาย่อมตกเป็นโมฆะ ซึ่งอยู่ในบังคับตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยหลักเกณฑ์การทำสนธิสัญญาค.ศ. 1969 มาตรา 52 , 53 , 64, 71 [ Vienna Convention on the law of Treaties 1969 , Article 52 , 53 , 64 , 71 ]
และเมื่อไทยถูกบังคับให้ต้องทำสนธิสัญญาในระหว่างปี ค.ศ. 1904 ถึง 1907 กับฝรั่งเศส กรณีจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวเองที่ศาลโลกในปัจจุบันไม่สามารถตีความคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ได้ เพราะคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ไม่มีผลใช้บังคับ คำพิพากษาศาลโลก 1962 ไม่อาจรับรองหรือทำให้สัญญาที่ได้กระทำระหว่างคู่สัญญาโดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะบังคับห้ามเด็ดขาด ( Jus Cogens ) ให้กลายเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศได้แต่อย่างใดไม่ สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904 – 1907 เป็นโมฆะในทันทีโดยอัตโนมัติตั้งแต่แรก ( ab initio ) และมีผลเป็นโมฆะตลอดมา กัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาได้
สถานะของกัมพูชาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยผลของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในระหว่าง ค.ศ.1904 – 1907 โดยที่ไทยไม่ได้อ้างความเป็นโมฆะของสนธิสัญญาดังกล่าวในการพิจารณาคดีของศาลโลกในปี 1962 นั้น นับว่าเป็นคุณต่อกัมพูชาแล้ว เพราะไทยสามารถอ้างความเป็นโมฆะกรรมและความสิ้นสุดของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1904 -1907 ขึ้นอ้างเมื่อใดก็ได้ และสามารถยกขึ้นอ้างในการแถลงการณ์ด้วยวาจาในเดือนเมษายน 2013 เพื่อให้ศาลโลกพิจารณาวินิจฉัยถึงอำนาจของศาลในการตีความคำพิพากษาปี 1962 ได้
เพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ไทยจะต้องอ้างความเป็นโมฆะกรรมและความสิ้นสุดของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.1904 - 1907 เพื่อให้ศาลโลกนำไปพิจารณาในการที่จะตีความคำพิพากษาปี 1962 ในทันที เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเกิดผลว่า กัมพูชาไม่มีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 1962 ได้ และศาลไม่มีอำนาจศาล ( Competent Court ) ที่จะตีความคำพิพากษาศาลโลกได้ เพราะคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ยังไม่ได้พิสูจน์เจตนาของไทยและฝรั่งเศสในการเข้าทำสนธิสัญญาปี 1904 - 1907 และไม่รู้ว่าการทำสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส นั้นเป็นสัญญาที่ละเมิดกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus cogens ) ซึ่งเป็นโมฆะมาตั้งแต่วันทำสัญญาแล้ว
ประเด็นที่สาม คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ได้วินิจฉัยเป็นข้อยุติแล้วว่า เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน และประเด็นข้อพิพาทที่เสนอต่อศาล จึงอยู่ในวงจำกัด อยู่ที่ความแตกต่างกันในความเห็นเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนืออาณาบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อที่จะชี้ขาดปัญหาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ศาลจำต้องพิจารณาถึง “เส้นเขตแดน ” ระหว่างทั้งสองประเทศในตอนนี้ มีการเสนอแผนที่หลายฉบับ มีการเสนอข้อพิพาทหลายประการ ศาลจะได้พิจารณาสั่งเรื่องเท่าที่เห็นว่า มีเหตุผลจะนำมาใช้สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลในการชี้ขาด การระงับข้อพิพาทดังกล่าว ( คำพิพากษาหน้า 12 )
ในปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ( frontier line ) กัมพูชาได้อ้างแผนที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามทำขึ้น ( Commission of Delimitation between Indo-china and Siam ) อันเป็นการอ้างเส้นตามแผนที่บนกระดาษที่มนุษย์ทำขึ้นเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ (ไม่ได้ทำในพื้นที่ ) และแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้นนั้น กัมพูชาอ้างว่าเป็นคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม ซึ่งผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ตามข้อตกลงข้อ 3 ( article III ) ซึ่งไทยได้ปฏิเสธแผนที่ดังกล่าวว่าไม่ใช่เป็นแผนที่ที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนทำขึ้น และไทยได้อ้างเส้นเขตแดนตามธรรมชาติคือสันปันน้ำ อันเป็นไปตามข้อตกลงของสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 ( article I ) ซึ่งได้กำหนดเขตเส้นแดนไว้ตามสนธิสัญญาฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 1893 และข้อตกลงตามข้อ 1 นี้ [ article I ของสนธิสัญญา 13 กุมภาพันธ์ 1904 ] ได้นำเอาข้อตกลงตามสนธิสัญญาลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 มาเป็นหลักในการกำหนดเขตแดนไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีนไว้ด้วย ดังนั้นสนธิสัญญาวันที่ 13 ตุลาคม 1904 เป็นสนธิสัญญาโดยอาศัยข้อตกลงก่อนปี 1904 มาเป็นการกำหนดเขตแดนไว้ด้วย
