ประเด็นที่ไทยต้องยกขึ้นให้ศาลโลกตีความตามคำพิพากษาของศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร

 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ออกมาให้ข่าวในทำนองว่าให้คนไทยทำใจยอมรับกับความพ่ายแพ้คดีที่ศาลโลกจะตัดสินในไม่ช้า เมื่อศาลโลกได้กำหนดเวลาให้ไทยแถลงการณ์ด้วยวาจา (Oral argument) ในเดือนเมษายน 2013 ในขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวในทำนองว่า ไทยควรทำตัวเป็นเด็กดี เพราะผู้พิพากษาศาลโลกเป็นปุถุชนคนธรรมดา หากไทยทำตัวไม่ดี ไทยอาจแพ้คดีได้
 
 จึงเกิดความสงสัยว่าในการที่ไทยได้ยื่นความเห็นต่อศาลโลกเป็นลายลักษณ์อักษร ( written observation ) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 นั้น รัฐบาลได้ทำความเห็นไปครบถ้วนทุกประเด็นแห่งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ข้อโต้แย้งการใช้สิทธิของกัมพูชาที่ขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษา ข้อสงวนสิทธิของไทยที่ได้แจ้งไว้ต่อสหประชาชาติในปี 1964 ตลอดจนข้อโต้แย้งการใช้อำนาจการตีความของศาลโลกที่จะให้ศาลโลกได้พิจารณาวินิจฉัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อพลเมืองไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างครบถ้วนหรือไม่ เพียงใด
 
  ข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าคำวินิจฉัยของศาลโลกนั้น มีผลต่อประเทศชาติและต่อพลเมืองไทยซึ่งถือได้ว่ามีผลต่อมนุษยชาติ เพราะพลเมืองไทยคือมนุษยชาติในความหมายของสหประชาชาติ พลเมืองไทยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคำวินิจฉัยของศาลโลก รัฐบาลไทยจะทำหน้าที่โดยมีข้อบกพร่องและโดยทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้ และจะอ้างความไม่รู้ ความไม่ชำนาญ เป็นข้อแก้ตัวหาได้ไม่ เพราะคำพิพากษาของศาลโลกไม่อาจคุ้มครองการกระทำผู้แทนของรัฐซึ่งเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อฉล หรือการกระทำการโดยทุจริตคอรัปชั่นของผู้แทนของรัฐได้
 
  พลเมืองไทยโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีอำนาจหน้าที่ในการมีบทบาท ตลอดจนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรมตามบริบทรัฐธรรมนูญ และตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 87(3) พลเมืองไทยในสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศเป็นองค์กรพลเมือง (civil organization หรือ Non government organization) มีสิทธิที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง (Right of self – determination ) ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่ได้รับรองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ( Customary Rule of International Law ) และตามพิธีสารของอนุสัญญาเจนีวา ประชาชนคนไทยหรือกลุ่มคนที่มีลักษณะเป็นองค์กรพลเมือง [ ที่มิใช่กลุ่มคนที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง หรือมีลักษณะเป็นกองกำลังนอกกฎหมายของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ] องค์กรพลเมืองที่แท้จริงและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมมีสิทธิที่จะตัดสินใจดำเนินการนำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปยังศาลโลก โดยไม่ขัดต่อข้อกำหนดของกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลกได้ และมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเสนอข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนำไปใช้เพื่อต่อสู้ในการพิจารณาคดีของศาลโลกได้ ในกรณีหลังนี้รัฐบาลมีดุลพินิจที่จะทำหรือไม่กระทำก็ได้ แต่รัฐบาลจะต้องสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาเอง หากศาลโลกได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาคดีในทางลบต่อประเทศไทย โดยมีเหตุผลตามนัยข้อเรียกร้องของภาคพลเมืองที่รัฐบาลไม่นำพาไปใช้เป็นข้อต่อสู้คดีในศาลโลกได้ เพราะจะมีข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปถึงสาเหตุของการแพ้คดีว่าอาจเป็นปัญหาทางการเมืองได้ เนื่องจาก มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สมาชิกพรรคการเมืองในขณะเป็นฝ่ายค้านมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหาก่อการร้ายและการจลาจล โดยมีข่าวปรากฏต่อสาธารณะและประชาคมโลกว่ามีการใช้ประเทศกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำ และเป็นสถานที่หลบหนีการกระทำความผิดดังกล่าวมาแล้วก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลในปัจจุบัน การกระทำดังกล่าวสามารถพิสูจน์เจตนาในการกระทำความผิดของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายในประเทศได้
 