[ Article I : The frontier between Siam and Cambodia starts, on the left shore of Great Lake, from the mouth of the river Stung Roluos , it follows the parallel from that point in an easterly direction until it meets the river Prek Kompong Tiam , then, turning north- ward, it merges with the meridian from that meeting –point as fas as the Pnom Dang Rek mountain chin. From there it follows the watershed between the basins of the Nam Sen and the Mekong, on the one hand , and the Nam Moun , on the other hand, and joins the Pnom Padang chain the crest of which it follows eastwards as far as the Mekong Upstream from that point , the Mekong remains the frontier of the Kingdom of Siam, in accordance with Article I of the Treaty of 3 October 1893 ]
การอ้างแผนที่บนกระดาษที่มนุษย์ได้ทำขึ้นเป็นเส้นเขตแดนในอดีต จึงเป็นการอ้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการอ้างเขตแดนเป็นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน เป็นการอ้างทั้งลักษณะทางกายภาพภูมิศาสตร์ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเส้นเขตแดน
เมื่อศาลโลกได้มีคำพิพากษาในปี 1962 นั้น ศาลโลกไม่ได้พิจารณาถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระหว่างคู่กรณีก่อนสนธิสัญญาปี 1904 โดยจะนำสถานการณ์หลังปี 1904 มาวินิจฉัยเท่านั้น คำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 จึงขัดต่อข้อกำหนดตามสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ซึ่งกำหนดให้นำเอาข้อตกลงตามสนธิสัญญาวันที่ 3 ตุลาคม 1893 มาเป็นหลักในการกำหนดเขตแดนด้วย คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนจะปักปันเขตแดนโดยไม่ยึดหลักและข้อตกลงตามสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ข้อ 1 ก็ไม่ได้ด้วย
และเมื่อศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนาและโบราณคดี รวมทั้งไม่รับฟังเหตุการณ์ที่มีมาก่อนสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 คือ ไม่รับฟังสนธิสัญญาลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ซึ่งระบุไว้ในสนธิสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 จึงเป็นกรณีที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดน ( Mixed Commission Of Delimitation between Indo-china and Siam ) จะต้องดำเนินการปักปันเขตแดนให้มีเส้นเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 โดยต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ข้อ 1 ด้วย โดยอย่างน้อยจะต้องมีเส้นเขตแดนจากฝั่งซ้ายของทะเลสาบ ( Great Lake ) จากปากแม่น้ำ สะดุง โรลูโอส ( Stung Roluos ) และไปตามเส้นขนานจากจุดนั้นไปทางทิศตะวันออกจนกระทั่งถึงแม่น้ำแปรก กำปง เทียม ( Prek Kompong Tiam ) แล้วเลี่ยงไปทางทิศเหนือไปพบกับเส้นตั้งฉาก จากจุดบรรจบนั้นจนกระทั่งถึงเขาดงรัก( Prom Dang Rek ) จากที่นั่น เส้นเขตแดนคือ สันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำของแม่น้ำเสน ( Nam Sem ) และแม่น้ำโขง ( Mekong ) ด้านหนึ่ง กับแม่น้ำมูล( Nam Moun ) อีกด้วยหนึ่งและสมทบกับทิวเขาภูผาด่าง ( Pnom Padang ) โดยถือยอดเขาเป็นเส้นเขตแดนไปทางทิศตะวันออกจนถึงแม่น้ำโขง จากจุดนั้นทวนน้ำขึ้นไปให้ถือแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนของอาณาจักรสยาม แต่เส้นเขตแดน ตามแผนที่ anmex 1 ที่กัมพูชาอ้างนั้น ไม่มีเส้นตั้งฉากถึงเขาดงรักเป็นเส้นเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 แต่ปรากฏว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่กัมพูชาส่งต่อศาลโลกนั้น เป็นเส้นเขตแดนอยู่แนวหลังทิวเขาดงรักเลยสันปันน้ำ ซึ่งศาลโลกก็มีความสงสัยว่าจะเป็นเส้นเขตแดนที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนได้ทำไว้จริงหรือไม่ ศาลโลกไม่ได้พิพากษาว่า คณะกรรมการร่วมได้มีการปักปันเขตแดนกันแล้ว แต่ศาลโลกวินิจฉัยคดีโดยสันนิษฐาน ( Presumption ) ว่าได้มีการปักปันเขตแดนแล้ว ( คำพิพากษาหน้า 17-18 )
คำพิพากษาศาลโลกที่พิพากษาคดีโดยมีข้อสันนิษฐานว่า คณะกรรมการร่วมได้มีการปักปันเขตแดนกันแล้ว คำพิพากษาศาลโลกจึงไม่อาจนำมาตีความคำพิพากษาได้ เพราะศาลโลกพิพากษาคดีโดยใช้ข้อสันนิษฐานของศาลในขณะนั้นเท่านั้น ศาลโลกไม่ได้พิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับกันแต่อย่างใด และศาลโลกก็ไม่มีอำนาจศาลที่จะตีความคำพิพากษาที่พิพากษาคดีโดยข้อสันนิษฐานของศาลเมื่อ 50 ปี ก่อนได้
การที่กัมพูชาอ้างเขตแดนโดยใช้แผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้น และไทยไม่ยอมรับแผนที่ แต่ไทยได้อ้างสันปันน้ำเป็นเขตแดน เมื่อศาลไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนาและทางโบราณคดี การพิพากษาให้กัมพูชาชนะคดีย่อมเป็นการพิพากษาคดีที่ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “อย่าไปเสียเวลากับการโต้แย้งสิ่งที่ชัดแจ้งเห็นจริงแล้ว” ( Adverus Solem ne Loquitor ) เพราะสันปันน้ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่วิญญูชนทั่วไปคาดคิด และมีความเป็นไปได้ว่า คู่กรณีตกลงเอาสันปันน้ำเป็นการแบ่งอาณาเขตกันได้
ซึ่งก็เป็นไปตามหลักกฎหมายการรับฟังพยานหลักฐาน ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอ้างแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้นมาเป็นพยาน และอีกฝ่ายหนึ่งอ้างสันปันน้ำธรรมชาติเป็นพยาน หากคู่ความไม่สืบพยานอื่นใดอีกแล้วฝ่ายอ้างสันปันน้ำย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี เพราะเป็นสิ่งที่เห็นชัดแจ้งอยู่แล้ว และเป็นไปตามหลักกฎหมายวิชาพิจารณาคดีสากลที่ว่า “ ข้อความที่ชัดแจ้งอยู่แล้ว ย่อมไม่ต้องการคำอธิบาย ” ( Absoluta sententia expositore non indiget )
ประเด็นที่สี่ กัมพูชาฟ้องคดีต่อศาลโลกปี 1962 โดยอาศัยการ “สืบสิทธิจากฝรั่งเศส ” ( Succession ) เพราะฝรั่งเศสได้ทำสงครามล่าอาณานิคมและเข้ายึดครองประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนเป็นเมืองขึ้น ได้ยึดครองเวียดนามและรุกคืบเข้ามายึดครองลาวและกัมพูชา [ ในขณะนั้นเรียกว่าเขมร ] เขมรขณะนั้นยังไม่ได้มีสถานะเป็นประเทศและอยู่ในความอารักขาของไทยมาเป็นเวลานาน มีวัฒนธรรมประเพณีมีการปฏิบัติระหว่างเจ้าเมืองเขมรกับพระมหากษัตริย์ของไทยที่ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงญาติและผู้อยู่ในปกครอง ดินแดนของกัมพูชาจำนวนมากในปัจจุบัน รวมทั้งเกาะต่างๆในทะเลเคยเป็นดินแดนของไทยมาก่อน จังหวัดพระตะบอง เสียมราช และศรีโสภณของกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นดินแดนของไทยมาก่อนเรียกว่ามณฑลบูรพาหรือมณฑลเขมร รวมทั้งดินแดนของกัมพูชาในปัจจุบันที่อยู่ต่อเนื่องกับจังหวัดศรีสะเกษ ( เดิมชื่อ จังหวัดขุขันธ์ ) ซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็เป็นดินแดนของไทยคือ นครจำปาศักดิ์ ฝรั่งเศสได้บังคับให้ไทยจำต้องยกนครจำปาศักดิ์ให้กับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสคืนจังหวัดจันทบุรีที่ฝรั่งเศสใช้กำลังบังคับยึดไว้เป็นประกันนั้นให้แก่ไทย ฝรั่งเศสคืนจังหวัดจันทบุรีให้ไทยแต่ก็ไปยึดจังหวัดตราดไว้แทน ฝรั่งเศสได้ดินแดนของไทยคือ นครจำปาศักดิ์ รวมทั้งมณฑลบูรพาและเกาะในทะเล โดยการใช้กำลังอาวุธบังคับและใช้วิธีการยึดจังหวัดจันทบุรีไว้เป็นการต่อรอง เพื่อให้ไทยยินยอมยกดินแดนนครจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นดินแดนที่ต่อเนื่องกับจังหวัดศรีสะเกษและมณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศส ไทยไม่เคยยินยอมยกดินแดนนครจำปาศักดิ์ซึ่งติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษและมณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศส สนธิสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศสไม่ใช่เป็นสนธิสัญญาที่ไทยได้สละดินแดนอาณาเขตประเทศไทยให้กับฝรั่งเศสด้วยความเสน่หาแต่อย่างใด แต่ไทยจำต้องทำสนธิสัญญาดังกล่าว เพราะมีการใช้กำลังอาวุธที่เหนือกว่าบังคับและบุกเข้ายึดดินแดนบางแห่งไว้เป็นหลักประกันเพื่อเรียกร้องให้ไทย จำต้องยกดินแดนของไทยจำนวนมากให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมและเมืองขึ้น ในยุคการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