 ผู้เขียนขอแสดงความเคารพเป็นอย่างสูงด้วยความจริงใจต่อรัฐบาลกัมพูชาในการกระทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของกัมพูชาในการที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลก ปี 1962 ที่ศาลได้พิพากษาว่า “ ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ( The Temple of Preah Vihear is situated in territory under sovereignty of Cambodia ) ” โดยกัมพูชาเห็นว่าคำพิพากษาของศาลโลก คู่กรณีต้องผูกพันตามเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่กัมพูชาอ้างเป็นพยานแนบท้ายหมายเลข 1 ( Annex 1 map) ซึ่งไทยจะต้องถอนกำลังทหารและตำรวจผู้ดูแลควบคุมออกจากปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร ( Vicinity ) ซึ่งกัมพูชาถือว่าอยู่ในอาณาเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยจะต้องออกไปจากตัวปราสาทซึ่งรวมถึงสถานที่ที่เรียกว่าบริเวณปราสาทด้วย ( extends to area of the Temple in general )
 
 ผู้เขียนในฐานะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย โดยปราศจากซึ่งอคติใดๆกับทุกฝ่าย และเห็นด้วยกับการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องมีสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกันบนพื้นฐานของการเคารพและไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกันภายใต้หลักกฎหมายและความชอบธรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ผู้เขียนจึงขอเสนอความเห็นทางวิชาการของวิชาชีพทางกฎหมายถึงสิทธิอันชอบธรรมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่า กัมพูชามีสิทธิจะร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 ได้หรือไม่ และศาลโลกในปัจจุบันจะตีความคำพิพากษาศาลโลกที่ได้พิพากษาคดีไปแล้วเมื่อ 50 ปี ได้หรือไม่ในขอบเขตเพียงใด
 
 2. ศาลโลกวินิจฉัยคดีโดยการยอมรับของคู่ความว่า ต้นเหตุของข้อพิพาทนี้อยู่ที่ความตกลงแบ่งเขตแดนระหว่างฝรั่งเศสกับประเทศสยาม (ไทย ) ที่ได้ทำกันในปี 1904 -1908 ( ร.ศ. 122-126 )และโดยเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารเป็นของไทยหรือกัมพูชานั้นขึ้นอยู่กับสนธิสัญญาปักปันเขตแดนฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 และขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมา ฉะนั้นศาลจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ระหว่างคู่ความก่อนสมัยสนธิสัญญาปี 1904(คำพิพากษาหน้า 13 – 14 )
 
 เมื่อคู่ความรับกันดังกล่าว ศาลโลกได้พิจารณาคดีโดยไม่รับฟังพยานหลักฐานภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนาและโบราณคดีประกอบด้วย โดยศาลโลกให้เหตุผลว่า ศาลไม่สามารถที่จะถือว่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นมีความสำคัญในทางกฎหมายแต่อย่างใด โดยกล่าวในคำพิพากษาว่า “The Partris have also relied on other arguments of a physical , historical , religious and archaeological , but the Court is unable to regard them as legally decisive ”
 
  จากคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ดังกล่าว จึงมีประเด็นที่ทำให้คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 นั้น ไม่สามารถนำมาตีความคำพิพากษาศาลโลกได้คือ
 
 ประเด็นแรก การที่ศาลโลกพิพากษาคดีในปี 1962 เป็นการพิพากษาคดีโดยไม่รับฟังพยานที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และหลักฐานทางโบราณคดี โดยจะพิจารณาจากสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 เพื่อวินิจฉัยคดีเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยคดีว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของประเทศใด โดยไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส และไทยกับกัมพูชาก่อนสนธิสัญญาปี 1904 รวมทั้งสภาพทางภูมิศาสตร์ด้วยนั้น เป็นการที่ศาลโลกได้พิพากษาคดีในปี 1962 โดยศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาคือ ไทยและฝรั่งเศส คำพิพากษาของศาลโลกในปี1962 จึงเป็นคำพิพากษาโดยไม่รู้ว่าคู่สัญญามีเจตนาที่แท้จริงในการทำสนธิสัญญาดังกล่าวกันอย่างไร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เจตนาของคู่สัญญาที่จะผูกพันกันตามสนธิสัญญาในปี 1904 – 1907 นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962
 
 การขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีศาลโลกได้พิจารณาพิพากษาคดีในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของคู่สัญญาแล้ว คือคู่สัญญาไทยกับฝรั่งเศสจะต้องทำสัญญาด้วยความสมัครใจและเต็มใจ ปราศจากจากการข่มขู่ การบังคับ การฉ้อฉลให้เข้าทำสัญญาดังกล่าว สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904- 1907 จะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus cogens ) หรือเป็นสัญญาที่เป็นโมฆะเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นเพราะถูกบังคับข่มขู่หรือถูกฉ้อฉล เมื่อคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ยังไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับเจตนาในการเข้าทำสัญญาของคู่สัญญา ศาลโลกโดยผู้พิพากษาในปัจจุบันจึงไม่อาจตีความคำพิพากษาของศาลในปี 1962 ได้ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงอันสำคัญที่จะหยั่งทราบเจตนาของไทยและฝรั่งเศสในขณะทำสนธิสัญญาในปี 1904 - 1907 ได้
 
  กัมพูชาจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ได้ เพราะไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจตนาในการทำสัญญาของไทยกับฝรั่งเศสให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาได้
 
  ประเด็นที่สอง
 คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ไม่ได้นำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับฝรั่งเศสก่อนสนธิสัญญา 1904 และช่วงของการทำสัญญาคือระหว่าง ค.ศ.1904 ถึง 1908 นั้น เป็นการที่ศาลไม่ได้พิจารณาประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของไทยและของฝรั่งเศสในช่วงเวลาก่อนและในเวลาขณะที่ไทยทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1908 แต่อย่างใด ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไป เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อไทยถูกบังคับให้ทำสนธิสัญญาด้วยการใช้เรือปืนรุกล้ำเข้ามาในประเทศไทยและถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่โดยกระทำต่อพลเมืองของไทย มีการปฏิบัติการโดยใช้เรือรบปิดปากอ่าวและน่านน้ำทางทะเลของไทย และบังคับให้เรือของชาติเป็นกลางออกจากพื้นที่ภายในกำหนดเวลา ไทยเป็นประเทศเป้าหมายที่จะถูกล่าเป็นเมืองขึ้นหรือถูกล่าให้เป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส เช่นเดียวกับประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนคือ เวียดนามแล้ว การทำสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904 -1908 จึงเป็นโมฆะเพราะ ขัดต่อหลักกฎหมายตามมาตรฐานห้ามเด็ดขาดของกฎหมายระหว่างประเทศ [ Peremptory norm of general international law หรือ Jus Cogens) ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้การบังคับขู่เข็ญ ใช้กำลังอาวุธกับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาทำสัญญาด้วย หากมีการกระทำดังกล่าวสนธิสัญญาย่อมตกเป็นโมฆะ ซึ่งอยู่ในบังคับตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยหลักเกณฑ์การทำสนธิสัญญาค.ศ. 1969 มาตรา 52 , 53 , 64, 71 [ Vienna Convention on the law of Treaties 1969 , Article 52 , 53 , 64 , 71 ]
 
  และเมื่อไทยถูกบังคับให้ต้องทำสนธิสัญญาในระหว่างปี ค.ศ. 1904 ถึง 1907 กับฝรั่งเศส กรณีจึงมีเหตุผลอยู่ในตัวเองที่ศาลโลกในปัจจุบันไม่สามารถตีความคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ได้ เพราะคำพิพากษาศาลโลกในปี 1962 ไม่มีผลใช้บังคับ คำพิพากษาศาลโลก 1962 ไม่อาจรับรองหรือทำให้สัญญาที่ได้กระทำระหว่างคู่สัญญาโดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะบังคับห้ามเด็ดขาด ( Jus Cogens ) ให้กลายเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศได้แต่อย่างใดไม่ สัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 1904 – 1907 เป็นโมฆะในทันทีโดยอัตโนมัติตั้งแต่แรก ( ab initio ) และมีผลเป็นโมฆะตลอดมา กัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาได้
 
 สถานะของกัมพูชาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยผลของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่เกิดขึ้นในระหว่าง ค.ศ.1904 – 1907 โดยที่ไทยไม่ได้อ้างความเป็นโมฆะของสนธิสัญญาดังกล่าวในการพิจารณาคดีของศาลโลกในปี 1962 นั้น นับว่าเป็นคุณต่อกัมพูชาแล้ว เพราะไทยสามารถอ้างความเป็นโมฆะกรรมและความสิ้นสุดของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1904 -1907 ขึ้นอ้างเมื่อใดก็ได้ และสามารถยกขึ้นอ้างในการแถลงการณ์ด้วยวาจาในเดือนเมษายน 2013 เพื่อให้ศาลโลกพิจารณาวินิจฉัยถึงอำนาจของศาลในการตีความคำพิพากษาปี 1962 ได้
 
  เพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ไทยจะต้องอ้างความเป็นโมฆะกรรมและความสิ้นสุดของสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในระหว่างปี ค.ศ.1904 - 1907 เพื่อให้ศาลโลกนำไปพิจารณาในการที่จะตีความคำพิพากษาปี 1962 ในทันที เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเกิดผลว่า กัมพูชาไม่มีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 1962 ได้ และศาลไม่มีอำนาจศาล ( Competent Court ) ที่จะตีความคำพิพากษาศาลโลกได้ เพราะคำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ยังไม่ได้พิสูจน์เจตนาของไทยและฝรั่งเศสในการเข้าทำสนธิสัญญาปี 1904 - 1907 และไม่รู้ว่าการทำสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส นั้นเป็นสัญญาที่ละเมิดกฎหมายห้ามเด็ดขาด ( Jus cogens ) ซึ่งเป็นโมฆะมาตั้งแต่วันทำสัญญาแล้ว
 
  ประเด็นที่สาม คำพิพากษาศาลโลกปี 1962 ได้วินิจฉัยเป็นข้อยุติแล้วว่า เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน และประเด็นข้อพิพาทที่เสนอต่อศาล จึงอยู่ในวงจำกัด อยู่ที่ความแตกต่างกันในความเห็นเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนืออาณาบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อที่จะชี้ขาดปัญหาอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน ศาลจำต้องพิจารณาถึง “เส้นเขตแดน ” ระหว่างทั้งสองประเทศในตอนนี้ มีการเสนอแผนที่หลายฉบับ มีการเสนอข้อพิพาทหลายประการ ศาลจะได้พิจารณาสั่งเรื่องเท่าที่เห็นว่า มีเหตุผลจะนำมาใช้สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลในการชี้ขาด การระงับข้อพิพาทดังกล่าว ( คำพิพากษาหน้า 12 )
 
 ในปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ( frontier line ) กัมพูชาได้อ้างแผนที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามทำขึ้น ( Commission of Delimitation between Indo-china and Siam ) อันเป็นการอ้างเส้นตามแผนที่บนกระดาษที่มนุษย์ทำขึ้นเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ (ไม่ได้ทำในพื้นที่ ) และแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้นนั้น กัมพูชาอ้างว่าเป็นคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม ซึ่งผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส 1904 – 1907 ฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ตามข้อตกลงข้อ 3 ( article III ) ซึ่งไทยได้ปฏิเสธแผนที่ดังกล่าวว่าไม่ใช่เป็นแผนที่ที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนทำขึ้น และไทยได้อ้างเส้นเขตแดนตามธรรมชาติคือสันปันน้ำ อันเป็นไปตามข้อตกลงของสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 ( article I ) ซึ่งได้กำหนดเขตเส้นแดนไว้ตามสนธิสัญญาฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 1893 และข้อตกลงตามข้อ 1 นี้ [ article I ของสนธิสัญญา 13 กุมภาพันธ์ 1904 ] ได้นำเอาข้อตกลงตามสนธิสัญญาลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 มาเป็นหลักในการกำหนดเขตแดนไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีนไว้ด้วย ดังนั้นสนธิสัญญาวันที่ 13 ตุลาคม 1904 เป็นสนธิสัญญาโดยอาศัยข้อตกลงก่อนปี 1904 มาเป็นการกำหนดเขตแดนไว้ด้วย
 
 [ Article I : The frontier between Siam and Cambodia starts, on the left shore of Great Lake, from the mouth of the river Stung Roluos , it follows the parallel from that point in an easterly direction until it meets the river Prek Kompong Tiam , then, turning north- ward, it merges with the meridian from that meeting –point as fas as the Pnom Dang Rek mountain chin. From there it follows the watershed between the basins of the Nam Sen and the Mekong, on the one hand , and the Nam Moun , on the other hand, and joins the Pnom Padang chain the crest of which it follows eastwards as far as the Mekong Upstream from that point , the Mekong remains the frontier of the Kingdom of Siam, in accordance with Article I of the Treaty of 3 October 1893 ] 
 
 การอ้างแผนที่บนกระดาษที่มนุษย์ได้ทำขึ้นเป็นเส้นเขตแดนในอดีต จึงเป็นการอ้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และการอ้างเขตแดนเป็นสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน เป็นการอ้างทั้งลักษณะทางกายภาพภูมิศาสตร์ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นเส้นเขตแดน
 