ไทยไม่เคยยินยอมยกส่วนใดส่วนหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษรวมทั้งปราสาทพระวิหารให้แก่ฝรั่งเศส ไทยได้หวงแหนครอบครองดูแลจังหวัดศรีสะเกษหรือขุขันธ์ตลอดมา แม้ไทยจะเสียนครจำปาศักดิ์ให้ฝรั่งเศสแล้วก็ตาม ซึ่งปรากฏหลักฐานในคดีที่ศาลโลกกล่าวในคำพิพากษาว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตสถานแห่งประเทศไทย ได้เสด็จกึ่งราชการไปตรวจปราสาทพระวิหารในเดือนมกราคม 1929 และได้มีหนังสือถึงสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1930 และ 22 กรกฎาคม 1931 ขอทราบสารบบบัญชีของโบราณสถานที่ได้ตรวจสอบแล้ว ได้รับคำตอบสารบบระบุชื่อ “ เขาพระวิหาร “ แห่งนี้ว่าเป็นโบราณสถานหนึ่งในสี่แห่งของจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทย การตรวจสอบโบราณสถานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน จึงเป็นการยืนยันโดยชัดเจนว่า ไทยได้ครอบครองเป็นเจ้าของและแสดงความเป็นเจ้าของตลอดมา เขาพระวิหารเป็นของไทยและอยู่ในเขตแดนของจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งเป็นดินแดนไทยที่เชื่อมโยงกับมณฑลบูรพาและนครจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นดินแดนของไทย และเป็นดินแดนที่อยู่ติดต่อเนื่องจากจังหวัดศรีสะเกษ ฝรั่งเศสได้ใช้อำนาจบังคับให้ไทยทำสัญญายกดินแดนนครจำปาศักดิ์ มณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา 1904 – 1907 เพื่อแลกกับจังหวัด จันทบุรี ตราด เกาะกง ด่านซ้ายที่ฝรั่งเศสใช้กำลังบังคับยึดไว้ โดยฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดกับด่านซ้ายให้ โดยการถอนทหารออกไปเมื่อปี 1907 แต่ไม่ยอมคืนเกาะกงให้ไทย การที่ฝรั่งเศสได้ดินแดนนครจำปาศักดิ์ และมณฑลบูรพาของไทยไป เกิดจากการกระทำของฝรั่งเศสที่ได้กระทำโดยวิธีการบังคับขู่เข็ญ อันเป็นการละเมิดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตามหลัก JUS COGENS สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1904 - 1907 จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จึงเป็นการแบ่งเขตแดนโดยไทยจำใจต้องกระทำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะอยู่ในภาวะที่ถูกบังคับข่มขู่ให้จำต้องยอม เพราะมิฉะนั้นไทยจะต้องสูญเสียดินแดนมากกว่าเดิมและอาจต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยของไทยไป ซึ่งอาจต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในสงครามล่าอาณานิคม การแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กระทำโดยฝรั่งเศสจึงเกิดขึ้นจากการกระทำอันละเมิดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศตามหลัก JUS COGENS ด้วยเช่นกัน การแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยทำเป็นแผนที่ Anmex 1 โดยฝรั่งเศสจึงเป็นโมฆะ กัมพูชาไม่อาจอ้างสิทธิการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งละเมิดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาดและเป็นโมฆะนั้นมาใช้สิทธิใดๆได้เลย เพราะกัมพูชาเป็นผู้รับโอนสิทธิหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากฝรั่งเศส ไม่มีสิทธิในดินแดนของไทยจากการกระทำโดยผิดกฎหมายและละเมิดหลักกฎหมาย Jus cogens ของฝรั่งเศส สิทธิของกัมพูชาเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “ ผู้รับโอนมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอน ” หรือ “ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ( Assignatus unitur jure auctoris ) ซึ่งก็สอดคล้องกับสนธิสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย หลักเกณฑ์ในการทำสัญญา 1969 มาตรา 52 , 53 ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ( Vienna Convention on the law of Treaties 1969 , Article 52 , 53 )