 เมื่อศาลโลกได้มีคำพิพากษาในปี 1962 นั้น ศาลโลกไม่ได้พิจารณาถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ระหว่างคู่กรณีก่อนสนธิสัญญาปี 1904 โดยจะนำสถานการณ์หลังปี 1904 มาวินิจฉัยเท่านั้น คำพิพากษาของศาลโลกปี 1962 จึงขัดต่อข้อกำหนดตามสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ซึ่งกำหนดให้นำเอาข้อตกลงตามสนธิสัญญาวันที่ 3 ตุลาคม 1893 มาเป็นหลักในการกำหนดเขตแดนด้วย คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนจะปักปันเขตแดนโดยไม่ยึดหลักและข้อตกลงตามสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ข้อ 1 ก็ไม่ได้ด้วย
 
  และเมื่อศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนาและโบราณคดี รวมทั้งไม่รับฟังเหตุการณ์ที่มีมาก่อนสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 คือ ไม่รับฟังสนธิสัญญาลงวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ซึ่งระบุไว้ในสนธิสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 จึงเป็นกรณีที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดน ( Mixed Commission Of Delimitation between Indo-china and Siam ) จะต้องดำเนินการปักปันเขตแดนให้มีเส้นเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 โดยต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาวันที่ 3 ตุลาคม 1893 ข้อ 1 ด้วย โดยอย่างน้อยจะต้องมีเส้นเขตแดนจากฝั่งซ้ายของทะเลสาบ ( Great Lake ) จากปากแม่น้ำ สะดุง โรลูโอส ( Stung Roluos ) และไปตามเส้นขนานจากจุดนั้นไปทางทิศตะวันออกจนกระทั่งถึงแม่น้ำแปรก กำปง เทียม ( Prek Kompong Tiam ) แล้วเลี่ยงไปทางทิศเหนือไปพบกับเส้นตั้งฉาก จากจุดบรรจบนั้นจนกระทั่งถึงเขาดงรัก( Prom Dang Rek ) จากที่นั่น เส้นเขตแดนคือ สันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำของแม่น้ำเสน ( Nam Sem ) และแม่น้ำโขง ( Mekong ) ด้านหนึ่ง กับแม่น้ำมูล( Nam Moun ) อีกด้วยหนึ่งและสมทบกับทิวเขาภูผาด่าง ( Pnom Padang ) โดยถือยอดเขาเป็นเส้นเขตแดนไปทางทิศตะวันออกจนถึงแม่น้ำโขง จากจุดนั้นทวนน้ำขึ้นไปให้ถือแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนของอาณาจักรสยาม แต่เส้นเขตแดน ตามแผนที่ anmex 1 ที่กัมพูชาอ้างนั้น ไม่มีเส้นตั้งฉากถึงเขาดงรักเป็นเส้นเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1904 ข้อ 1 แต่ปรากฏว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่กัมพูชาส่งต่อศาลโลกนั้น เป็นเส้นเขตแดนอยู่แนวหลังทิวเขาดงรักเลยสันปันน้ำ ซึ่งศาลโลกก็มีความสงสัยว่าจะเป็นเส้นเขตแดนที่คณะกรรมการร่วมปักปันเขตแดนได้ทำไว้จริงหรือไม่ ศาลโลกไม่ได้พิพากษาว่า คณะกรรมการร่วมได้มีการปักปันเขตแดนกันแล้ว แต่ศาลโลกวินิจฉัยคดีโดยสันนิษฐาน ( Presumption ) ว่าได้มีการปักปันเขตแดนแล้ว ( คำพิพากษาหน้า 17-18 )
 
 คำพิพากษาศาลโลกที่พิพากษาคดีโดยมีข้อสันนิษฐานว่า คณะกรรมการร่วมได้มีการปักปันเขตแดนกันแล้ว คำพิพากษาศาลโลกจึงไม่อาจนำมาตีความคำพิพากษาได้ เพราะศาลโลกพิพากษาคดีโดยใช้ข้อสันนิษฐานของศาลในขณะนั้นเท่านั้น ศาลโลกไม่ได้พิพากษาคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับกันแต่อย่างใด และศาลโลกก็ไม่มีอำนาจศาลที่จะตีความคำพิพากษาที่พิพากษาคดีโดยข้อสันนิษฐานของศาลเมื่อ 50 ปี ก่อนได้
 