กัมพูชาได้รับอิสรภาพในปี 1953 เป็นการได้รับอิสรภาพก่อนที่อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยการสืบทอดของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับสนธิสัญญา ค.ศ. 1978 และอนุสัญญาว่าด้วยการสืบสอดของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน บรรณสารและหนี้สินของรัฐ ค.ศ.1983 ออกใช้บังคับ [ Vienna Convention on Succession of state in Respect of Treaties , 1978 , Vienna Convention on Succession of state in Respect of Property , Archives and Debts , 1983 ] กัมพูชาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิในสนธิสัญญาที่ไทยได้ทำกับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1907 และไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทุกชนิดที่ได้รับโอนมาจากฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี 1904 - 1907 เลย เพราะสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นโมฆะก่อนที่กัมพูชาได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส กัมพูชาจึงไม่ได้สืบสิทธิทั้งในเรื่องดินแดน ทรัพย์สินในดินแดนคือ ปราสาทพระวิหาร ตลอดจนแผนที่ที่แสดงแนวเขตแดนที่ฝรั่งเศสได้ทำขึ้น อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะ “ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ”
กัมพูชาเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลโลกเมื่อ 6 ตุลาคม 1959 ( พ.ศ.2502 ) คำฟ้องของกัมพูชาไม่ใช่เป็นปัญหาการโต้แย้งแบ่งเขตแดนระหว่างสองประเทศที่มีอาณาเขตแดนติดต่อกันและมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารมาตั้งแต่เดิมพร้อมกันแต่อย่างใดไม่ แต่กัมพูชาฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามสนธิสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1907 เป็นการที่กัมพูชาอ้างสิทธิการมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารโดยการสืบสิทธิจากฝรั่งเศส ภาระการพิสูจน์ ( burden of proof ) จึงตกอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ทั้งในฐานะเป็นโจทก์และในฐานะอ้างการสืบสิทธิจากฝรั่งเศส โดยกัมพูชาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ( 1 ) กัมพูชาสืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ( Lawful Succession ) (2 ) ฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและปราสาทพระวิหารอยู่ก่อนแล้ว โดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
แต่ศาลโลกได้กำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกกับทั้งไทยและกัมพูชาโดยเท่าเทียมกัน เสมือนหนึ่งกัมพูชาเคยมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เป็นอาณาเขตของปราสาทพระวิหารมาก่อน ( ปรากฏตามคำพิพากษาในหน้า 13-14 ) เมื่อศาลโลกได้กำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับทั้งสองฝ่าย แต่ศาลโลกไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดีนั้น จึงเป็นการที่ศาลโลกในปี 1962 ไม่รับฟังพยานหลักฐานการสืบสิทธิของกัมพูชาที่สืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาปี 1904 และ 1907 โดยสิ้นเชิง แต่รับฟังโดยปริยายเลยว่า ฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและปราสาทพระวิหารมาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแล้วคำพิพากษาของศาลโลกในปี 1962 ได้พิพากษาคดีโดยตัดประเด็นความเป็นโมฆะกรรมของสนธิสัญญาปี 1904 - 1907 ซึ่งเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น และกำหนดให้ไทยและกัมพูชามีภาระการพิสูจน์โดยศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดี แล้วพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่บริเวณปราสาทอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชานั้น เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี ( Civil procedure ) โดยผิดพลาดซึ่งเป็นผลร้ายต่อไทย กระบวนการดำเนินคดีดังกล่าว จึงขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปของสากล เพราะ “ความผิดพลาดในกฎหมายมีผลร้าย ” ( Error juris nocet ) ซึ่งเท่ากับกัมพูชาไม่ต้องพิสูจน์อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาที่มีเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร กัมพูชาไม่ต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารของฝรั่งเศสด้วยว่า ฝรั่งเศสมีอำนาจเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารที่ตนเองสืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสหรือไม่ กัมพูชาใช้กระดาษแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้น (ตามแผนที่หมายเลข 1) โดยที่กัมพูชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผนที่และไม่รู้ว่าแผนที่เกิดขึ้นได้อ