  การที่กัมพูชาอ้างเขตแดนโดยใช้แผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้น และไทยไม่ยอมรับแผนที่ แต่ไทยได้อ้างสันปันน้ำเป็นเขตแดน เมื่อศาลไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนาและทางโบราณคดี การพิพากษาให้กัมพูชาชนะคดีย่อมเป็นการพิพากษาคดีที่ขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “อย่าไปเสียเวลากับการโต้แย้งสิ่งที่ชัดแจ้งเห็นจริงแล้ว” ( Adverus Solem ne Loquitor ) เพราะสันปันน้ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติที่วิญญูชนทั่วไปคาดคิด และมีความเป็นไปได้ว่า คู่กรณีตกลงเอาสันปันน้ำเป็นการแบ่งอาณาเขตกันได้
 
 ซึ่งก็เป็นไปตามหลักกฎหมายการรับฟังพยานหลักฐาน ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งอ้างแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้นมาเป็นพยาน และอีกฝ่ายหนึ่งอ้างสันปันน้ำธรรมชาติเป็นพยาน หากคู่ความไม่สืบพยานอื่นใดอีกแล้วฝ่ายอ้างสันปันน้ำย่อมเป็นฝ่ายชนะคดี เพราะเป็นสิ่งที่เห็นชัดแจ้งอยู่แล้ว และเป็นไปตามหลักกฎหมายวิชาพิจารณาคดีสากลที่ว่า “ ข้อความที่ชัดแจ้งอยู่แล้ว ย่อมไม่ต้องการคำอธิบาย ” ( Absoluta sententia expositore non indiget )
 
 ประเด็นที่สี่ กัมพูชาฟ้องคดีต่อศาลโลกปี 1962 โดยอาศัยการ “สืบสิทธิจากฝรั่งเศส ” ( Succession ) เพราะฝรั่งเศสได้ทำสงครามล่าอาณานิคมและเข้ายึดครองประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนเป็นเมืองขึ้น ได้ยึดครองเวียดนามและรุกคืบเข้ามายึดครองลาวและกัมพูชา [ ในขณะนั้นเรียกว่าเขมร ] เขมรขณะนั้นยังไม่ได้มีสถานะเป็นประเทศและอยู่ในความอารักขาของไทยมาเป็นเวลานาน มีวัฒนธรรมประเพณีมีการปฏิบัติระหว่างเจ้าเมืองเขมรกับพระมหากษัตริย์ของไทยที่ปฏิบัติต่อกันเยี่ยงญาติและผู้อยู่ในปกครอง ดินแดนของกัมพูชาจำนวนมากในปัจจุบัน รวมทั้งเกาะต่างๆในทะเลเคยเป็นดินแดนของไทยมาก่อน จังหวัดพระตะบอง เสียมราช และศรีโสภณของกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นดินแดนของไทยมาก่อนเรียกว่ามณฑลบูรพาหรือมณฑลเขมร รวมทั้งดินแดนของกัมพูชาในปัจจุบันที่อยู่ต่อเนื่องกับจังหวัดศรีสะเกษ ( เดิมชื่อ จังหวัดขุขันธ์ ) ซึ่งเป็นที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็เป็นดินแดนของไทยคือ นครจำปาศักดิ์ ฝรั่งเศสได้บังคับให้ไทยจำต้องยกนครจำปาศักดิ์ให้กับฝรั่งเศส เพื่อให้ฝรั่งเศสคืนจังหวัดจันทบุรีที่ฝรั่งเศสใช้กำลังบังคับยึดไว้เป็นประกันนั้นให้แก่ไทย ฝรั่งเศสคืนจังหวัดจันทบุรีให้ไทยแต่ก็ไปยึดจังหวัดตราดไว้แทน ฝรั่งเศสได้ดินแดนของไทยคือ นครจำปาศักดิ์ รวมทั้งมณฑลบูรพาและเกาะในทะเล โดยการใช้กำลังอาวุธบังคับและใช้วิธีการยึดจังหวัดจันทบุรีไว้เป็นการต่อรอง เพื่อให้ไทยยินยอมยกดินแดนนครจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นดินแดนที่ต่อเนื่องกับจังหวัดศรีสะเกษและมณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศส ไทยไม่เคยยินยอมยกดินแดนนครจำปาศักดิ์ซึ่งติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษและมณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศส สนธิสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศสไม่ใช่เป็นสนธิสัญญาที่ไทยได้สละดินแดนอาณาเขตประเทศไทยให้กับฝรั่งเศสด้วยความเสน่หาแต่อย่างใด แต่ไทยจำต้องทำสนธิสัญญาดังกล่าว เพราะมีการใช้กำลังอาวุธที่เหนือกว่าบังคับและบุกเข้ายึดดินแดนบางแห่งไว้เป็นหลักประกันเพื่อเรียกร้องให้ไทย จำต้องยกดินแดนของไทยจำนวนมากให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล่าอาณานิคมและเมืองขึ้น ในยุคการล่าอาณานิคมของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
 
 ไทยไม่เคยยินยอมยกส่วนใดส่วนหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษรวมทั้งปราสาทพระวิหารให้แก่ฝรั่งเศส ไทยได้หวงแหนครอบครองดูแลจังหวัดศรีสะเกษหรือขุขันธ์ตลอดมา แม้ไทยจะเสียนครจำปาศักดิ์ให้ฝรั่งเศสแล้วก็ตาม ซึ่งปรากฏหลักฐานในคดีที่ศาลโลกกล่าวในคำพิพากษาว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตสถานแห่งประเทศไทย ได้เสด็จกึ่งราชการไปตรวจปราสาทพระวิหารในเดือนมกราคม 1929 และได้มีหนังสือถึงสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 1930 และ 22 กรกฎาคม 1931 ขอทราบสารบบบัญชีของโบราณสถานที่ได้ตรวจสอบแล้ว ได้รับคำตอบสารบบระบุชื่อ “ เขาพระวิหาร “ แห่งนี้ว่าเป็นโบราณสถานหนึ่งในสี่แห่งของจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรไทย การตรวจสอบโบราณสถานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะเป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน จึงเป็นการยืนยันโดยชัดเจนว่า ไทยได้ครอบครองเป็นเจ้าของและแสดงความเป็นเจ้าของตลอดมา เขาพระวิหารเป็นของไทยและอยู่ในเขตแดนของจังหวัดขุขันธ์ ซึ่งเป็นดินแดนไทยที่เชื่อมโยงกับมณฑลบูรพาและนครจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นดินแดนของไทย และเป็นดินแดนที่อยู่ติดต่อเนื่องจากจังหวัดศรีสะเกษ ฝรั่งเศสได้ใช้อำนาจบังคับให้ไทยทำสัญญายกดินแดนนครจำปาศักดิ์ มณฑลบูรพาให้กับฝรั่งเศสตามสนธิสัญญา 1904 – 1907 เพื่อแลกกับจังหวัด จันทบุรี ตราด เกาะกง ด่านซ้ายที่ฝรั่งเศสใช้กำลังบังคับยึดไว้ โดยฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดกับด่านซ้ายให้ โดยการถอนทหารออกไปเมื่อปี 1907 แต่ไม่ยอมคืนเกาะกงให้ไทย การที่ฝรั่งเศสได้ดินแดนนครจำปาศักดิ์ และมณฑลบูรพาของไทยไป เกิดจากการกระทำของฝรั่งเศสที่ได้กระทำโดยวิธีการบังคับขู่เข็ญ อันเป็นการละเมิดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ตามหลัก JUS COGENS สนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1904 - 1907 จึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน
 
 การแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จึงเป็นการแบ่งเขตแดนโดยไทยจำใจต้องกระทำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะอยู่ในภาวะที่ถูกบังคับข่มขู่ให้จำต้องยอม เพราะมิฉะนั้นไทยจะต้องสูญเสียดินแดนมากกว่าเดิมและอาจต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยของไทยไป ซึ่งอาจต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจในสงครามล่าอาณานิคม การแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กระทำโดยฝรั่งเศสจึงเกิดขึ้นจากการกระทำอันละเมิดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศตามหลัก JUS COGENS ด้วยเช่นกัน การแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาโดยทำเป็นแผนที่ Anmex 1 โดยฝรั่งเศสจึงเป็นโมฆะ กัมพูชาไม่อาจอ้างสิทธิการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งละเมิดต่อหลักกฎหมายห้ามเด็ดขาดและเป็นโมฆะนั้นมาใช้สิทธิใดๆได้เลย เพราะกัมพูชาเป็นผู้รับโอนสิทธิหรือเป็นผู้สืบสิทธิจากฝรั่งเศส ไม่มีสิทธิในดินแดนของไทยจากการกระทำโดยผิดกฎหมายและละเมิดหลักกฎหมาย Jus cogens ของฝรั่งเศส สิทธิของกัมพูชาเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า “ ผู้รับโอนมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้โอน ” หรือ “ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” ( Assignatus unitur jure auctoris ) ซึ่งก็สอดคล้องกับสนธิสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย หลักเกณฑ์ในการทำสัญญา 1969 มาตรา 52 , 53 ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ( Vienna Convention on the law of Treaties 1969 , Article 52 , 53 )
 
  กัมพูชาได้รับอิสรภาพในปี 1953 เป็นการได้รับอิสรภาพก่อนที่อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยการสืบทอดของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับสนธิสัญญา ค.ศ. 1978 และอนุสัญญาว่าด้วยการสืบสอดของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน บรรณสารและหนี้สินของรัฐ ค.ศ.1983 ออกใช้บังคับ [ Vienna Convention on Succession of state in Respect of Treaties , 1978 , Vienna Convention on Succession of state in Respect of Property , Archives and Debts , 1983 ] กัมพูชาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิในสนธิสัญญาที่ไทยได้ทำกับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1907 และไม่ได้รับความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทุกชนิดที่ได้รับโอนมาจากฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสปี 1904 - 1907 เลย เพราะสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเป็นโมฆะก่อนที่กัมพูชาได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส กัมพูชาจึงไม่ได้สืบสิทธิทั้งในเรื่องดินแดน ทรัพย์สินในดินแดนคือ ปราสาทพระวิหาร ตลอดจนแผนที่ที่แสดงแนวเขตแดนที่ฝรั่งเศสได้ทำขึ้น อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาระหว่างไทยกับฝรั่งเศสแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะ “ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ” 
 
  กัมพูชาเป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลโลกเมื่อ 6 ตุลาคม 1959 ( พ.ศ.2502 ) คำฟ้องของกัมพูชาไม่ใช่เป็นปัญหาการโต้แย้งแบ่งเขตแดนระหว่างสองประเทศที่มีอาณาเขตแดนติดต่อกันและมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารมาตั้งแต่เดิมพร้อมกันแต่อย่างใดไม่ แต่กัมพูชาฟ้องคดีโดยอาศัยสิทธิตามสนธิสัญญาที่ไทยทำกับฝรั่งเศสในปี 1904 - 1907 เป็นการที่กัมพูชาอ้างสิทธิการมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารโดยการสืบสิทธิจากฝรั่งเศส ภาระการพิสูจน์ ( burden of proof ) จึงตกอยู่กับฝ่ายกัมพูชา ทั้งในฐานะเป็นโจทก์และในฐานะอ้างการสืบสิทธิจากฝรั่งเศส โดยกัมพูชาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ( 1 ) กัมพูชาสืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร ( Lawful Succession ) (2 ) ฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและปราสาทพระวิหารอยู่ก่อนแล้ว โดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
 
 แต่ศาลโลกได้กำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกกับทั้งไทยและกัมพูชาโดยเท่าเทียมกัน เสมือนหนึ่งกัมพูชาเคยมีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เป็นอาณาเขตของปราสาทพระวิหารมาก่อน ( ปรากฏตามคำพิพากษาในหน้า 13-14 ) เมื่อศาลโลกได้กำหนดให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับทั้งสองฝ่าย แต่ศาลโลกไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดีนั้น จึงเป็นการที่ศาลโลกในปี 1962 ไม่รับฟังพยานหลักฐานการสืบสิทธิของกัมพูชาที่สืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาปี 1904 และ 1907 โดยสิ้นเชิง แต่รับฟังโดยปริยายเลยว่า ฝรั่งเศสมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและปราสาทพระวิหารมาโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแล้วคำพิพากษาของศาลโลกในปี 1962 ได้พิพากษาคดีโดยตัดประเด็นความเป็นโมฆะกรรมของสนธิสัญญาปี 1904 - 1907 ซึ่งเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น และกำหนดให้ไทยและกัมพูชามีภาระการพิสูจน์โดยศาลโลกได้ตัดพยานไม่รับฟังพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และโบราณคดี แล้วพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่บริเวณปราสาทอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชานั้น เป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี ( Civil procedure ) โดยผิดพลาดซึ่งเป็นผลร้ายต่อไทย กระบวนการดำเนินคดีดังกล่าว จึงขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปของสากล เพราะ “ความผิดพลาดในกฎหมายมีผลร้าย ” ( Error juris nocet ) ซึ่งเท่ากับกัมพูชาไม่ต้องพิสูจน์อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาที่มีเหนือปราสาทพระวิหารและบริเวณปราสาทพระวิหาร กัมพูชาไม่ต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารของฝรั่งเศสด้วยว่า ฝรั่งเศสมีอำนาจเหนือดินแดนปราสาทพระวิหารที่ตนเองสืบสิทธิมาจากฝรั่งเศสหรือไม่ กัมพูชาใช้กระดาษแผนที่ที่มนุษย์ทำขึ้น (ตามแผนที่หมายเลข 1) โดยที่กัมพูชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผนที่และไม่รู้ว่าแผนที่เกิดขึ้นได้อ